บรรยากาศภายในห้องพักรายวันซอมซ่อเย็นเฉียบจนน่าใจหายแสงสีแดงจากป้ายนีออนภายนอกที่กะพริบถี่ๆ สาดลอดผ้าม่านเข้ามาทาบทับใบหน้าของธันวาราวกับเืที่ไหลอาบเงาสะท้อนของเขา ชายหนุ่มยังคงกำปืนในมือแน่นปลายกระบอกปืนชี้ลงพื้น แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมากลับรุนแรงจนอรพิมรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกบีบอัดจนหายใจไม่ออก
"พิม... วิ่งหนีไปซะ... ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ"
น้ำเสียงของธันวาแหบพร่า แต่มันแฝงไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนที่แสนสาหัสั์ตาของเขาที่เคยสว่างไสวด้วยความห่วงใยบัดนี้ถูกหมอกสีดำแห่งอดีตเข้าปกคลุมจนเกือบมิดเขากำลังยืนอยู่บนเส้นขนานระหว่างการเป็ ‘ผู้ช่วยชีวิต’ กับ ‘ผู้ทำลายล้าง’
อรพิมไม่ได้ขยับหนี เธอจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่ที่กำลังสับสนนั้นความหวาดกลัวต่อปีศาจที่เธอเพิ่งเห็นเมื่อครู่ยังคงอยู่แต่ความเชื่อมั่นในตัวผู้ชายที่เคยเอาตัวเข้าแลกเพื่อเธอมีมากกว่า เธอค่อยๆก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบจะทะลุอก
"ไม่..." เธอตอบด้วยเสียงที่หนักแน่น "ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นธันวา มองหน้าฉันสิ! คุณไม่ใช่คนคนนั้น คุณบอกเองว่าคุณย้อนเวลามาเพื่อแก้ไขไม่ใช่เพื่อทำลายเพิ่ม!"
"เขาเ็ป... ในหัวของเขากำลังมีาฉันััได้ถึงความเกลียดชังที่เขามีต่อตัวเอง...มันรุนแรงกว่าความอยากฆ่าฉันเสียอีก"
เสียงความคิดของเธอช่างแหลมคมและทรงพลัง ธันวานิ่วหน้าด้วยความเ็ปคลื่นความถี่ของความดีงามจากอรพิมกำลังปะทะกับเสียงหัวเราะเยาะของธันวาวัยยี่สิบห้าปีที่ดังก้องอยู่ในกะโหลกศีรษะ
‘โง่เง่าเหลือเกิน...’ ปีศาจในใจเขากระซิบ ‘ดูสิธันวาผู้หญิงคนนี้กำลังยื่นโอกาสให้มึงรอดพ้นจากความผิด แค่เหนี่ยวไกความลับเื่นาฬิกาก็จะหายไปกับศพเธอมึงจะได้กลับไปเป็ประธานบริษัทที่มีอำนาจล้นฟ้าเหมือนเดิมไม่ต้องมานั่งรันทดเป็ไอ้ขี้แพ้จำชื่อใครไม่ได้แบบนี้!’
"หุบปาก!" ธันวาะโลั่นห้องเขาใช้มือซ้ายทุบเข้าที่ศีรษะตัวเองอย่างแรงราวกับจะไล่เสียงนั้นออกไป"พิม... ออกไป! ในหัวฉัน... มันสั่งให้ฉันฆ่าเธอ!มันบอกว่าเธอคือพยานเพียงคนเดียวที่จะทำลายอนาคตของฉัน!"
เขายกปืนขึ้นอีกครั้ง มือที่ถืออาวุธสั่นระริกปากกระบอกปืนส่ายไปมาห่างจากหน้าอกของหญิงสาวเพียงไม่กี่คืบ
อรพิมหลับตาลง ไม่ใช่เพื่อยอมรับความตายแต่เพื่อรวมรวบความกล้าหาญครั้งสุดท้ายเธอเดินเข้าไปจนหน้าอกัักับปลายกระบอกปืนที่เย็นเฉียบ มือเล็กๆของเธอคว้าข้อมือที่สั่นเทาของเขาไว้ แล้วดึงมาแนบที่แก้มของเธอ
"ถ้าคุณจะฆ่าฉัน... ก็ฆ่าซะตรงนี้" เธอกระซิบน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนมือของเขา"แต่จำไว้ว่าคนที่เหนี่ยวไกคือปีศาจตัวนั้น ไม่ใช่คุณ...และฉันจะรอคุณอยู่ที่ไหนสักแห่งในความทรงจำของคุณตลอดไป"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่งวินาทีนั้นดูเหมือนจะยาวนานราวกับศตวรรษ ธันวาจ้องมองใบหน้าที่นองน้ำตาของอรพิมััอุ่นจากแก้วของเธอไหลผ่านมือที่หยาบกร้านเข้าสู่ขั้วหัวใจ
ติ๊ก... ติ๊ก...
นาฬิกาพกในกระเป๋าเสื้อโค้ทส่งเสียงเตือนแ่เบารอยร้าวบนหน้าปัดขยายตัวจนถึงขีดสุดราวกับว่ามันไม่สามารถทนทานต่อความขัดแย้งของตัวตนสองยุคได้อีกต่อไป
"อ๊ากกกกกก!"
ธันวาร้องลั่นออกมาด้วยความทรมานแสนสาหัสเขาเหวี่ยงปืนทิ้งไปสุดแรงจนมันกระแทกผนังห้องแตกกระจายร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าอรพิมเขาสะบัดศีรษะอย่างบ้าคลั่งจนแผลที่หน้าผากปริออกเืสีข้นไหลอาบตาจนภาพตรงหน้ากลายเป็สีแดงฉาน
"พิม... กุญแจ..." เขาเค้นเสียงออกมา "แทง...แทงที่ไหล่ฉัน... เดี๋ยวนี้!"
อรพิมชะงัก เธอรีบคว้ากุญแจทองเหลืองดอกเก่าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมามือของเธอสั่นจนแทบจะจับไม่อยู่ "ฉันทำไม่ได้... ฉันทำร้ายเขาไม่ได้..."
"ทำ!" ธันวาตวาด แววตาของเขาเปลี่ยนเป็คมกริบและอำมหิตอีกครั้ง"ถ้าไม่ทำ... ฉันจะหักคอเธอเดี๋ยวนี้!"
ปีศาจหนุ่มกำลังจะชนะการยึดร่างมือของธันวาขยับพุ่งเข้าหาลำคอของอรพิมด้วยความเร็วสูง!
ฉึก!
อรพิมหลับตาสนิทแล้วกดกุญแจทองเหลืองลงบนลาดไหล่หนาของเขาเต็มแรงความรู้สึกถึงโลหะที่จมลงไปในเนื้อเยื่อทำให้เธอแทบจะอาเจียนออกมาธันวากระตุกเฮือก แรงบีบที่คอของเธอคลายออกทันที
ความเ็ปอันเฉียบพลันกระชากสติของธันวาวัยสามสิบสองกลับมาเขาหอบหายใจรุนแรง ั์ตากลับมาสั่นระริกด้วยความเศร้าโศกตามเดิมความร้อนผ่าวของเืที่ไหลอาบไหล่และหน้าผากทำให้เขารู้สึกว่าเขายังมีชีวิตอยู่และเขายังคงเป็ 'ตัวเขาเอง'
แต่ทว่า... ชัยชนะครั้งนี้มีราคาที่แพงกว่าที่เขาคิด
ธันวามองดูอรพิมที่กำลังสะอึกสะอื้นอยู่ตรงหน้า เขาพยายามจะเรียกชื่อเธอพยายามจะบอกว่าเขาขอบคุณที่ช่วยดึงเขากลับมาแต่ความว่างเปล่าในสมองกลับขยายตัวออกราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง
เขาจำใบหน้าของเธอได้... จำััอุ่นๆ ได้... แต่ชื่อของเธอ... ‘อรพิม’...ตัวอักษรตัวสุดท้ายเพิ่งจะมลายหายไปจากสารบบความทรงจำของเขาอย่างถาวร
ไม่เพียงเท่านั้น ภาพความทรงจำเกี่ยวกับการย้อนเวลา...จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่... พ่อของเขา... เพื่อนของเขา...ทุกอย่างเริ่มจางหายไปราวกับหมอกควันที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ
"คุณ... คุณเป็ยังไงบ้างคะ" อรพิมถามเสียงสั่นพยายามจะเข้ามาดูแผลที่ไหล่
ธันวาจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของมัจจุราชและไม่ใช่สายตาของผู้ช่วยชีวิต แต่มันคือสายตาของคนที่ ‘หลงทาง’ อย่างสมบูรณ์แบบ
"ฉัน... ฉันมาที่นี่ได้ยังไง" ธันวาพึมพำน้ำเสียงไร้ร่องรอยของความทรนง "แล้วเธอเป็ใคร...ทำไมฉันถึงรู้สึกเจ็บที่ใจขนาดนี้เมื่อมองหน้าเธอ"
อรพิมหยุดนิ่ง มือที่กำลังจะเอื้อมไปหาเขาค้างกลางอากาศโลกของเธอถล่มทลายลงตรงหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าครั้งไหนๆเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ ไม่เหลือแม้แต่ ‘จุดประสงค์’ในการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เขาคือหน้ากระดาษที่ขาวสะอาดที่ถูกชโลมด้วยเื
ทันใดนั้น เสียงไซเรนรถตำรวจหลายคันดังกระหึ่มขึ้นจากถนนด้านหน้าโรงแรมพร้อมกับเสียงฝีเท้าและเสียงะโสั่งการที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"ล้อมตึกไว้! ท่านประธานบอกว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ที่นี่!ใครขัดขวางยิงทิ้งได้เลย!"
เสียงความคิดของผู้มาเยือนใหม่ พุ่งเข้าสู่โสตประสาทของธันวาแต่มันกลับฟังดูเหมือนภาษาประหลาดที่เขาไม่เข้าใจความหมาย เขาได้ยินเสียงแต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งกฎของ ‘คำสาปเสียงในใจ’ที่เขาแบกรับมาตลอด
ธันวาเอียงคอมองประตูห้องที่พังพินาศด้วยความสงสัยราวกับเด็กทารกที่เพิ่งเคยเห็นโลกเป็ครั้งแรก
"เราต้องไป..." อรพิมกระชากแขนเขาลุกขึ้นน้ำตาของเธอแห้งเหือดไปแล้วเหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ต้องพาผู้ชายที่แหลกสลายคนนี้หนีไปให้พ้นจากเงื้อมมือของโชคชะตาที่กำลังตามล่าพวกเขา
เธอไม่ได้เป็แค่คนที่เขาช่วยไว้อีกต่อไป แต่ตอนนี้ เธอคือ ‘ความทรงจำเดียว’ที่เขายังหลงเหลืออยู่ แม้ว่าเขาจะจำชื่อเธอไม่ได้ก็ตาม
แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวออกจากห้องเสียงกลไกนาฬิกาในกระเป๋าเสื้อที่เคยหยุดนิ่ง กลับส่งเสียง แก๊ก ดังสนั่น
และในกระจกเงาบานเดิม...
ธันวาในวัยยี่สิบห้าปีไม่ได้แสยะยิ้มอีกต่อไปแต่มันกำลังอ้าปากะโบอกบางอย่าง...บางสิ่งที่ร้ายแรงจนทำให้กระแสเวลารอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวเป็สีดำ
ธันวาจะทำอย่างไรในโลกที่เขาจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง? และอรพิมจะรักษา‘หัวใจ’ ของฆาตกรที่ลืมความผิดของตัวเองไปแล้วได้อย่างไร?