ผมชื่อพีท เป็นักเรียนไทยที่มาเรียนต่อที่ยุโรป เมืองที่ผมอยู่เงียบสงบ เต็มไปด้วยอาคารสวยๆ และโบสถ์เก่าแก่ เพื่อนๆ ในกลุ่มชอบหาที่เที่ยวแปลกใหม่ไว้ถ่ายรูปลงโซเชียล ทุกอาทิตย์จะมีเป้าหมายใหม่ และสุดสัปดาห์นี้ เราเลือก “โบสถ์นักบุญลูเซีย” ที่ถูกปิดตายมานานกว่าร้อยปี
“เฮ้ พีท นายต้องถ่ายให้ฉันสวยกว่านี้นะ” ฝน เพื่อนสาวแฟชั่นนิสต้าของกลุ่มพูดขณะเช็กชุดกระโปรงพลิ้วสีแดง “ที่นี่ขึ้นชื่อว่ากระจกสีสวยที่สุด ถ้าไม่รีบโพสต์ลงไอจีคือพลาด”
เรามากันห้าคน บรรยากาศแรกเหมือนทริปชิคๆ สบายๆ โบสถ์ตั้งตระหง่านกลางหมู่บ้านร้างเล็กๆ ผนังหินเก่าเต็มไปด้วยเถาวัลย์ขึ้นปกคลุม แต่พอแสงแดดบ่ายส่องลอดเข้ามา มันกลับดูโรแมนติกชวนถ่ายรูปอย่างประหลาด
เมื่อผลักประตูไม้เก่าเข้าไป กลิ่นฝุ่นและเชื้อราพุ่งเข้าจมูก เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังก้องราวกับโบสถ์ไม่เคยถูกแตะต้องมานาน ภายในยังมีม้านั่งไม้ยาวเรียงราย แม้จะผุพังแต่ยังพอมองออกเป็รูปเดิม ด้านหน้าคือแท่นบูชาและเบื้องบนเป็กระจกสีมหึมา ส่องประกายสีแดง น้ำเงิน เขียว สะท้อนลงพื้นหินอย่างสวยงาม
“โห สวยจริงว่ะ” ไอซ์เพื่อนชายสายกล้องอุทาน พร้อมหยิบกล้อง DSLR ขึ้นมาถ่ายไม่หยุด ทุกคนโพสต์ท่าถ่ายรูปเหมือนมาแฟชั่นชู้ต บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
แต่แล้วความแปลกแรกก็เกิดขึ้น เมื่อฝนหยิบมือถือมาเซลฟี่กับกระจกสีด้านหลัง ในภาพมีใบหน้าของเด็กหญิงยิ้มหวานอยู่ตรงมุม ทั้งที่ในความจริงไม่มีใครยืนตรงนั้นเลย
“เอาจริงดิ? หรือเงาสะท้อน?” ทุกคนรีบมุงดู แต่พอหันกลับไปก็ไม่มีอะไร เธอหัวเราะบอกว่า “คงแสงหลอกตา” แล้วก็อัปลงสตอรี่ไอจีทันที
ผมพยายามไม่คิดมาก แต่ไม่นาน ไอซ์ที่ถ่ายด้วยกล้องจริงจังกลับซีดหน้า เขาส่งกล้องมาให้ดู ในภาพมีเพื่อนอีกคนของเรา—โบ้—นั่งก้มหน้าอยู่ในม้านั่งด้านหลัง ทั้งที่ตอนถ่ายรูปนั้นโบ้ยืนข้างผมตลอดเวลา
“อย่าเล่นมุขนี้นะโว้ย” โบ้บ่น แต่ทุกคนเงียบ เพราะรูปมันชัดเกินไป
เราพยายามเดินชมรอบๆ บรรยากาศยิ่งแปลกขึ้นเรื่อยๆ เสียงเหมือนเพลงสวดเบาๆ ดังลอยมา ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยู่ที่นี่มานาน เสียงนั้นไม่ใช่ภาษาที่เรารู้จัก แต่ทำนองมันเหมือนสะกดใจให้ฟังต่อไปเรื่อยๆ
จู่ๆ กระจกสี้าที่เคยแตก กลับค่อยๆ ต่อกลับมาเองทีละแผ่นเหมือนภาพกำลังย้อนเวลา ทุกคนยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรง ไม่มีใครกล้าหัวเราะเหมือนตอนแรก
ไม่นาน โบ้หยิบมือถือมาถ่ายเล่นอีกครั้ง แต่ทันทีที่เขากดชัตเตอร์…ตัวเขาเองก็หายไปจากข้างๆ ผม! มือถือร่วงกระแทกพื้น หน้าจอยังโชว์ภาพล่าสุด เป็โบ้นั่งอยู่หลังแท่นบูชา มองตรงมายังกล้องราวกับถูกขังอยู่ในนั้น
“เฮ้ย! โบ้อยู่ไหน!” เราะโ แต่เสียงสะท้อนกลับเหมือนมีคนหัวเราะเบาๆ ตามมา
หลังจากนั้นเพื่อนๆ เริ่มหายไปทีละคน ทุกครั้งที่ถ่ายรูปจะมีใครสักคนหายตัวไป เหลือเพียงร่างในกระจกที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเหมือนนิทรรศการเงามนุษย์ พวกเขามองตรงมา ยิ้มแปลกๆ และยกมือทักทายช้าๆ
เหลือเพียงผมกับฝน เธอตัวสั่น มือถือเกือบหลุดจากมือ “เราต้องออกไป พีท!” เธอะโวิ่งไปทางประตู แต่ไม่ว่าผลักออกกี่ครั้ง ข้างนอกกลับกลายเป็ภายในโบสถ์เดิมซ้ำๆ ประตูทุกบานพาเรากลับเข้ามาที่เดิม
เพลงสวดดังชัดขึ้น กระจกสีทั้งหมดกลับสมบูรณ์งดงาม ราวกับโบสถ์ย้อนคืนสู่วันรุ่งโรจน์ แสงหลากสีสาดลงมาปกคลุมร่างเรา ฝนพยายามหยิบมือถือขึ้นมาดูเส้นทาง แต่ก่อนเธอจะกดถ่าย ผมแย่งมือถือมาโยนทิ้งพื้น เธอกรีดร้องใส่หน้า “นายทำอะไร!”
เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้นรอบๆ กระจกสะท้อนภาพเพื่อนทั้งสี่คนก่อนหน้าที่หายไป ทุกคนยืนเรียงแถวอยู่ด้านใน บางคนร้องไห้ บางคนยิ้ม พวกเขาเอื้อมมือออกมาเหมือนจะดึงเราเข้าไป
ทันใดนั้น ผมรู้สึกเหมือนบางอย่างกระชากร่างผมให้เซไปทางกระจก ฝนคว้ามือผมไว้สุดแรง ก่อนเธอจะหายวับเข้าไปแทนที่! ตอนนั้นเองผมเห็นภาพเธอปรากฏอยู่ในกระจกสี ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วเลือนหายไป
เหลือเพียงผมที่ยืนตัวสั่นอยู่กลางโบสถ์ว่างเปล่า ไม่มีใครเหลืออีกแล้ว
ในที่สุดผมก็ผลักประตูออกมาได้ แสงแดดยามเย็นส่องเข้าตา หมู่บ้านด้านนอกเงียบสงัดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเดินออกมาเหมือนคนไร้ิญญา
แต่เมื่อหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูภาพสุดท้ายที่ถ่ายไว้…ผมกลับไม่ปรากฏในนั้น มีเพียงเก้าอี้ไม้แถวหน้าโล่งเปล่า และกระจกสี้าสะท้อนภาพร่างของ “ผม” ยืนอยู่ข้างใน ยิ้มให้ตัวเองในโลกภายนอกอย่างเ็า
ผมไม่แน่ใจเลยว่า ตอนนี้ผมยังอยู่ในโลกจริง หรือเพียงแค่เป็เงาที่ติดอยู่ในกระจกสีต้องสาปไปตลอดกาล
