-9-
ค้างคืนในป่าอาถรรพ์
‘มาได้ไงเนี่ย’ ชิงหลินตะลึงมองบุรุษรูปงามรู้สึกตัวอีกทีเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้านางเสียแล้ว
“เ้า...เป็เช่นไรบ้าง” เสียงทุ้มห้าวเจือความห่วงใยเข้มข้นถามขึ้น ทำเอาร่างเล็กเผยอปาก กะพริบตาปริบๆมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ผมที่มักรวบเก็บเรียบร้อยยามนี้หลุดลุ่ยหายใจหอบถี่ อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มชุ่มไปด้วยเหงื่อผสมกลิ่นกายของบุรุษทำให้ร่างเล็กใจเต้นแรง ั์ตาพร่าไปชั่วขณะ
“เ้า...เป็อย่างไร” มู่หลิ่งเหวินค้อมศีรษะได้รูปลงเสมอใบหน้าคู่หมายจนดวงตาคมทรงเสน่ห์ประสานกับตากลมโตที่ล้อมรอบด้วยแพขนตาหนางอนงามราวกับพระจันทร์เสี้ยวและเพราะความใกล้ชิดที่เกินงามของเขาทำเอาร่างเล็กใจนถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว
“...เ้า!” มู่หลิ่งเหวินขบกรามแน่น ทั้งเสียใจและเสียหน้าไปพร้อมกันเมื่อคู่หมายตัวดีถอยหลังหนีทำอย่างกับตนเป็ปีศาจร้ายที่น่ารังเกียจ
“เอ่อ...ท่านมาได้อย่างไร” เมื่อเห็นเขาตีหน้าั์ใส่ นางจึงรีบเปลี่ยนประเด็นทันที
มู่หลิ่งเหวินไม่ตอบคำถามของนาง แต่แค่นเสียงฮึในลำคอ สะบัดชายเสื้อพร้อมกับหันไปทางอื่น สองแขนยกขึ้นกอดอกด้วยความขุ่นเคือง
ชิงหลินเลยเลือกที่จะเงียบตาม ใช้สายตาสำรวจด้านหลังของเขา ‘อืม...หุ่นดีจริงๆ ไหล่กว้างผึ่งผาย หลังตรง เอวสอบ น่าจะสูงสักร้อยเก้าสิบได้’
“เ้า...แอบมองข้าอยู่?” มู่หลิ่งเหวินรู้ว่าถูกจ้องอยู่จึงแกล้งหมุนกลับมาอย่างรวดเร็วจนนางหลบไม่ทัน ดวงตาคมทรงเสน่ห์หรี่ลงเล็กน้อยอย่างขบขัน
“ขะ...ข้าเปล่า” นางรีบปฏิเสธแบบไม่เต็มเสียงนักใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำและงอง้ำ ในที่สุดสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อปกปิดความน่าอายของตนที่เผลอจ้องใบหน้าหล่อเหลานั้น
“จริงหรือ” มู่หลิ่งเหวินอมยิ้ม ทอดสายตาคมทรงเสน่ห์มองใบหน้าด้านข้างของนางที่บัดนี้แดงก่ำราวกับผลอิงเถาด้วยสายตาอ่อนโยนจนหลงลืมจุดประสงค์ของการเข้ามายังป่าอาถรรพ์แห่งนี้ไปชั่วขณะ
คราวนี้นับเป็ครั้งแรกที่ได้พบนาง นับแต่แยกจากนางที่งานชมบุปผาในจวนเสนาบดีหานครั้งนั้นทำให้แม่ทัพหนุ่มตระหนักถึงการมีตัวตนของนางขึ้นมาหรืออาจจะก่อนหน้านั้นช่างน่าขันนัก ถ้าผู้ใดล่วงรู้คงถูกหัวเราะเยาะเป็แน่มีหรือลักลอบเข้าไปเรือนผู้อื่นในยามวิกาลเพียงเพื่อแอบดูคู่หมายของตนทำตัวราวกับโจรเด็ดบุปผา บังคับจุมพิตโดยที่นางไม่ยินยอมพร้อมใจแอบหนีงานหลายครั้งเพียงแค่อยากเห็นหน้าเห็นนางพูดคุยกับบุรุษอื่นก็พาลหงุดหงิดไม่ชอบใจ เหล่านี้ใช่รักหรือไม่เขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือเขาจะไม่ยอมเสียนางให้บุรุษอื่นเด็ดขาด
“จะ...จริงสิเ้าคะ” ชิงหลินตอบโดยไม่มองหน้าเขาทำให้มู่หลิ่งเหวินอดใจที่จะเย้านางอีกไม่ได้
“เ้า..กำลังพูดกับข้าอยู่หรือ”
ชิงหลินหันขวับมาหาเขาใบหน้าจิ้มลิ้มตอนนี้ทั้งแดงก่ำด้วยความอาย และขุ่นเคืองที่โดนแหย่ไม่เลิก“ในป่านี้ก็มีแค่ท่านกับข้า ถ้าไม่พูดกับท่าน แล้วจะให้ข้าพูดกับใครเล่าเ้าคะ!”
“อ้อ! เช่นนั้นเองหรือ ข้าหลงนึกว่าเ้ากำลังพูดคุยกับต้นไม้ใบหญ้าอยู่เสียอีก หึๆ”
“ท่าน!...ท่านนี่มัน...ฮึ่ย! นี่แน่ะ!” นางเงื้อมือน้อยๆ ทุบไปที่ต้นแขนเขาแรงๆอย่างอดใจไม่ไหว
“อึก!...” เสียงร้องอึกของเขาทำให้ร่างเล็กงุนงงก่อนจะใ เมื่อเห็นเขายกมือขึ้นกุมบริเวณที่นางทุบ
“ท่านาเ็หรือ”
มู่หลิ่งเหวินมองคู่หมายที่ลืมตัวถลาเข้ามายืนใกล้ๆจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ตนชื่นชอบและปรารถนาอยากแต่เพียงผู้เดียว“แผลเล็กน้อย ไม่ใช่เื่ใหญ่”
“ข้าขอดูแผลหน่อยเ้าค่ะ ปล่อยทิ้งไว้จะพานอักเสบเอาได้” นางกล่าวพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมทรงเสน่ห์ที่ก้มมองอยู่ก่อนแล้วก็อดใจเต้นไม่ได้ ต้องรีบหลบมองหน้าอกเขาแทน
มู่หลิ่งเหวินไม่ได้กล่าวอันใด ทำเพียงนั่งลงก่อนจะพิงต้นไม้ใหญ่ก่อนจะคลายผ้าคาดเอวออกให้หลวม แล้วจึงค่อยๆดึงรั้งอาภรณ์ทุกอย่างออกอย่างเชื่องช้า ช้าเสียจนอีกฝ่ายหงุดหงิดทนไม่ไหวต้องเข้ามาช่วยเขาถอดชุด
เพียงไม่นานร่างเปลือยท่อนบนของบุรุษที่งดงามเหนือคำบรรยายก็ปรากฏแก่สายตาของชิงหลินเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบช่างน่าหลงใหลยิ่งจนนางไม่อาจละสายตาไปได้โดยง่ายแม้จะเคยผ่านตามาบ้างในยุคที่จากมา แต่ก็ไม่เคยเห็นใครหุ่นดีอย่างนี้มาก่อน ดูสิ หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า...หก...หกลูก ชิงหลินลอบกลืนน้ำลาย อยากจะยื่นมือออกไปััแต่ก็ต้องหักห้ามใจกลัวจะโดนกล่าวหาว่าเป็พวกโรคจิต
“เ้าจะช่วยดูแผลให้ข้า? หรือจะจ้องหน้าอกข้ากันแน่” มู่หลิ่งเหวินเย้าแหย่นางด้วยสีหน้าเรียบเฉยออกจะติดเ็าเล็กน้อย ทั้งที่รู้สึกคันยิบๆ และแฝงด้วยความพอใจอยู่สองส่วนที่เห็นนางตะลึงมองแผ่นอกของตนอย่างโง่งม
“ขะ...ข้าเปล่าจ้องสักหน่อย” หญิงสาวรีบปฏิเสธแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น
“อ้อ เป็ข้าเองที่เข้าใจผิด? หึๆ”
ถ้อยคำนั้นทำเอาความอดทนของนางขาดผึง มือน้อยกระหน่ำตีไปที่หน้าอกเขาหลายทีด้วยความโมโหแกมหมั่นไส้และเพื่อจะกลบเกลื่อนความจริง แต่มีหรือที่แม่ทัพหนุ่มจะยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว
“วะ...ว้าย ท่านจะทำอะไร” ชิงหลินใจนอุทานออกมาเสียงดัง เมื่อจู่ๆร่างก็ลอยหวือไปนั่งอยู่บนตักของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
มู่หลิ่งเหวินยกมุมปากยิ้มมองใบหน้าตื่นตระหนกและแดงเรื่อที่ห่างเพียงหนึ่งฝ่ามือด้วยสายตาอ่อนโยนเมื่อได้สูดดมกลิ่นหอมละมุนจากกายสาวก็ยิ่งช่วยให้ร่างกายที่เครียดเกร็งผ่อนคลายลงราวกับได้ดื่มโอสถชั้นดีจนเผลอกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นเพื่อสูดดมความหอมละมุนละไมให้ถนัดถนี่
“อ๊ะ...” ร้องออกมาได้คำเดียวเอวเล็กก็ถูกดึงเข้าไปหาจนจมูกและริมฝีปากอวบอิ่มัักับร่างท่อนบนที่เปลือยอย่างจังและวินาทีถัดมาก็ถูกเขาผลักออกทั้งที่นางยังนั่งอยู่บนตักของเขา
“จะนั่งอีกนานหรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
“เอ๊ะ?” ‘เขาเป็คนเริ่ม ทำไมพูดยังกับว่าเราเป็ฝ่ายไปยั่วเขา อยากจะบ้าตาย’
ชิงหลินรีบลุกออกมาและสวนกลับทันควัน“คะ...ใครอยากนั่งตักท่านกัน”
“อ้อ น่าเสียดาย” มู่หลิ่งเหวินยกยิ้มเล็กน้อย สายตาจับจ้องใบหน้าจิ้มลิ้มทุกการเคลื่อนไหว “เอาละๆข้าไม่แกล้งเ้าแล้ว มาดูแผลให้ข้าเถิด ถ้าข้าป่วยขึ้นมาเ้าต้องรับผิดชอบเข้าใจหรือไม่” เขายังพูดไม่ทันจบนางก็รีบเข้ามาดูแผลให้เขาทันที เห็นนางกระตือรือร้นมากเพียงนั้นหัวใจพยัคฆ์หนุ่มก็พลันเ็ปจนต้องกุมไว้
‘เ้าเกลียดชังข้ามากถึงเพียงนี้เชียวหรือ’แม่ทัพหนุ่มถามนางในใจ
“าแนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” นางเอ่ยถามเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ปะทะกับโจรระหว่างเดินทางกลับมาเมืองหลวง” แม่ทัพหนุ่มจำต้องปดนาง เพราะไม่อยากถูกนางหัวเราะเยาะ
ความจริงนั้นหรือ เมื่อภารกิจตามหาตัวองค์รัชทายาทเสร็จสิ้นลง แม่ทัพหนุ่มก็เดินทางมาที่คฤหาสน์สกุลชิงและเป็เวลาเดียวกับที่หน่วยคุ้มกันเข้ามาแจ้งข่าวว่าขบวนรถม้าของนางถูกปล้นระหว่างทาง และนางหายตัวไปในป่าอาถรรพ์ทำให้แม่ทัพหนุ่มร้อนใจยิ่งนัก ผลุนผลันจะออกมาตามหานาง แต่ถูกจางมู่หลงห้ามไว้จนเกิดการต่อสู้กันขึ้น แม่ทัพหนุ่มได้รับาเ็ที่ต้นแขนขวา ส่วนจางมู่หลงกลับสลบเหมือดไม่ได้สติ
เมื่อชิงหยวนเห็นความตั้งใจจริงของแม่ทัพหนุ่ม จึงได้มอบยา อาหาร และน้ำดื่มให้นำติดตัวมาด้วย เพราะเดาว่าถ้าได้พบนาง นางต้องหิวเป็แน่ ส่วนชิงหยวนนั้นจะรีบตามมาให้เร็วที่สุด
ครืน...ครืน...ครืน...
เสียงฟ้าร้องดึงสติของมู่หลิ่งเหวินให้กลับมา แม่ทัพหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สำรวจรอบๆบริเวณอย่างระมัดระวัง
“หาที่หลบฝนก่อนเถิด” เขากล่าวขึ้นและนางก็เห็นดีด้วยเพราะคิดว่าถ้าออกจากป่าตอนนี้อาจต้องเจอฝนซึ่งจะทำให้หลงทางได้ง่าย
“ข้าคิดว่าใกล้ๆ นี้น่าจะมีถ้ำเ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นคล้ายเดาสุ่มทั้งที่ได้ยินเสียงกระซิบอนุญาตจากเ้าเสือั์ว่าให้ใช้ถ้ำได้
“ไปเถิด” มู่หลิ่งเหวินมิได้ซักถามอันใด มือหนึ่งจูงเ้าไป๋เสวี่ยอีกมือก็เกาะกุมมือนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แม้นางจะพยายามขัดขืนตลอดก็ตาม
ขณะเดียวกัน ด้านนอกชายป่าอาถรรพ์ราวครึ่งชั่วยาม ภายหลังมู่หลิ่งเหวินเข้าไปในป่าอาถรรพ์แล้ว เฟิ่งอิงก็ยืนกระวนกระวายดวงตาเรียวดุจับจ้องผืนป่าเบื้องหน้าสลับกับเส้นทางฝั่งเมืองหลวงคล้ายรอบางสิ่งบางอย่างเพียงครึ่งเค่อก็ปรากฏกลุ่มคนควบม้ามาด้วยความเร็วมุ่งหน้ามาทางนี้ก่อนจะหยุดลงเบื้องหน้าของเฟิ่งอิง
“นายท่าน จะเข้าไปเลยหรือไม่ขอรับ” เฟิ่งอิงรีบเข้ามาถามชิงหยวน
ชิงหยวนะโลงจากหลังม้าตามมาด้วยหน่วยคุ้มกันมากกว่าร้อยคนซึ่งบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่านางมีความสำคัญต่อสกุลชิงมากเพียงใด
“เ้าใจเย็นก่อน และไม่ต้องกล่าวโทษตัวเองไป” ชิงหยวนกล่าวเตือนสติผู้คุ้มกันคนสนิท แม้ตนจะเป็ห่วงบุตรสาวเพียงใดแต่ความหุนหันพลันแล่นก็ไม่ได้ช่วยให้การตามหาตัวบุตรสาวเร็วขึ้นรังแต่จะทำให้ล่าช้าเสียมากกว่า
“ขอรับ” เฟิ่งอิงตอบรับเสียงเบาหวิว ใบหน้าคมเข้มยังคงเรียบเฉยและเ็าเช่นเดิมแต่ในดวงตาสีน้ำหมึกกลับมีระลอกคลื่นความห่วงใยชัดเจนจนชิงหยวนอดเป็ห่วงเสียไม่ได้
‘ขออย่าให้เป็อย่างที่ข้าคิดเลยเฟิ่งอิง’
“นายท่าน ดูท่าจะแย่แล้วขอรับ” หน่วยคุ้มกันคนหนึ่งรีบเข้ามารายงาน
“มีอันใดหรือ” ชิงหยวนเอ่ยถาม
“เมฆตั้งเค้าดูท่าฝนคงตกเร็วๆ นี้แน่ขอรับ”
ราวครึ่งเค่อ ทั้งสองก็พบถ้ำ มู่หลิ่งเหวินถึงกับหรี่ตามองนางคล้ายสงสัยระคนทึ่งที่ดูเหมือนนางจะเดาสุ่มได้แม่นยำอย่างกับตาเห็นและที่ตามหลังทั้งสองมาติดๆ คือฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก
แม่ทัพหนุ่มเดินนำหน้าและจับมือคู่หมายไว้เช่นเดิม ดวงตาคมทรงเสน่ห์กวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังมือที่ถือคบเพลิงเป็ทั้งแสงนำทางและอาวุธ ครั้นสำรวจเสร็จสิ้นจึงตระหนักได้ว่าถ้ำนี้ออกจะพิเศษผิดจากที่ตนเคยพบเห็นมา ถ้ำส่วนใหญ่ควรมีถ้ำเล็กถ้ำน้อยอยู่ภายในแต่ถ้ำนี้กลับคล้ายกระโจมขนาดั์เสียมากกว่า ซ้ำยังไร้กลิ่นอันไม่พึงปรารถนาช่างเป็ถ้ำที่แปลกนัก...
โครก...คราก...
“เสียงอันใดหรือ” มู่หลิ่งเหวินตีหน้าขรึมถาม หันไปรอบๆ คล้ายมองหาที่มาของเสียง ก่อนจะหันมาจ้องนางนิ่งดวงตาคมทรงเสน่ห์ทอประกายขบขัน เมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มแดงระเรื่อ
ฝ่ายชิงหลินรู้สึกอับอายจนพูดไม่ออก ได้แต่เบือนหน้าไปทางอื่น “เอ๊ะ! หมั่นโถว เนื้อแห้ง ท่านนำติดตัวมาด้วยหรือเ้าคะ”นางเอ่ยถามเมื่อเขาหยิบยื่นอาหารมาให้
“ต้องขอบคุณบิดาเ้า ที่มองได้ทะลุปรุโปร่งว่าเ้าต้องหิวเป็แน่”
“แล้วเหตุใด...ท่านพ่อจึงไม่มาพร้อมท่านล่ะเ้าคะ” ชิงหลินเอ่ยถามก่อนจะลงมือกินหมั่นโถวไส้หมูลูกใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย ส่วนเนื้อแห้งนางไม่กล้ากินเพราะไม่รู้ว่าเป็เนื้ออะไร
“ข้าล่วงหน้ามาก่อน ส่วนบิดาเ้าและคนอื่นๆ จะรีบตามมาภายหลัง” แม่ทัพหนุ่มส่งกระบอกน้ำดื่มให้นาง นางค้อมศีรษะขอบคุณแล้วเอ่ยถาม “แล้วจะเข้ามาได้หรือเ้าคะ ฝนตกหนักขนาดนี้”
“เราคงต้องพักค้างแรมที่นี่ รอจนฟ้าสว่างค่อยออกเดินทาง” แม่ทัพหนุ่มตอบ
“เ้าค่ะ” เมื่อไม่มีทางเลือก ดื้อแพ่งไปก็ไม่มีประโยชน์ อีกอย่าง ไม่รู้ทำไมนางถึงเชื่อใจเขาแม้เขาจะไว้ใจไม่ค่อยได้ก็เถอะ
“พักผ่อนเถิด ข้าจะอยู่เฝ้ายามเอง” เขาหันมากล่าวกับคู่หมาย ก่อนจะหันกลับมาโยนกิ่งไม้สุมไฟเพื่อไล่ความหนาวแม้จะเป็ฤดูใบไม้ผลิที่สภาพอากาศโดยทั่วไปเย็นสบายแต่ถ้านอนไม่ห่มผ้าก็อาจทำให้ป่วยไข้ได้เช่นกัน
“ขอบคุณสำหรับเสื้อคลุมเ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณเขาเบาๆ ที่อุตส่าห์เสียสละเสื้อคลุมมาปูแทนเสื่อให้นอน เมื่อล้มตัวลงนอนนางก็อดที่จะชำเลืองมองเขาไม่ได้ ครั้นเห็นเขามองมาก็รีบตะแคงไปอีกด้านหนึ่งทันทีจึงไม่ได้เห็นสีหน้ากับแววตารักใคร่ของเขาที่ทอดมองมาด้วยความอ่อนโยน
ล่วงเข้ายามจื่อ
“พ่อ...พ่อจ๋า อย่าไป...อย่าไป...” เสียงละเมอของร่างเล็กปลุกให้แม่ทัพหนุ่มที่นั่งหลับพิงก้อนหินใหญ่ข้างกองไฟตื่นขึ้น กองไฟที่ยังลุกโชนส่องสว่างให้เห็นร่างเล็กส่ายศีรษะไปมาสองมือเรียวไขว่คว้าอากาศ
ด้วยความสงสัยระคนเป็ห่วงมู่หลิ่งเหวินจึงลุกขึ้นมาย่อตัวลงนั่งข้างๆ ร่างเล็กยื่นมือไปคว้ามือเล็กนุ่มนิ่มที่ปัดป่ายอยู่กลางอากาศมากุมไว้ก่อนจะตบหลังมือเพื่อปลอบโยน
เมื่อเห็นว่านางสงบลงแล้วจึงคิดจะชักมือกลับ แต่กลับถูกมือเล็กนุ่มนิ่มยึดจับเอาไว้แน่นทั้งยังส่งเสียงงึมงำเบาๆ แม่ทัพหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะตัดสินใจล้มตัวลงนอนข้างๆนาง ยกศีรษะนางให้หนุนแขนแข็งแรงของตน
“อืม...” ร่างเล็กพลิกตัวเข้าหาเขาทันทีทั้งที่ยังหลับสนิท วาดแขนโอบกอดเขาที่คิดว่าเป็หมอนข้างพยายามดึงหมอนข้างเข้าหาตัวยังไม่พอ ยังเอาใบหน้าถูแผ่นอกของเขาไปมาโดยไม่ได้รับรู้เลยว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดสร้างความปั่นป่วนให้เขารู้สึกร้อนรุ่มจนไม่อาจข่มใจให้หลับลงได้
จวบจนรุ่งสาง
“อืม...อุ่นจัง” ร่างเล็กพึมพำเบาๆด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขทั้งที่ยังหลับตา
“เ้า...ชอบกอดข้าขนาดนี้เชียวหรือ” เสียงทุ้มต่ำปลุกให้ร่างเล็กตื่นจากฝันหวาน
“เอ๊ะ ทำไม? ท่านมานอนตรงนี้” ชิงหลินผุดลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงงตามด้วยแม่ทัพหนุ่มที่เลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
“ท่านแม่ทัพ!” หญิงสาวเรียกเขาเสียงดังเมื่อเห็นเขาไม่ตอบซ้ำยังทำไม่รู้ไม่ชี้
“พี่เหวิน ถ้าเ้ายังขืนเรียกข้าเช่นนั้นอีกทีละก็...” แม่ทัพหนุ่มพูดพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้นางสบตาก่อนจะหลุบมองริมฝีปากอวบอิ่มที่รู้ดีว่าหวานเพียงใดอย่างหลงใหล
“กะ...ก็ได้ พี่เหวิน พอใจหรือยังเ้าคะ”
มู่หลิ่งเหวินผละออกห่างอย่างพอใจก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงบิดตัวไปมาคลายความปวดเมื่อยจากการเป็หมอนข้างให้นางนอนกอดทั้งคืน
เมื่อจัดการล้างหน้าล้างตาและกินอาหารที่ยังเหลืออยู่อีกเล็กน้อยจนเสร็จ จึงพากันออกจากถ้ำสภาพป่าอาถรรพ์หลังพายุฝนทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งแต่แสงสว่างจากสุริยายังคงถูกบดบังด้วยต้นไม้ใหญ่ ไม่ต่างจากยามโพล้เพล้
ชิงหลินจำต้องนั่งม้าตัวเดียวกับเขา เพราะเขาฝากเ้าทาเสว่ไว้กับหน่วยคุ้มกันที่เฝ้าอยู่แนวชายป่าอาถรรพ์นางขอนั่งซ้อนหลัง แต่เขาไม่ยินยอม อ้างเหตุผลว่ากลัวนางตกบ้างเผื่อมีอันตรายจากด้านหลังบ้าง จนนางรำคาญ ต้องจำใจนั่งข้างหน้าเหมือนถูกเขาโอบกอดกลายๆ ไม่พอยังเอาหน้ามาคลอเคลียข้างหูจนนางจั๊กจี้ขนลุกไปทั้งตัว
“คุณหนู! คุณหนู! ท่านแม่ทัพ! อยู่แถวนี้หรือไม่ขอรับ ถ้าอยู่ได้โปรดขานรับด้วย” เมื่อออกเดินทางได้ราวหนึ่งเค่อ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงะโร้องเรียกแว่วมาแต่ไกล
วูบ...ฟึ่บ!
มู่หลิ่งเหวินกระชับดาบที่เอวทันทีเมื่อรู้สึกได้ถึงอันตรายผู้ใดกันที่สามารถกดดันได้ถึงเพียงนี้ เขารั้งบังเหียนม้าให้หยุดเดินดวงตาคมทรงเสน่ห์เพ่งมองบริเวณที่รู้สึกได้ถึงอันตรายอย่างไม่เกรงกลัวแต่พอบุรุษผู้นั้นปรากฏตัว...
“เฟิ่งอิง!” ร่างเล็กที่นั่งบนหลังม้าร้องเรียกอย่างดีใจพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ และทำท่าจะลงจากหลังม้า ทว่ากลับถูกแม่ทัพหนุ่มโอบเอวไว้
“เอ๊ะ พี่เหวิน ท่านจับข้าไว้ทำไมกัน ปล่อยข้านะเ้าคะ” นางพยายามง้างมือเหล็กของเขาออกอย่างเอาเป็เอาตาย
“ฮึ่ม” แม่ทัพหนุ่มฉุนเฉียวยิ่งนัก นางเป็คู่หมายของเขาเหตุใดจึงส่งยิ้มหวานให้บุรุษอื่นเช่นนี้
“เอ่อ...คุณหนู ท่านปลอดภัย ข้าก็พอใจแล้ว นายท่านกำลังรอท่านอยู่ รีบไปเถอะขอรับ” เฟิ่งอิงรายงานจบ ก็มีชายฉกรรจ์มากมายหลายสิบชีวิตปรากฏตัวขึ้น
“หลินเอ๋อร์...” เสียงคุ้นหูเรียกร่างเล็กที่ก้มหน้าง้างมือชะงัก ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความดีใจอีกครั้ง
“ท่านพ่อ!”
คราวนี้เขายอมปล่อยนางแต่โดยดี ชิงหลินพยายามจะปีนลงจากหลังม้า แต่เขากลับส่งสายตาห้ามไว้จึงยอมให้เขาอุ้มนางลงจากหลังเ้าไป๋เสวี่ยอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร
“โอ ดี ดียิ่งนักที่เ้าปลอดภัย รีบออกไปจากที่นี่กันเถิด เื่อื่นค่อยว่ากัน” ชิงหยวนลูบศีรษะบุตรีสองสามครั้ง เฟิ่งอิงจึงออกคำสั่งให้ถอนกำลัง
ชิงหยวนเดินเคียงคู่มากับมู่หลิ่งเหวินตามมาด้วยเฟิ่งอิงที่อาสาจูงเ้าไป๋เสวี่ยให้คุณหนูที่นั่งอยู่บนหลังมันปิดท้ายด้วยหน่วยคุ้มกันที่คอยระวังหลังหลายสิบคน ราวสองเค่อทุกชีวิตก็ออกจากป่าอาถรรพ์ได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน ซ้ำยังสยบคำสาปลงได้อย่างราบคาบ
เรือนพสุธา คอกสัตว์สกุลชิง
“ขอบใจหลานชายที่ช่วยดูแลหลินเอ๋อร์” ชิงหยวนเอ่ยขึ้นหลังมื้ออาหารกลางวันผ่านไป คล้ายว่าเขามิได้ใส่ใจในการออกตามหาบุตรีเหตุเป็เพราะฝนเ้ากรรมที่เทกระหน่ำลงมาราวกับพายุทำให้ต้องยกเลิกและกลับมาตั้งหลักที่เรือนพสุธาซึ่งอยู่ห่างจากป่าอาถรรพ์ราวยี่สิบลี้เท่านั้นฟ้ายังไม่ทันสางก็รีบเร่งออกเดินทางทันที แต่นั่นก็ยังช้ากว่าเฟิ่งอิงที่ล่วงหน้าไปก่อน
“เป็สิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้วขอรับ” มู่หลิ่งเหวินวางถ้วยชาลง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นั่นสินะ เห็นหลินเอ๋อร์บอกว่าหลานชายรู้เื่นั้นแล้ว?”
มือที่ถือถ้วยชาชะงัก หลายปีมานี้เป็นางเองมิใช่หรือที่พยายามยื้อไว้ไม่ยอมยกเลิกการเป็คู่หมายทั้งที่เขาก็พยายามทุกวิถีทางหวังให้นางเปลี่ยนใจแล้วเหตุใดพอเขารับรู้ถึงการมีตัวตนของนาง สนใจนางขึ้นมานางกลับเอ่ยปากขอยกเลิกการเป็คู่หมายนี้เสีย แล้วเขาควรทำเช่นไรดีเล่า จะยอมปล่อยนางไปหรือ ไม่มีวัน!
“ลุงรู้ดี ที่ผ่านมาหลานชายต้องลำบากเพราะนางมามาก ไม่เคยถือสาหาความนาง เื่นี้ลุงเองยังระลึกอยู่เสมอในความใจกว้างของหลานชาย” ชิงหยวนเห็นแม่ทัพหนุ่มนั่งนิ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก็รู้ได้ในทันทีว่าทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เขาจึงกล่าวอย่างช้าๆคล้ายคนที่กำลังจะยกูเาออกจากอก
“เมื่อนางกล่าวขอยกเลิกเอง ตอนแรกลุงกับป้าทั้งใและแปลกใจไม่อยากเชื่อว่านางจะตัดใจจากหลานชายได้ แต่สุดท้ายก็เห็นดีด้วย คนเราควรมีความรักให้แก่กัน ชีวิตคู่จึงจะสมบูรณ์และมีความสุข...อยู่กันยืดยาว หลานชายเห็นด้วยหรือไม่” ชิงหยวนแกล้งถามแม่ทัพหนุ่มที่หน้าดำคล้ำลงทุกที แม้จะรู้สึกสงสารอยู่บ้าง แต่ในใจลึกๆก็อดที่จะสะใจไม่ได้เมื่อตระหนักถึงสีหน้าเ็ปและน้ำตาของบุตรีที่ต้องเสียใจเพราะการกระทำของอีกฝ่ายมานานหลายปี
“และที่สำคัญ เมื่อตบแต่งกันไป ต่อให้มีตำแหน่งเป็ถึงฮูหยินใหญ่ หากไม่เป็ที่โปรดปรานของสามี...จะมีค่าอันใด ต้องอยู่อย่างอดสูทุกข์ตรมจนตายเช่นนั้นหรือ หากต้องเป็เช่นนั้น สู้ตัดไฟเสียแต่ต้นลมน่าจะเป็ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสองฝ่าย หลานชายลองกลับไปคิดดู ลุงเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุนการตัดสินใจของเ้า” ชิงหยวนลุกขึ้นตบบ่าแม่ทัพหนุ่มเบาๆ ก่อนจะขอตัว ปล่อยให้แม่ทัพหนุ่มได้คิดทบทวนความรู้สึกของตน
เมื่อชิงหลินมาถึง เสี่ยวเอินและบ่าวในเรือน รวมถึงคนงานในคอกสัตว์ต่างก็มายืนรอรับท่านพ่อและนางอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าทุกคนดูปลาบปลื้มยินดีบางคนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่นางปลอดภัยจากนั้นเสี่ยวเอินก็พานางไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อนเล็กน้อยแล้วจึงไปกินอาหารกลางวันร่วมกับท่านพ่อและคู่หมาย
ที่คอกเ้าไป๋เสวี่ย
“นี่เ้ามนุษย์...เหตุใดจึงทำหน้าน่าเกลียดเช่นนั้นเล่า” ม้าหนุ่มเอ่ยถามไปพลางเคี้ยวหญ้าไปพลาง
“เฮ้อ ข้ากำลังสงสัยอยู่น่ะสิ”
“สงสัยอันใดหรือ” มันถามต่อ
“ก็เื่ที่ข้าเกือบตายมาสองครั้งสองครานี่ไงเล่า” ใช่ นางอยากรู้ พยายามนึกก็นึกไม่ออกว่ามูลเหตุจูงใจในการลอบสังหารนางคืออะไรแม้ครั้งแรกจะติดใจสงสัยหานหนิงอัน แล้วครั้งล่าสุดนี่เล่า เฮ้อ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม
“คุณหนู...ท่านมาทำอันใดที่นี่”
“โอ๊ะ! เฟิ่งอิง มาเงียบๆ ข้าใหมดเลย” ชิงหลินต่อว่าเขา
“ขออภัยขอรับคุณหนู” เขาค้อมศีรษะให้นาง
“ไม่เป็ไร จริงสิ ได้ยินว่าท่านาเ็ เป็เช่นไรบ้าง” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง เพราะที่เขาาเ็ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะปกป้องนาง
“ขอบคุณคุณหนู ข้าไม่เป็ไรขอรับ” เฟิ่งอิงตอบเสียงแ่เบา ดวงตาคมเรียวดุเหลือบมองนางแวบหนึ่งก่อนจะหลุบลงมองพื้น
ทันใดนั้นเอง!
“วะ...ว้าย” ความซุ่มซ่ามของนางนำมาซึ่งาแทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับมีพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วย
ใช่...ต้องเป็เฟิ่งอิงอยู่แล้วเพราะเขาอยู่ใกล้ที่สุด
“คุณหนู...” เฟิ่งอิงคว้าร่างเล็กบอบบางที่สะดุดบางสิ่งจนเซถลาหน้าเกือบคะมำไว้ได้อย่างรวดเร็วด้วยแขนแข็งแรงเพียงข้างเดียว ร่างเล็กๆของนางก็โผเข้าสู่อ้อมอกกำยำอย่างง่ายดาย
“นั่นเ้าทำอันใด?!”