อวิ่นหนิงเจี่ยค่อยๆประคองตัวลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงพลังที่เคยปั่นป่วนบัดนี้ถูกสยบลงภายใต้จิตที่สงบนิ่งเขาทอดสายตามองไปยังทิศตะวันออกอันไกลโพ้น ห่างจากเชิงเขาหลงเซี่ยงไปหลายสิบลี้
ในขณะที่หลับตาลงเพื่อขยายขอบเขตการรับรู้ชายหนุ่มพลันััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์...
ภายใต้เท้าของหนิงเจี่ย ปรากฏ เส้นใยโปร่งแสงละเอียดอ่อนดุจใยแมงมุมแผ่กระจายออกไปบนพื้นรอบทิศทางมันไม่ใช่เส้นใยทางกายภาพ แต่เป็ เครือข่ายพลังประสาทัั ที่ผสานเข้ากับพลังปฐีและสุญญตา:
เส้นใยสายหนึ่งเลื้อยปราดไปตามพื้นดินด้วยความเร็วเหนือแสงพุ่งตรงไปยังทิศตะวันออกอย่างแม่นยำ
เมื่อเส้นใยััเข้ากับสิ่งมีชีวิตมันจะส่งข้อมูลย้อนกลับมาในมโนภาพของหนิงเจี่ย ร่างภาพโครงสร้างร่างกายพลังฝึกปรือ และประเภทของสิ่งมีชีวิตนั้นๆออกมาอย่างละเอียดโดยที่เป้าหมายไม่รู้ตัว
ในระยะไกลตาเส้นใยวิเคราะห์ภาพร่างของบุคคลสามคน... ต้วนผิงอัน, หนิวมู่อี้ และซินหยาน พลังปราณของพวกเขาถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในโสตประสาทของชายหนุ่ม
หนิงเจี่ยยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าทุกคนปลอดภัยเขาไม่จำเป็ต้องะโ หรือใช้พลังสื่อสารแบบเดิมๆเพียงแค่ส่งเจตจำนงผ่านเส้นใยที่เชื่อมต่ออยู่ ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ:
"ข้าปลอดภัยแล้วสถานการณ์เชิงเขาหลงเซี่ยงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว... พวกเ้ากลับมาเถอะ"
ณ ทิศตะวันออกห่างออกไปหลายสิบลี้ ต้วนผิงอัน, หนิวมู่อี้ และซินหยาน ที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ ต่างพากันสะดุ้งสุดตัว!เสียงของหนิงเจี่ยนั้น ชัดเจนและนุ่มนวล ราวกับเขายืนกระซิบอยู่ข้างหูของทุกคนในเวลาเดียวกัน
พวกเขาทั้งสามเหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความแตกตื่นมองซ้ายมองขวาก็ไม่พบเงาของเด็กหนุ่ม
"นี่มัน...เสียงของหนิงเจี่ยนี่นา! เขาอยู่ที่ไหนกัน?" หนิวมู่อี้อุทานออกมาอย่างไม่เชื่อหู
ก่อนที่ความสับสนจะบานปลายเสียงของหนิงเจี่ยก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างใจเย็น:
"เดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ฟังทีหลังตอนนี้พวกเ้ากลับมาก่อน"
ซินหยานเป็คนแรกที่ตั้งสติได้นางััได้ถึงความกดดันที่เปลี่ยนไปเหมือนถูกมองอย่างทะลุปรุโปร่ง
ซินหยานไม่กล่าวกระไรพลันเหินร่างพุ่งไปทางเขาหลงเซียงทันทีผิงอ้นและมู่อี้สบตากันก่อนจะเหินร่างตามไป
ทางด้านหนิงเจี่ยเขายืนกอดอกนิ่งสงบอยู่เคียงข้าง ขุนพลหงเฉิน และ ม้าศึกลาวาโลกันตร์ รอยยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้ดูมีเสน่ห์และลึกลับยิ่งขึ้นกว่าเดิม
หลังจากรอคอยอยู่ประมาณ สามเค่อ (ประมาณ 45 นาที) ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดและเต็มไปด้วยความลึกลับ ต้วนผิงอัน, หนิวมู่อี้ และซินหยาน ก็มาถึงบริเวณเชิงเขาที่หนิงเจี่ยยืนรออยู่
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาทั้งสามถึงกับ เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง และ หัวใจแทบหยุดเต้น!
เบื้องหน้าของพวกเขา หนิงเจี่ย ยืนยระหง สงบนิ่ง... แต่ที่น่าหวาดหวั่นคือ สิ่งมีชีวิตประหลาด ที่ยืนอยู่ข้างกายเขา
มันดูคล้ายกับปีศาจกระโหลกตัวก่อนหน้านี้... แต่กลับไม่เหมือนเดิมแม้แต่น้อย! ชุดเกราะมหาอุปราชทมิฬที่ขลิบทองเรืองรองดูแข็งแกร่งและทรงอำนาจเกินจินตนาการ
พลังกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างของมันแม้แต่ ซินหยาน ผู้มีพลังชี่ปอขั้น 6 ยังััได้ถึงพลังที่ล้ำลึกเกินกว่าจะหยั่งถึงคลื่นพลังงานที่ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
ม้าศึกลาวาโลกันตร์: ยืนเคียงข้างอย่างสงบนิ่งแต่ไอความร้อนจากกีบเท้าที่ลุกไหม้และดวงตาเพลิงสีนิลของมันก็แฝงไว้ด้วยพลังกดดันที่น่ากลัวไม่แพ้กัน
ตอนแรกทั้งสามใจนแทบจะถอยหนีคิดว่าหนิงเจี่ยถูกปีศาจร้ายควบคุมเสียแล้ว! ทว่า...
หนิงเจี่ย หันมามองพวกเขาพร้อมกับ รอยยิ้มอบอุ่น ที่แสนคุ้นเคยรอยยิ้มนั้นช่วยคลายความกังวลในใจของทุกคนลงได้ทันที ชายหนุ่มก้าวเดินเข้ามาหา ซินหยาน ด้วยท่าทีที่สง่างามแต่แฝงไว้ด้วยความเมตตา
"แม่นางซินหยาน"หนิงเจี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้"ตอนนี้ท่านเป็อิสระแล้ว ท่านกับข้ามิได้มีความอาฆาตแค้นกัน"
ซินหยานนิ่งเงียบนางััได้ถึงพันธะิญญาที่คลายออกจนหมดสิ้นและพลังที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลของตนเอง
"บัดนี้ดูเหมือนพลังฝึกปรือของท่านยกระดับขึ้น่ใหญ่"หนิงเจี่ยกล่าวต่อ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน "อายุของท่าน ข้าว่าพอๆกับพวกเราสามคนแม่นางมีพลังฝึกปรือระดับนี้อัจฉริยะอายุน้อยทั่วมณฑลเฟิงเป่าไม่มีทางมีอัจฉริยะระดับแม่นางแน่ ท่านช่วยเหลือพาสหายของข้าหลบหนีโดยไม่ลังเลขอกับท่านมิมีสิ่งใดติดค้างกันอีกต่อไป และข้าจะไม่สืบสาวเื่ราวของท่านอีก"
หนิงเจี่ยผายมือ "เชิญแม่นางจากไปขอให้แม่นางโปรดถนอมตัว”
ซินหยาน ยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนนางมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้ที่เพิ่งมอบอิสรภาพให้แก่นางอย่างง่ายดายทั้งที่นางคือยอดฝีมือที่ใครหลายคนต่างปรารถนาจะไว้เป็เครื่องมือสังหาร
นางขยับริมฝีปากเบาๆก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงใสกระจ่างดุจ เสียงระฆังเงิน ที่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ:
"เ้าเป็ชาวมณฑลเฟิงเป่า...ดี ดี"
สิ้นคำกล่าวนางเอื้อมมือเรียวงามไปดึง ถุงผ้า สีครามลวดลายประณีตออกจากข้างเอว แล้วโยนให้หนิงเจี่ยอย่างแม่นยำชายหนุ่มรับมันไว้ด้วยความประหลาดใจ
ซินหยานจ้องมองใบหน้าของหนิงเจี่ยอยู่นานหลายอึดใจสายตาของนางราวกับ้าจะ สลักใบหน้านี้ไว้ ในส่วนลึกของความทรงจำ นางขบริมฝีปากงามเบาๆคล้ายมีคำพูดนับหมื่นที่อยากเอ่ยแต่กลับเก็บงำไว้ก่อนจะหมุนกายทะยานร่างสยายพริ้วประดุจปักษา์เลือนหายลงจากเขาหลงเซี่ยงไปในพริบตา
หนิงเจี่ย มองตามเงาร่างของหญิงสาวจนลับสายตาเขาถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอกความกดดันที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของคนอื่นเริ่มเบาบางลงบ้างแล้ว
ชายหนุ่มเปิดถุงผ้าดูพบว่าภายในประกอบด้วย:
ป้ายหยกประจำตัว: ที่สลักคำว่า "ซิน" (辛) ด้วยอักขระโบราณ
ลูกกลอนสีทองอร่ามอยู่ 2 เม็ด
ตำราสีเขียวเล่มหนึ่งชายหนุ่มมองชื่อตำราบนหน้าปก “ฝ่ามือสะกดเงา”
ต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ เดินเข้ามายืนเคียงข้างเพื่อนรักพวกเขามองดูขุนพลหงเฉินที่ยังคงยืนนิ่งอารักขาอยู่เื้ัด้วยความยำเกรง
"ปล่อยนางไปแบบนี้ดีแล้วหรือ?"ต้วนผิงอันถามขึ้นเบาๆ"นางแข็งแกร่งมากนะ หากนางกลับมาเป็ศัตรู..."
"นางไม่ใช่ศัตรูของเราอีกต่อไป"หนิงเจี่ยตอบพลางเก็บถุงผ้าเข้าสาบเสื้อ"คนที่มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเช่นนาง เมื่อได้รับอิสระแล้วย่อมไม่กลับมาทำร้ายผู้มอบมันให้หรอก"
หนิงเจี่ยหันกลับมาหาเพื่อนทั้งสองและยอดขุนพลทมิฬของเขาดวงตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นอีกครั้ง
หนิงเจี่ยสังเกตุเห็นไม้เท้าผลึกสีฟ้าที่ซินหยานในตอนแรกเป็อาวุธใช้ต่อสู้ปักทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาััทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนพื้นผิวที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกเสียงสังเคราะห์อันไร้อารมณ์ที่แสนคุ้นเคยก็ดังกังวานขึ้นในมโนสำนึกของเขา
$$”{ตรวจพบไอเทมระดับสูง: ไม้เท้าผลึกฟ้าอัสนีพิฆาติญญา , ลูกกลอนปราณพยัคฆ์คราม (2 เม็ด) และตำราฝ่ามือสะกดเงา"}$$
$$”{เงื่อนไขครบถ้วน...้าเริ่มกระบวนการวิวัฒน์เพื่อยกระดับไอเทมทั้งหมดหรือไม่?" }$$
หนิงเจี่ยกระตุกยิ้มในใจ "วิวัฒน์ทั้งหมด!"
แสงสีทองทมิฬจากฝ่ามือของหนิงเจี่ยพุ่งเข้าห่อหุ้มไอเทมทั้งสามชิ้นพลังงานหมุนวนบีบอัดจนมวลอากาศสั่นะเืก่อนที่รูปลักษณ์ของพวกมันจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง:
ไม้เท้าผลึกสีฟ้าธรรมดาบัดนี้ตัวไม้เท้ากลายเป็เนื้อไม้โบราณสีเข้มที่มีลวดลายสายฟ้าสีทองไหลเวียนอยู่ภายในผลึก้าเปลี่ยนเป็ ดวงตาอัสนีคราม ที่ส่องแสงวับวาบ [คทาพฤกษาอัสนี์]
พลังของมันถูกปรับให้เข้ากับ หนิวมู่อี้ ที่เน้นพลังโจมตีรุนแรงและฉับไวคทาชิ้นนี้จะช่วยเพิ่มพลังทำลายล้างของปราณสายฟ้าขึ้นอีกเท่าตัว
การเปลี่ยนแปลง: ตัวอักษรบนหน้าปกขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิตเนื้อหาภายในถูกปรับปรุงโดยระบบวิวัฒน์ให้ลุ่มลึกขึ้นตัดทอนส่วนที่ฟุ่มเฟือยและเพิ่มการผสานพลังธาตุปฐี [เคล็ดวิชาฝ่ามือสยบเนตรดารา]
คทา เพื่อใช้ "รั้ง" และ"สะกด" การเคลื่อนไหวของศัตรูในขณะที่ร่ายมนต์ตราโจมตี
คุณสมบัติใหม่:ลูกกลอนสีทองเปลี่ยนเป็สีครามเข้มมีไอสีดำจางๆวนเวียน
เงื่อนไขสุดโหด: "ต้องใช้ในขณะที่ร่างกายาเ็สาหัสจากการต่อสู้เท่านั้น"พลังจากตัวยาจะเข้าทำปฏิกิริยากับความดิ้นรนของิญญาเพื่อ กระชากกำแพงคอขวด ให้พังทลายลงทะลวงเข้าสู่ขอบเขตพลังขั้นใหญ่ได้ในทันที! [ยาเม็ดพยัคฆ์ครามคลั่งอเวจี]
หนิงเจี่ยยื่นคทาและตำราให้แก่หนิวมู่อี้ที่กำลังยืนอ้าปากค้างส่วนลูกกลอนอีกสองเม็ดเขาส่งให้ต้วนผิงอันและมู่อี้เก็บไว้คนละเม็ด
หนิงเจี่ย: "มู่อี้... คทาและตำราเล่มนี้ข้าปรับปรุงมันให้เหมาะกับเ้าโดยเฉพาะ รับไปซะมันจะช่วยให้เ้าไม่ต้องยืนอยู่ข้างหลังข้าอีกต่อไป"
หนิวมู่อี้: (มือสั่นขณะรับของ) "หนิงเจี่ย... นี่มัน...พลังที่แผ่ออกมานี่มันระดับศัสตราวิเศษเลยนะเ้าบ้า!"
หนิงเจี่ย: (สีหน้าจริงจังขึ้น) "ส่วนลูกกลอนนั่น...อย่าเพิ่งกินมันตอนนี้ เงื่อนไขของมันคือเ้าต้อง าเ็จนถึงขีดสุดเมื่อนั้นจงกลืนมันลงไป มันจะเป็กุญแจที่ช่วยให้พวกเ้าทะลวงขั้นใหญ่ได้แต่จำไว้... มันคือการเดิมพันกับชีวิต!"
ต้วนผิงอันมองลูกกลอนในมือด้วยสายตามุ่งมั่น"ข้าเข้าใจแล้ว หากไม่ผ่านความเป็ความตาย ย่อมมิอาจเป็ยอดคนข้าจะเก็บมันไว้ใช้ในยามที่คู่ควรที่สุด" หนิงเจี่ยคิด “ส่วนป้ายหยกนั่น พลังของเทพวิวัฒน์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้มันจะต้องมีความสำคัญอย่างอื่นไปแน่ ไว้โอกาสหน้าค่อยว่ากันอีกที”