ภายในห้องทำงานของไคล์ พิมพ์ดาวยังคงยืนนิ่งกับ คำพูดของชายตรงหน้า
“ผมรอวันที่คุณโสดมานานแล้ว”
คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท พิมพ์ดาวขมวดคิ้ว จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคมของเขา
“ขอโทษนะคะ... คุณหมายความว่ายังไง?”
ไคล์ วาเลน ไม่ได้ตอบในทันที เขาเดินไปที่โต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวยาวหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาแกว่งเบาๆ ท่าทางของเขาสุขุม ทว่ารังสีบางอย่างที่แผ่ออกมากลับกดดันจนคนรอบข้างแทบหายใจไม่ออก
เมย์ที่ยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังถึงกับสะกิดแขนเพื่อนยิกๆ พลางกระซิบเสียงสั่น
“ดาว... คนนี้คือเ้าของบริษัทจริงๆ เหรอ ทำไมดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังมาเฟียแบบนี้ล่ะแก”
ยังไม่ทันที่พิมพ์ดาวจะตอบ ไคล์ก็โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานไปทั้งห้อง
“ผมคือเ้าของบริษัทนี้... ไคล์ วาเลน”
เขามองสบตาพิมพ์ดาวตรงๆ สายตาคู่นั้นดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจเธอ
พิมพ์ดาวสูดลมหายใจ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยตามมารยาท
“ค่ะ... ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณไคล์” เธอปรับน้ำเสียงให้เป็งานเป็การที่สุด
“ไม่ทราบว่าเราจะเริ่มคุยรายละเอียดเื่คดีกันเลยดีไหมคะ ฉันอยากสรุปประเด็นเบื้องต้นเพื่อเตรียมข้อมูลค่ะ”
ไคล์ยกยิ้มมุมปากอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ก่อนจะผายมือไปยังกลางห้องทำงานที่ถูกประดับด้วย ชุดโซฟาหนังแท้สีดำที่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม เป็มุมรับแขกที่ประกาศศักดาและความมั่งคั่งของเ้าของห้องโดยไม่ต้องเอ่ยเป็คำพูด
“เชิญนั่งครับ”
พิมพ์ดาวและเมย์ก้าวไปนั่งลงบนโซฟาราคาแพง พลางหยิบแฟ้มเอกสารออกมาจัดวางอย่างคล่องแคล่ว
ทนายสาวพยายามดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าเพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่า ไม่นานนักผู้ช่วยของไคล์ก็นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ
ร่างสูงใหญ่ของไคล์เดินตามมานั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้าม เขานั่งไขว่ห้างเอนหลังผิงพนักอย่างผ่อนคลาย มือหนาถือแก้ววิสกี้ สายตาคมจดจ้องมองทุกอิริยาบถของพิมพ์ดาวราวกับกำลังพิจารณางานศิลปะชิ้นเอก
พิมพ์ดาวเปิดแฟ้มเอกสาร น้ำเสียงของเธอกลับมานิ่งขรึมและเป็มืออาชีพ
“ถ้าอย่างนั้นเราเริ่มคุยรายละเอียดเื่ข้อหาผูกขาดตลาดที่คุณถูกฟ้องเลยดีไหมคะ?”
ไคล์สบตาเธออยู่เพียงอึดใจ ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและกังวานจนพิมพ์ดาวรู้สึกร้อนวูบที่ใบหู
“คุณนี่…ไม่เคยเปลี่ยนเลย”
เธอขมวดคิ้ว ความหงุดหงิดเริ่มทำงาน
“คุณพูดเหมือนรู้จักฉันดีอย่างนั้นแหละค่ะ”
ไคล์ไม่ตอบแต่กลับวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาโน้มตัวเข้าหาเธอ มือข้างหนึ่งค้ำลงบนโต๊ะกลางระหว่างโซฟา อีกมือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงไว้
“คุณจำผมไม่ได้จริงๆ งั้นเหรอ?” เขากระซิบถาม สายตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
พิมพ์ดาวนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เธอกวาดสายตามองใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้น สันกรามคมเข้มและั์ตาสีรัตติกาลที่ดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด
ทว่าในสารบบความจำของเธอไม่มีภาพมหาเศรษฐีคนนี้อยู่เลย
“ไม่ค่ะ” เธอตอบอย่างมั่นใจ
“ฉันมั่นใจว่าไม่เคยเจอคุณ”
มุมปากของไคล์ยกขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่ดูทั้งเอ็นดูและท้าทายในเวลาเดียวกัน
“ไม่เป็ไร...”
เขายืดตัวขึ้น แล้วกลับลงไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามตามเดิม ท่าทางกลับมาสุขุมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เดี๋ยวคุณก็จำได้เอง... สักวันหนึ่ง”
เขาหยิบแฟ้มคดีขึ้นมาเปิด “เริ่มเถอะครับคุณทนาย ผมอยากรู้ว่าคุณจะ ‘ปกป้อง’ ผลประโยชน์ของผมได้ดีแค่ไหน... เหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต”
⸻
การประชุมเริ่มขึ้น … ไคล์อธิบายสถานการณ์ของบริษัทให้ทั้งคู่ฟังว่า คู่แข่งรายใหญ่กำลังฟ้องร้อง ข้อหาผูกขาดตลาดโลจิสติกส์
“พวกเขารวมตัวกันฟ้องเรา... ทั้งหมดเจ็ดบริษัท”
ไคล์ยื่นเอกสารปึกใหญ่ให้กับพิมพ์ดาว และเมย์ บนหน้าปกปรากฏคำฟ้องตัวเข้มที่ระบุข้อหา ‘การใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อจำกัดการแข่งขัน’ หรือการผูกขาดธุรกิจโลจิสติกส์อย่างไม่เป็ธรรม
“คู่แข่งอ้างว่าเราใช้กลยุทธ์ตัดราคาจนต่ำกว่าทุนเพื่อบีบให้รายย่อยอยู่ไม่ได้” ไคล์เอ่ยเสียงเรียบ
“แถมยังระบุว่าเราทำสัญญากับท่าเรือและคลังสินค้าหลัก แบบผูกขาดเ้าเดียว ทำให้เส้นทางการขนส่งสายหลักถูกปิดตายสำหรับคนอื่น และที่สำคัญมีคำฟ้องเื่บริษัทของผมกระทำการทุจริต สร้างบริษัทนอมีนีที่สิงคโปร์ เพื่อ ฟอกเงิน”
ไคล์ไม่มีความตระหนกในข้อกล่าวหานี้ แต่กลับรู้สึก “ขยะแขยง” ในความพยายามดิ้นรนของมดปลวกเ่าั้
“ในโลกธุรกิจ ใครที่โครงสร้างพื้นฐานได้ก่อน คือผู้ชนะ” ไคล์เอ่ยเสียงต่ำ
“การที่พวกเขาวิ่งไปหาศาลเพื่อขอความเมตตา ก็แค่เป็ข้อพิสูจน์ว่าระบบโลจิสติกส์ที่เราสร้างขึ้นมัน ‘สมบูรณ์แบบ’ จนไม่มีใครแทรกแซงได้”
พิมพ์ดาวจดจ่ออยู่กับตัวเลขและผังโครงสร้างการขนส่งในเอกสาร นิ้วเรียวไล่ไปตามบรรทัดสลับกับจดบันทึกประเด็นสำคัญลงในสมุดอย่างคล่องแคล่ว
เธอรัวคำถามใส่ไคล์เป็ชุด ทั้งเื่สัญญากับคู่ค้ารายย่อย และกลยุทธ์การตั้งราคาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็การตัดราคาคู่แข่ง และเื่ฟอกเงิน
ซึ่งไคล์ก็ตอบคำถามเ่าั้อย่างใจเย็น ทว่าสายตาคมของเขากลับไม่เคยละไปจากใบหน้าของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ความพึงพอใจฉายชัดในแววตาของเขา... เธอฉลาด เฉียบคม และเด็ดขาดกว่าที่เขาประเมินไว้มาก
ระหว่าง่พักเบรกสั้นๆ เพื่อให้ผู้ช่วยนำเอกสารชุดใหม่เข้ามา เมย์ที่นั่งเงียบมานานก็รีบขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อนสนิททันที
“ดาว... ฉันว่าไม่ใช่แค่เื่งานแล้วนะแก เขาจ้องแกตาไม่กะพริบเลย เหมือนจะกลืนแกเข้าไปทั้งตัวอยู่แล้ว!”
พิมพ์ดาวปรายสายตามองเพื่อนก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ก็เขาเป็เ้าของบริษัท จ่ายค่าจ้างเราตั้งเท่าไหร่ เขาก็ต้องดูให้แน่ใจสิว่าเราทำงานเป็ไหม หรือคุ้มค่าจ้างหรือเปล่า”
เมย์เบ้ปาก ทำหน้าหมั่นไส้ “โถ่ดาว..สายตาแบบนั้นน่ะ ต่อให้เป็เด็กอนุบาลดูก็รู้ว่าเขาไม่ได้อยากดูแค่การทำงาน ของแกแน่ๆ!”
ในจังหวะนั้นเอง ไคล์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยับตัวเล็กน้อย แสงไฟจากโคมระย้าตกกระทบลงบนหลังมือของเขา เผยให้เห็นรอยแผลเป็จางๆ ที่พาดผ่านง่ามนิ้วโป้ง...
รอยแผลที่พิมพ์ดาวเคยเป็คนบรรจงล้างสิ่งสกปรกและพันผ้าพันแผลให้เองกับมือในซอกตึกที่มืดมิดและเปียกปอน
พิมพ์ดาวชะงักสายตาอยู่ที่รอยแผลนั้นครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดวูบขึ้นมาในอก แต่มันยังพร่าเลือนเกินกว่าจะจับต้นชนปลายได้ถูก
“มองอะไรอยู่เหรอครับคุณทนาย?” เสียงทุ้มต่ำของไคล์ดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์ เขาจงใจยกมือข้างที่มีแผลขึ้นมาลูบปลายคางช้าๆ ราวกับจะย้ำเตือนความทรงจำของเธอ
“หรือว่า... เริ่มจะจำอะไรบางอย่างได้บ้างแล้ว?”
พิมพ์ดาวไม่ตอบ เธอเลือกที่จะไม่สนใจ
⸻
หลังการประชุมจบลง พิมพ์ดาวรีบเก็บเอกสารใส่กระเป๋า และกำลังจะลุกขึ้น แต่เสียงทุ้มทรงอำนาจของไคล์กลับรั้งเธอไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อน”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “คะ?”
ไคล์เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน หยิบกล่องกำมะหยี่สีดำขนาดเล็กขึ้นมา แล้ววางลงตรงหน้าเธออย่างแ่เบา
“ของขวัญครับ”
พิมพ์ดาวขมวดคิ้ว เธอถอนหายใจออกมาทันทีเพื่อระงับอารมณ์
“ขอโทษนะคะคุณไคล์ แต่ในฐานะทนาย ฉันรับของขวัญมูลค่าสูงจากลูกความไม่ได้จริงๆ ค่ะ มันผิดจรรยาบรรณ”
ไคล์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้มจางๆ
“ใครบอกว่าผมให้ในฐานะลูกความล่ะ?”
ความอดทนของพิมพ์ดาวเริ่มจะสิ้นสุด เธอถามสวนกลับไปด้วยความหงุดหงิด
“งั้นในฐานะอะไรคะ?”
“ในฐานะผู้ชายที่กำลังจีบคุณ”
เสียงสำลักน้ำลายของเมย์ดังขึ้นทันที จนเ้าตัวต้องรีบเอามืออุดปาก
พิมพ์ดาวถึงกับอึ้งไป เธอมองหน้าชายหนุ่มที่ดูจริงจังจนน่ากลัว
“คุณ... พูดเล่นใช่ไหมคะ?”
ไคล์ส่ายหน้าช้าๆ ั์ตามั่นคง
“ผมไม่เคยพูดเล่นเื่นี้” เขาผลักกล่องกำมะหยี่ไปหาเธออีกครั้ง
“เปิดดูสิ”
พิมพ์ดาวลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจเปิดมันออก ข้างในคือสร้อยข้อมือทองคำขาวฝังเพชรน้ำงามแบรนด์ดังระดับโลก เธอรีบปิดฝากล่องทันที
“ฉันรับไม่ได้ค่ะ มันมากเกินไป”
ไคล์มองเธอนิ่งๆ สายตาอ่านยากก่อนจะโพล่งประโยคที่ทำให้พิมพ์ดาวตัวแข็งทื่อ
“งั้นรถ Maserati ที่ผมส่งไป... คุณก็กะจะไม่รับเหมือนกันสินะ?”
พิมพ์ดาวชะงัก เธอจ้องหน้าเขาเขม็งเหมือนเพิ่งถูกไฟฟ้าช็อต
“เดี๋ยวนะคะ... รถคันนั้น...”
“ผมส่งไปเอง” ไคล์ตอบเรียบๆ ราวกับพูดเื่ลมฟ้าอากาศ
หัวใจของพิมพ์ดาวเริ่มเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เธอเริ่มต่อภาพจิ๊กซอว์ในหัวอย่างรวดเร็ว
“งั้นดอกไม้... กระเป๋าลิมิเต็ดนั่น... คุณก็เป็คนส่งมาให้ฉันทั้งหมดเหรอคะ!?”
ไคล์ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ “ใช่ … เป็ผมเองทั้งหมด”
พิมพ์ดาวกอดอกแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ที่เริ่มปั่นป่วน
“คุณทำแบบนี้ทำไมคะ? เราเพิ่งเจอกัน และคุณก็แทบไม่รู้จักฉันด้วยซ้ำ!”
คำตอบของเขาเรียบง่ายทว่าหนักแน่น “ผมบอกแล้วไงว่า... ผมกำลังจีบคุณ”
“จีบ? คุณจะมาจีบคนที่เพิ่งเห็นหน้าได้ยังไง!” เธอถอนหายใจแรงอย่างไม่เข้าใจ
ไคล์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ เขาตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ผมรู้จักคุณมานานแล้ว พิมพ์ดาว”
คิ้วสวยขมวดด้วยความงุนงง
“นานแค่ไหนคะ? เราเคยเจอกันที่ไหน?”
เขาก้มลงสบตาเธอ สายตาลุ่มลึกราวกับจะดึงเธอเข้าไปในอดีต ก่อนจะตอบช้าๆ ชัดๆ
“สามปีก่อน ...และ ผมก็เฝ้ามองคุณมาตลอดสามปี”
พิมพ์ดาวอึ้งไป สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
“อะไรนะ... สามปี?”
แต่ก่อนที่พิมพ์ดาวจะทันได้อ้าปากเค้นความจริง เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น เลขาสาวก้าวเข้ามาในห้อง
“ท่านประธานคะ... คณะนักลงทุนจากสิงคโปร์มาถึงตามนัดแล้วค่ะ”
ไคล์พยักหน้าเพียงนิด “ให้พวกเขาเข้ามา”
ไม่ถึงนาที กลุ่มนักธุรกิจชายในชุดสูทภูมิฐานห้าคนก็ทยอยเดินเข้ามา แต่พวกเขาก็ต้องชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อเห็นทนายสาวกำลังคุยกับท่านประธานใหญ่อย่างสนิทสนม หนึ่งในนั้นเอ่ยถามอย่างเกรงใจ
“โอ้... ขอโทษครับพวกเรามาขัดจังหวะสำคัญหรือเปล่า?”
“ไม่... ผมแค่กำลังจีบผู้หญิงคนนี้อยู่”
ไคล์ไม่ได้ถอยห่างจากเธอ เขาตอบกลับเสียงเรียบพลางปรายสายตามองกลุ่มผู้มาเยือน
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน นักธุรกิจกลุ่มนั้นชะงักค้าง เมย์ตาโตเท่าไข่ห่าน ส่วนพิมพ์ดาวอ้าปากค้าง ไคล์เข้ามายืนซ้อนหลังเธอ เขาวางมือบนที่วางแขนของโซฟา คล้ายกับการโอบเธอกลายๆ
เขาเน้นย้ำน้ำเสียงนิ่งทว่าจริงจังต่อหน้าทุกคน
“และผมไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะตอนสำคัญเสียด้วย”
เหล่านักลงทุนมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะหัวเราะแห้งๆ
“อ่า... เข้าใจแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเรารอที่ห้องรับรองข้างนอกก่อนได้ครับ เชิญพวกคุณตามสบาย” พวกเขารีบทยอยออกจากห้องไป
เมย์กระซิบกระซาบกับพิมพ์ดาว “ดาว... นี่มันฉากที่หลุดออกมาจากนิยายมาเฟียชัดๆ!”
พิมพ์ดาวกำลังจะอ้าปากประท้วง แต่ไคล์กลับโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้าง จนเธิััได้ถึงลมหายใจร้อนของเขา
“ผมบอกคุณแล้ว... ผมรอคุณมานาน และผมกำลังจีบคุณอยู่”
หัวใจของพิมพ์ดาวกระตุกวูบและเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน สัญชาตญาณเตือนภัยในตัวเธอกำลังบอกว่า ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินกว่าจะรับมือไหวในตอนนี้
“ฉัน... ฉันขอตัวกลับก่อนค่ะ!” พิมพ์ดาวโพล่งขึ้นพลางรีบกวาดเอกสารลงกระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทา
เธอหันไปพยักหน้าเรียกเมย์แล้วรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วจ้ำอ้าวออกจากห้องทำงานสุดหรูนั่นทันที โดยไม่หันกลับไปมองสายตาที่จ้องตามแผ่นหลังของเธอ