ซูเจียวเจียวครุ่นคิดอยู่สักพักก็พลันนึกถึงใบหน้าหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
โจวเม่ย!
ข่าวคราวต้องเล็ดลอดมาจากหล่อนเป็นแน่และคนที่ไม่อาจเห็นเธอมีความสุขได้ นอกเสียจากโจวเม่ยแล้วจะมีใครอื่น?
ยิ่งไปกว่านั้นโจวเม่ยรู้ที่อยู่บ้านของเธอครั้งหนึ่งเธอเคยฝากจดหมายกลับบ้านกับโจวเม่ยที่บังเอิญเข้าเมืองแทนที่จะส่งเองที่ไปรษณีย์…
ไม่แน่ว่าโจวเม่ยอาจแอบจดที่อยู่บ้านของเธอไว้...
เมื่อคิดได้เช่นนั้นดวงตาของซูเจียวเจียวก็ฉายแววเย็นชาขึ้นมา
ตอนนี้พ่อกับแม่น่าจะยังไม่ได้รับจดหมายที่โจวเม่ยส่งไป
ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วอีกราวๆ สองเดือน พ่อกับแม่ก็จะหยุดส่งเงินและบัตรแลกของมาให้นั่นหมายความว่าโจวเม่ยอาจจงใจส่งข่าวการแต่งงานของเธอที่ชนบทไปให้ที่บ้านในเดือนหน้า…
ถึงตอนนั้นเธอคงต้องจับตาดูการกระทำของโจวเม่ยให้ดี
ระหว่างที่ซูเจียวเจียวไปยังสหกรณ์และไปรษณีย์สายตามากมายต่างจับจ้องมาที่เธอ
ทั้งชายและหญิง
ซูเจียวเจียวมีผิวขาวผุดผ่องและงดงามอยู่แล้วยิ่งสวมชุดกระโปรงที่ดูแปลกใหม่ ก็ยิ่งดึงดูดสายตาผู้คน
ฝ่ายชายต่างชื่นชมในความงดงามส่วนฝ่ายหญิงต่างแอบอิจฉาในใจพลางคิดว่ากระโปรงของซูเจียวเจียวช่างสวยงามเหลือเกิน ไม่รู้ว่าซื้อมาจากที่ไหน!
ชุดกระโปรงที่ทันสมัยเช่นนี้น่าจะซื้อมาจากตัวเมืองมณฑลเป็นแน่!
ในตัวอำเภอแห่งนี้ไม่มีกระโปรงที่สวยงามแบบนี้เลย!
กระทั่งหญิงสาวบางคนที่มีฐานะร่ำรวยเล็กน้อยอดใจไม่ไหวถึงกับวิ่งเข้ามาถามซูเจียวเจียวว่า กระโปรงนี้ซื้อมาจากที่ไหนซูเจียวเจียวจึงตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ฉันตัดเองค่ะ”
เซียวหยวนซินที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับตกใจเธอนึกว่ากระโปรงที่สวยงามขนาดนี้เป็นของที่บ้านแม่ของน้องสะใภ้ส่งมาจากตัวเมืองมณฑลเสียอีก!
ไม่คิดเลยว่าจะเป็นฝีมือของน้องสะใภ้!
หญิงสาวหลายคนเมื่อได้ยินว่าเป็นฝีมือของซูเจียวเจียวเองต่างก็แสดงสีหน้าเสียดาย
จากนั้นก็มีคนถามซูเจียวเจียวว่าเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าหรือไม่หากพวกเธอต้องการสั่งตัด จะรับทำได้ไหม?
ซูเจียวเจียวส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม“ที่บ้านฉันไม่มีจักรเย็บผ้ากระโปรงที่ฉันใส่ตัวนี้ฉันเย็บด้วยมือทีละฝีเข็มการเย็บด้วยมือใช้เวลานานและเสียสายตามากฉันจึงไม่รับทำเสื้อผ้าเป็นการชั่วคราวค่ะ”
ทุกคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มองซูเจียวเจียวด้วยความอาลัยอาวรณ์
“แต่พวกคุณสามารถทิ้งที่อยู่ไว้ให้ฉันได้นะคะถ้าอนาคตฉันซื้อจักรเย็บผ้าได้เมื่อไร ฉันจะรับทำเสื้อผ้าค่ะ”
คำพูดของซูเจียวเจียวทำให้ดวงตาของพวกเขาสว่างขึ้นมาทันทีและต่างก็ทิ้งที่อยู่ไว้ให้
โชคดีที่ซูเจียวเจียวมีนิสัยพกกระดาษและปากกาติดตัวจึงจดที่อยู่ของพวกเขาทีละคน
หลังจากทุกคนจากไปเซียวหยวนซินจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจียวเจียวเธอเก่งจริงๆ ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะทำเสื้อผ้าได้ แล้วยังทำออกมาได้สวยงามขนาดนี้!สวยกว่าที่สหกรณ์ขายเสียอีก!”
ดวงตาของซูเจียวเจียวฉายแววคิดวางแผน“พี่หยวนซิน ถ้าอนาคตพี่อยากเรียน ฉันก็สอนให้ได้นะคะ”
รอจนกว่าจะมีการฟื้นฟูระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยการทำธุรกิจส่วนตัวก็สามารถเริ่มต้นได้
และการเป็นช่างตัดเสื้อแม้แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นที่ยอมรับ เพียงแต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเศรษฐกิจของทุกคนจะดีขึ้นกว่าตอนนี้มาก และมีคนทำเสื้อผ้าจำนวนมากร้านตัดเย็บเล็กๆ หลายแห่งก็เจริญรุ่งเรือง
หากเซียวหยวนซินสามารถเรียนรู้ฝีมือได้ในอนาคตก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำและยังสามารถมอบชีวิตที่ดีขึ้นให้กับหยวนหยวนได้ด้วย
เซียวหยวนซินถึงกับผงะดูเหมือนไม่คาดคิดว่าซูเจียวเจียวจะถามเช่นนั้น “ฉัน…ฉันเรียนได้จริงๆ หรือ?”
ต้องรู้ว่าการเป็นช่างตัดเสื้อนั้นเป็นวิชาที่ไม่ได้ถ่ายทอดกันง่ายๆเด็กฝึกงานทุกคนต้องติดตามอาจารย์ซุ่มเล่าเรียนเป็นเวลาสามปีช่วยทำงานสามปีจึงจะเรียนรู้ได้ และยังต้องใช้เส้นสายเล็กน้อยอาจารย์ถึงจะรับเป็นศิษย์
“แน่นอนค่ะ พี่เป็นพี่สาวของอาหมิง ก็เป็นพี่สาวของฉันด้วยตราบใดที่พี่อยากเรียน เมื่อมีจักรเย็บผ้าแล้วฉันก็จะสอนพี่ค่ะ” ซูเจียวเจียวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ที่บ้านมีเงินมากกว่าห้าร้อยหยวนการนำเงินหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนมาซื้อจักรเย็บผ้าก็ยังพอได้ถึงตอนนั้นเธอก็จะรับทำเสื้อผ้าให้คนอื่น จะได้ไม่ต้องไปทำงานในทุ่งนาและการรับทำเสื้อผ้าก็ยังมีรายได้ และยังมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้นด้วย
แต่การซื้อจักรเย็บผ้าต้องมีบัตรแลกเครื่องจักรซึ่งหาซื้อได้ยากในตัวอำเภอ ต้องไปซื้อที่ตัวเมืองมณฑล
วันหลังค่อยถามอาหมิงว่ามีช่องทางไหม
เมื่อเซียวหยวนซินได้ยินว่าเธอจะได้เรียนรู้การทำเสื้อผ้าจากซูเจียวเจียวในอนาคตดวงตาของเธอก็ฉายแววเป็นประกายและคาดหวัง
จากนั้นซูเจียวเจียวก็พาเซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนไปยังร้านตัดเย็บเสื้อผ้าเก่าแก่แห่งนั้น
“โอ้ ยุวชนซู ในที่สุดคุณก็มาแล้ว” ช่างเหยียนเห็นซูเจียวเจียวก็รีบต้อนรับอย่างอบอุ่น
ซูเจียวเจียวมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย“เกิดอะไรขึ้นหรือคะช่างเหยียน?”
เห็นท่าทางของช่างเหยียนแล้วราวกับว่ากำลังรอเธออยู่
ช่างเหยียนยิ้มพลางกล่าวว่า“คุณไม่รู้หรอกตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่คุณช่วยซ่อมกระโปรงตัวนั้นของอาจารย์เฉิน เธอก็มาหาคุณทุกๆสองสามวันเลย”
ซูเจียวเจียวได้ยินก็ถึงกับผงะ“กระโปรงตัวนั้นแก้ไขแล้วไม่เป็นที่พอใจของเธอหรือคะ?”
ช่างเหยียนยิ้ม“พอใจมากต่างหากเล่า! พอใจมากเสียจนอยากจะหาคุณตลอดเวลาอยากจะให้คุณช่วยแก้ไขกระโปรงตัวอื่นๆ ของเธอด้วย”
เป็นเช่นนี้นี่เอง
ซูเจียวเจียวพลันเข้าใจแล้วพยักหน้าตอบ‘อ้อ’ แต่เธอไม่ได้มีเวลาว่างที่จะเสียไปกับการแก้เสื้อผ้าให้ผู้อื่นโดยไม่คิดค่าตอบแทนวันนั้นเป็นเพราะเธอไม่อยากมีปากเสียง อีกทั้งด้วยหน้าที่การงานเธอจึงยื่นมือเข้าช่วย
“ช่างเหยียน วันนี้ฉันมาหาคุณเพื่อขอให้ช่วยทำเสื้อผ้าให้สองสามชุดค่ะ”ซูเจียวเจียวหยิบผ้าที่ซื้อมาออกมา “สองชุดสำหรับเด็กหนึ่งชุดสำหรับผู้ใหญ่ค่ะ”
แม้เธอจะทำเสื้อผ้าได้แต่เพราะไร้ซึ่งจักรเย็บผ้าที่จะช่วยผ่อนแรง ทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
ซูเจียวเจียวจึงตัดสินใจนำมาให้ช่างเหยียนช่วยทำ
ช่างเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวด้วยความละอายเล็กน้อย “ช่วงสองสามวันนี้ผมรับงานใหญ่มาหลายงานเป็นของทางชุมชนครับ ทางนั้นเร่งมาก สองเดือนนี้ผมอาจจะไม่มีเวลาเลย”
เมื่อได้ยินว่าอาจจะไม่มีเวลาทำเป็นเวลาสองเดือนซูเจียวเจียวจึงทำใจที่จะนำกลับไปเย็บด้วยมือเองอย่างช้าๆ
ขณะที่ซูเจียวเจียวกำลังจะเดินจากไปทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงเรียกจากด้านหลังว่า “ยุวชนซู?คุณคือยุวชนซูใช่ไหมคะ?”
ซูเจียวเจียวหันกลับไปมองก็เห็นหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงเดินตรงมาหาเธออย่างรวดเร็ว
ซูเจียวเจียวเห็นทันทีว่ากระโปรงที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่นั้นคือชุดที่เธอเคยช่วยปรับแก้ให้ในวันนั้นซึ่งก็คืออาจารย์เฉินนั่นเอง
“ในที่สุดฉันก็หาคุณเจอแล้ว” อาจารย์เฉินเดินมาหาซูเจียวเจียวด้วยสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย
ซูเจียวเจียวมองเธอ“อาจารย์เฉิน คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือคะ?”
แต่อาจารย์เฉินกลับจ้องมองชุดกระโปรงที่ซูเจียวเจียวสวมใส่อย่างเปล่งประกาย“กระโปรงของคุณสวยมาก! ซื้อมาจากที่ไหนคะ?”
ซูเจียวเจียวตอบ“ฉันทำเองค่ะ”
อาจารย์เฉินจ้องซูเจียวเจียวเขม็งราวกับกลัวว่าเธอจะวิ่งหนีไป “ทำเองหรือคะ? คุณช่วยทำให้ฉันสักตัวได้ไหม ฉันจะจ่ายเงินให้คุณค่ะ!”
ซูเจียวเจียวแย้มรอยยิ้มที่มุมปาก“ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกค่ะ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีจักรเย็บผ้าต้องเย็บด้วยมือล้วนๆ ซึ่งเสียสายตามากเลย” ซูเจียวเจียวจึงกล่าวซ้ำอีกครั้งว่าเธอจะหาทางซื้อจักรเย็บผ้าในอนาคต
อาจารย์เฉินเมื่อได้ยินว่าซูเจียวเจียวจะซื้อจักรเย็บผ้าในอนาคตดวงตาของเธอก็กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง ดูเหมือนครอบครัวของยุวชนซูจะมีฐานะดีไม่เช่นนั้นคงไม่มีเงินซื้อจักรเย็บผ้าหรอก