ชื่อ : อายะ
อายุ: 25 ปี
ส่วนสูง: 167 ซม. รูปร่างเพรียว แต่แข็งแรงและคล่องตัว
ผม: สีน้ำตาลเข้ม มัดหางม้าต่ำเพื่อความคล่องตัว
ตา: สีเขียวเข้ม คมกริบ เต็มไปด้วยไหวพริบ
นิสัย: ฉลาด รอบคอบ อ่อนไหวแต่เด็ดเดี่ยว มักใช้ไหวพริบมากกว่ากำลัง
1. เช้าวันใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
ไคโตะตื่นขึ้นมาเพราะเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่แตกกระจายของบ้าน กลิ่นเหม็นของน้ำเค็มและซากปรักหักพังลอยมาตามสายลม แสงแดดส่องลอดผ่านรอยร้าวของหลังคา แต่ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเขาลดลงเลย
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้นไม้ที่เปียกชื้น หัวมึนงงจากความเหนื่อยล้า ความเงียบของบ้านในตอนนี้มันน่ากลัวกว่าความมืดเมื่อคืนเสียอีก
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่แบตเตอรี่หมดสนิท ไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่บ่งบอกว่ายังมีโลกภายนอกอยู่
เมื่อคืน… มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ความทรงจำเกี่ยวกับอุกกาบาต คลื่นั์ และเสียงกรีดร้องของผู้คนยังคงติดอยู่ในหัวของเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนราวกับฝันร้าย แต่เมื่อมองไปรอบตัว ฝันร้ายนี้มันคือความจริง
2. บ้านที่ไม่มีชีวิตอีกต่อไป
ไคโตะเดินไปที่ห้องของแม่ ว่างเปล่า…
โต๊ะยังคงมีแก้วน้ำของแม่ตั้งอยู่
รองเท้าของพ่อยังอยู่ข้างประตู
แต่ไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว
พ่อกับแม่หายไปไหน?
เขารีบวิ่งลงบันได แต่ชั้นล่างของบ้านจมอยู่ในน้ำครึ่งหนึ่ง เฟอร์นิเจอร์ลอยเกลื่อน ซากอาหารกระป๋องแตกกระจัดกระจาย กลิ่นอับชื้นของน้ำทะเลผสมกับกลิ่นเน่าเหม็นของบางอย่างที่ไม่ควรได้กลิ่นในบ้านตัวเอง
เขายืนตัวแข็ง ไม่กล้าแม้แต่จะเดินต่อไป
แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็น… รอยเืจาง ๆ บนพื้นไม้ที่เปียกน้ำ
“ไม่นะ…”
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น พ่อกับแม่ต้องรอด… พวกเขาต้องไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง
3. เมืองที่เหลือเพียงซาก
ไคโตะออกจากบ้าน พบว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ถนนเต็มไปด้วยซากรถที่คว่ำและโดนกระแสน้ำพัดพา
ตึกรามบ้านช่องพังเสียหาย บางแห่งยังมีควันลอยขึ้นมา
มีศพของคนบางส่วนติดอยู่ตามซอกตึก และอีกหลายคนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมืองที่เคยมีเสียงรถราและผู้คน ตอนนี้เต็มไปด้วยความเงียบ
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า… ตัวเองเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่เหลือรอดอยู่หรือเปล่า
เขาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ความกระหายเริ่มทำให้ปากแห้งจนรู้สึกเจ็บ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
4. การพบกับมนุษย์คนอื่น
เสียงฝีเท้าจากที่ไกล ๆ ทำให้ไคโตะหยุดเดิน มีใครบางคนอยู่ตรงนั้น
เขาซ่อนตัวอยู่หลังซากรถ พยายามเงี่ยหูฟัง
"พวกแกอย่ามาโกหก! ฉันรู้ว่าพวกแกมีของกินซ่อนอยู่!"
เสียงะโดังขึ้นพร้อมกับเสียงปืนถูกง้าง
ไคโตะค่อย ๆ ชะเง้อมอง และเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง กำลังเล็งปืนไปที่ชายอีกคนที่มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ยืนกอดขาอยู่
“เราไม่มีอะไรแล้ว… ขอร้องล่ะ ได้โปรด”
“โกหก! ฉันเห็นพวกแกเก็บของเมื่อวาน ยังมีน้ำใช่ไหม!?”
ชายที่ถือปืนไม่รอคำตอบ กระชากถุงของอีกฝ่ายแล้วค้นหา แล้วเขาก็เจอ… ขวดน้ำใบสุดท้าย
“อย่าทำแบบนี้เลย… ลูกสาวฉัน…”
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นทันที เด็กหญิงกรีดร้อง
ไคโตะเบิกตากว้างด้วยความใ โลกนี้มันกลายเป็แบบนี้ไปแล้วเหรอ!?
เขาหลบอยู่หลังรถตัวสั่น… ในใจมีแต่คำถาม มนุษย์ต้องฆ่ากันเองเพื่ออยู่รอดขนาดนี้เลยเหรอ!?
5. การเอาชีวิตรอดที่ยากขึ้นกว่าเดิม
ไคโตะต้องคิดให้เร็ว
ถ้าเขาออกไปตอนนี้ เขาอาจถูกฆ่าทิ้งเหมือนชายคนนั้น
ถ้าเขาอยู่เฉย ๆ เขาอาจอดตาย
ทุกทางเลือกมีแต่ความเสี่ยง
ขณะที่เขากำลังตัดสินใจ เสียงน้ำกระเพื่อมดังขึ้นจากถนนอีกฝั่ง
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าที่ไม่ควรมีอยู่บนบกดังขึ้น...
แล้วไคโตะก็เห็นมัน…
เงาสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่… มันไม่ใช่คน… แต่มันกำลังเดินบนบกได้
ปลากินคนขึ้นมาบนดินแล้ว…
6. จุดเปลี่ยนของชีวิต
ไคโตะเผลอหายใจแรงเกินไป เสียงของเขาทำให้เ้าสัตว์ประหลาดหันมามอง
เขารู้ได้ทันทีว่า มันเห็นเขาแล้ว
"เวรแล้ว!!!"
สิ่งมีชีวิตนั้นกระโจนเข้ามาทันที!
ไคโตะไม่มีเวลาคิดอะไรอีกต่อไป เขาต้องวิ่ง!!
ในขณะที่ข้างหลังมีคนที่พร้อมจะฆ่ากันเองเพียงเพื่อขวดน้ำ ข้างหน้าก็มีสัตว์ประหลาดที่พร้อมจะฉีกเขาเป็ชิ้น ๆ
โลกใบนี้… มันตายไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหม!?