เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 6 บทที่ 152 พบเจอตัวจริง (5)

            จางจ่งเป็นคนรูปร่างสูงโปร่งและรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นทุนเดิม บวกกับคารมคมคาย ไม่ว่าจะไปที่ไหน เขามักเป็นจุดสนใจของสาวๆ เสมอ

            นานวันเข้า จางจ่งก็เผลอใจไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ที่เพิ่งเรียนจบและเข้ามาทำงานในโรงงานเดียวกัน ไม่นานผู้หญิงคนนั้นก็ตั้งท้อง

            เธอรู้ดีว่าจางจ่งอยากได้ลูกชายมากแค่ไหน จึงให้คำมั่นสัญญาซ้ำๆ ว่า “ขอแค่คุณหย่ากับเมียแล้วมาแต่งงานกับฉัน ฉันรับรองว่าจะมีลูกชายให้คุณแน่นอน ถ้าท้องนี้เป็นผู้หญิง ฉันก็จะท้องใหม่จนกว่าจะได้ลูกชายสมใจคุณ”

            จางจ่งตัดสินใจถามลู่ตันชิงเป็นครั้งสุดท้ายว่าเธอเต็มใจจะมีลูกกับเขาอีกคนไหม ทันทีที่ได้รับคำตอบหนักแน่นว่า “ไม่” เขาก็ขอหย่าทันที

            ลู่ตันชิงไม่ใช่คนยอมคน ไม่นานเธอก็สืบจนรู้ว่าสามีนอกใจ และเด็กในท้องของเมียน้อยก็โตจนป่านนี้แล้ว

            ถึงอย่างนั้น ลู่ตันชิงก็ยังไม่ยอมแพ้เรื่องหย่ากันง่ายๆ ทั้งเพื่อลูกสาวและเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง

            ไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท การหย่าร้างยังคงเป็นเรื่องเสื่อมเสีย ใครรู้เข้าก็พากันซุบซิบนินทา

            จางจ่งยื่นคำขาดให้ลู่ตันชิงเลือกสองทาง คือยอมแยกทางกันดีๆ หรือยอมมีลูกคนที่สองให้เขา ถ้าลูกคนที่สองยังเป็นผู้หญิง เขาก็จะให้เธอมีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ลูกชาย

            คนอย่างลู่ตันชิงมีหรือจะยอมตกเป็นเพียงเครื่องมือผลิตทายาทสืบสกุล

            หลังจากคิดทบทวนดีแล้ว สุดท้ายลู่ตันชิงก็ตัดสินใจแยกทางกับจางจ่ง

            หลังหย่าได้ไม่นาน จางจ่งก็แต่งงานใหม่กับเมียน้อยคนนั้น ปีถัดมาเธอก็คลอดลูกชายฝาแฝดที่อ้วนท้วนสมบูรณ์

            จากนั้นจางจ่งก็ลาออกจากงานประจำไปทำธุรกิจเต็มตัว จนปัจจุบันประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

            นับตั้งแต่พ่อแม่แยกทางกัน ลู่เชียนสวินแทบไม่ได้เจอหน้าพ่ออีกเลย แม้บางครั้งเขาจะแวะมาเยี่ยมที่โรงเรียนบ้าง แต่เธอก็ไม่สนิทใจกับเขาเหมือนเดิมอีกแล้ว

            เธอหวังแค่ว่าจะประสบความสำเร็จในสักวัน เพื่อให้ผู้ชายคนนั้นได้ภูมิใจ และเพื่อให้เขารู้สึกเสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทิ้งลูกสาวคนนี้ไป

            “พี่เชียนสวิน พี่เกลียดพ่อมากเลยเหรอคะ” หลินทิงเสวี่ยถามเสียงเบา

            ลู่เชียนสวินไม่ตอบ แต่ย้อนถามว่า “แล้วเธอล่ะ ไม่เกลียดแม่ตัวเองบ้างเหรอ”

            หลินทิงเสวี่ยนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “จะบอกว่าไม่เกลียดเลยก็คงโกหกค่ะ ตอนเด็กๆ หนูเฝ้ารออยากให้แม่มาหา อยากให้มาอยู่เป็นเพื่อนเล่น แต่พอโตขึ้นความรู้สึกพวกนั้นมันก็เจือจางไปหมดแล้ว หนูมีพ่อกับคุณอาสามที่รักหนูก็พอแล้ว สำหรับหนู จะมีเธอหรือไม่มีก็ไม่สำคัญอีกต่อไป หนูไม่ต้องการเธอแล้ว ยิ่งเธอหวังจะให้หนูกับเฉินเหยาเหยา ลูกสาวใหม่ของเธอรักกัน หนูยิ่งทำไม่ได้ สำหรับหนู เฉินเหยาเหยาก็แค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง”

            “ไม่นึกเลยว่าเธอจะมองโลกได้ขาดขนาดนี้ เสียวเสวี่ย ฉันนับถือหัวใจเธอจริงๆ ทั้งที่ฉันอายุมากกว่าตั้งหลายปี แต่ความคิดอ่านกลับเทียบเธอไม่ติดเลย” ลู่เชียนสวินเอ่ยอย่างทึ่งๆ

            “ถึงพี่จะอายุมากกว่า และครอบครัวเราต่างก็ไม่สมบูรณ์เหมือนกัน แต่ชีวิตพี่ก็ยังดีกว่าฉันมากนะคะ ครอบครัวหนูเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ก็ตอนพ่อเริ่มขายซาลาเปานี่เอง เมื่อก่อนลำบากมาก แถมการเสียคุณย่าไปก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้หนูโตขึ้นและรู้จักพึ่งพาตัวเอง มันทำให้หนูรู้ซึ้งว่าไม่มีใครอยู่กับเราไปได้ตลอดชีวิต เราต้องรีบโตให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ได้”

            เด็กสาวทั้งสองคุยกันจนเกือบเที่ยงคืน จึงแยกย้ายกันเข้านอน

            เช้าวันรุ่งขึ้น หลังทานมื้อเช้าเรียบร้อย หลินทิงเสวี่ยก็เข้าตัวเมืองพร้อมลู่เชียนสวิน

            ลู่ตันชิงมารอรับพวกเธอที่สถานีขนส่งอยู่แล้ว

            พอเห็นลู่ตันชิงแต่ไกล หลินทิงเสวี่ยก็ตะโกนเรียกเสียงใส “คุณแม่บุญธรรม!”

            เมื่อไปถึงตัวลู่ตันชิง เด็กน้อยก็โผเข้ากอดแล้วอ้อนเสียงหวาน “คุณแม่บุญธรรม หนูคิดถึงจังเลยค่ะ”

            “แม่ก็คิดถึงเสียวเสวี่ยเหมือนกันจ้ะ!” ลู่ตันชิงลูบหลังเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน

            ภาพความสนิทสนมของทั้งคู่ทำเอาลู่เชียนสวินอดน้อยใจไม่ได้ “คุณแม่ พอมีเสียวเสวี่ยแล้ว คุณแม่ก็ไม่รักหนูแล้วใช่ไหมคะ”

            ลู่ตันชิงหัวเราะพลางจิ้มจมูกลูกสาวเบาๆ เอ่ยดุทีเล่นทีจริง “เป็นพี่น้องกันยังจะมาอิจฉาน้องอีกนะเรา”

            ทั้งสามหัวเราะร่า ก่อนจะพากันเดินออกจากสถานีขนส่งที่พลุกพล่าน ลู่ตันชิงโบกเรียกแท็กซี่

            ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี ลู่ตันชิงตั้งใจจะพาเด็กสาวทั้งสองไปทานของดีๆ สักมื้อ เธอจึงพาพวกเด็กๆ ไปยังภัตตาคารหรูที่สุดในตัวเมือง

            พอลงจากรถ ลู่เชียนสวินกระซิบกับหลินทิงเสวี่ย “สงสัยวันนี้ฉันต้องขอบคุณเธอแล้วล่ะ แม่ไม่ได้พาฉันมากินหรูๆ แบบนี้มานานมากแล้ว”

            ที่นี่เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ

            ในช่วงต้นยุค 90 ร้านอาหารแบบนี้ยังหายากและราคาค่อนข้างแพง คนทั่วไปจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้ามาใช้บริการบ่อยนัก

            เมื่อเข้าไปในร้าน ลู่ตันชิงเลือกที่นั่งมุมเงียบสงบ แล้วหันไปบอกลูกสาว “ลูกพาน้องไปตักอาหารนะ เสียวเสวี่ยมาที่นี่ครั้งแรก ลูกต้องคอยดูแลน้องดีๆ ล่ะ”

            ลู่เชียนสวินพยักหน้ารับคำ

            ในชาตินี้ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่หลินทิงเสวี่ยได้ทานบุฟเฟต์ แต่ในชาติก่อน เธอเคยทานบุฟเฟต์หรูในเมืองใหญ่มานับไม่ถ้วน

            ภัตตาคารตรงหน้าแม้จะตกแต่งหรูหราโอ่อ่า แต่เมื่อเทียบกับร้านที่หลินทิงเสวี่ยเคยเจอในชาติก่อน ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

            ลู่เชียนสวินหยิบจานมาสองใบ ส่งให้หลินทิงเสวี่ยใบหนึ่ง แล้วชี้ไปที่ไลน์อาหาร “เธอชอบอะไรก็ตักมาได้เลยนะ แต่อย่าตักเยอะเกินไปล่ะ เดี๋ยวโดนคนอื่นเขาหัวเราะเยาะเอา”

            หลินทิงเสวี่ยพยักหน้า แต่พอถึงเวลาตักจริง เธอก็ลืมคำเตือนของลู่เชียนสวินไปสนิท ตราบใดที่ชอบ เธอก็จะตักมาเต็มที่ ยิ่งเยอะยิ่งดี ในเมื่อเสียเงินแล้วก็ต้องกินให้คุ้ม ใครจะขำก็ช่างปะไร ยังไงพวกเขาก็ไม่รู้จักเธออยู่ดี

            พอเห็นหลินทิงเสวี่ยตักอาหารมาพูนจาน ลู่เชียนสวินก็ขมวดคิ้ว “เสียวเสวี่ย นี่เธอจะกินหมดจริงๆ เหรอ”

            “หมดสิคะ หนูหิวจะแย่อยู่แล้ว แถมคุณแม่บุญธรรมอุตส่าห์เสียเงินเลี้ยงมื้อแพงขนาดนี้ ถ้ากินไม่คุ้ม หนูคงรู้สึกผิดแย่เลย” หลินทิงเสวี่ยตอบอย่างมั่นใจ

            ลู่เชียนสวินถึงกับพูดไม่ออก “...”

            รอจนสองพี่น้องกลับมาที่โต๊ะ ลู่ตันชิงจึงลุกไปตักอาหารบ้าง

            ทั้งลู่ตันชิงและลู่เชียนสวินต่างตักมาแต่น้อย และค่อยๆ ทานอย่างเรียบร้อย

            เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ในขณะที่สองแม่ลูกเพิ่งจะเล็มเนื้อไก่หมดไปน่องเดียว หลินทิงเสวี่ยก็แทบจะฟาดไก่ไปทั้งตัวแล้ว

            พออาหารในจานหมด หลินทิงเสวี่ยก็ลุกไปตักรอบใหม่ทันที ส่วนสองแม่ลูกตระกูลลู่ยังคงทานเนิบนาบตามสไตล์ผู้ดี

            ตอนเดินออกจากร้าน หลินทิงเสวี่ยอิ่มจนพุงกางแทบเดินไม่ไหว

            อีกสิบห้านาทีต่อมา หลินทิงเสวี่ยก็มาถึงบ้านของลู่เชียนสวิน

            บ้านตระกูลลู่เป็นที่พักสวัสดิการของหน่วยงานลู่ตันชิง เป็นอพาร์ตเมนต์สองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น ไม่มีลิฟต์ ต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นสี่

            ลู่ตันชิงทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่อง หน้าต่างกระจกใสแจ๋ว พื้นกระเบื้องเงาวับไร้ฝุ่นผงแม้แต่ในร่องยาแนว ผนังห้องนั่งเล่นแขวนภาพจำลอง “เทศกาลเชงเม้งริมฝั่งแม่น้ำ” ขนาดใหญ่

            ผ้าม่านสีฟ้าอ่อนถูกรวบเก็บไว้ นอกหน้าต่างเป็นระเบียงเล็กๆ ที่ดอกอินทนิลน้ำกำลังบานสะพรั่งอวดสีสัน

            ลู่ตันชิงกลัวหลินทิงเสวี่ยจะแน่นท้องเกินไป จึงให้ลู่เชียนสวินไปหยิบยาช่วยย่อยในตู้ยามาให้เธอทาน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592