ตอนที่ 11: ยกมือเลือก
ฉู่เฉิงไม่กล้าแม้แต่จะคิด ตัวเขามีสภาพแบบนี้จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ยังไง แต่เขาก็ไม่อยากทำให้หลินซีผิดหวังจึงยกยิ้มตกปากรับคำอย่างกระตือรือร้น “ผมจะพยายามครับพี่” “ดี ตอนนี้ทำแบบฝึกข้างบนให้หมดก่อน ห้ามผิดด้วย” หลินซียื่นสมุดแบบฝึกหัดให้เขา ฉู่เฉิงก้มหัวเริ่มคิดคำนวณอย่างว่าง่าย แผ่นไม้เรียบบนเข่าของฉู่เฉิงถูกใช้เป็นโต๊ะแก้ขัด เหนือหัวเป็นเพิงไม้ที่พังลงไปแล้วครึ่งหนึ่ง หลินซีทอดถอนใจ สภาพไม่พร้อมเลยจริงๆ ตั้งแต่ไม่สามารถสอนหนังสือให้ฉู่เฉิงในที่พักยุวปัญญาชนได้ ทั้งสองจึงต้องใช้กระท่อมแห่งนี้เป็นห้องเรียน ปัจจัยในการเล่าเรียนไม่เพรียบพร้อมสมบูรณ์ ฝนตกหรือลมแรงล้วนส่งผลกระทบทั้งสิ้น ข้อดีอย่างเดียวก็คือความเงียบสงบ เมื่อฉู่เฉิงยื่นสมุดส่งมาให้หลินซี ตัวหนังสือบนนั้นแม้จะดูออกว่าเพิ่งเริ่มหัดเขียน แต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก หลังจากหลินซีตรวจแล้วไม่เจอจุดผิดจึงยื่นมือออกไปลูบหัวเด็กน้อยแล้วกล่าวชมเขาจนทำให้ฉู่เฉิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย หลินซีหยิบถุงกระดาษขึ้นมา ด้านในคือหมั่นโถวไส้เนื้อที่หลินซีซื้อมาจากร้านค้าในระบบ ฉู่เฉิงมองจนน้ำลายแทบหก แป้งสาลี ยากนักที่ฉู่เฉิงจะพบหมั่นโถวที่ทำจากแป้งสาลีสักครั้ง ถ้าไม่ใช่ช่วงฉลองปีใหม่ จะมีใครในหมู่บ้านตัดใจเอาแป้งสาลีมาทำหมั่นโถวได้อย่างไม่รู้สึกเสียดาย หลินซียื่นให้ฉู่เฉิงโดยบอกเขาว่าสิ่งนี้คือรางวัล ฉู่เฉิงจึงรับหมั่นโถวแล้วกัดลงไปคำโต ไส้เนื้อด้านในส่งกลิ่นหอมอบอวลฟุ้งไปโดยรอบ ฉู่เฉิงรีบร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น “พี่ครับ เป็นไส้เนื้อด้วย” หลินซีมองตอบฉู่เฉิงด้วยรอยยิ้ม เจ้าเด็กน้อยดูท่าจะหิวมากจนต้องเคี้ยวเข้าไปคำใหญ่คำโต หลินซีเห็นแล้วก็ขมวดคิ้วพลางเอ่ยเตือนออกไป “กินช้าๆ หน่อย เคี้ยวให้ละเอียด ไม่งั้นจะไม่ดีต่อกระเพาะ” มือของฉู่เฉิงชะงักไป จากนั้นก็ก้มหัวกินต่อช้าๆ หลินซีเห็นเขาไม่ดีใจเหมือนในตอนแรกก็กลัวจะไปทำลายความมั่นใจของเขาจึงกล่าวต่อ “หมอบอกว่าการเคี้ยวให้ละเอียดแล้วค่อยๆ กลืนจะสามารถช่วยการทำงานของกระเพาะเราได้ อาหารชิ้นใหญ่พอลงท้องไปกระเพาะก็ต้องบดมันให้แหลก ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนเป็นการเพิ่มภาระให้กระเพาะ เข้าใจหรือเปล่า” ฉู่เฉิงกลืนอาหารที่อยู่ในปากแล้วพูดขึ้น “ผมรู้ พี่หวังดีกับผม” เห็นฉู่เฉิงเข้าใจหลินซีก็ปลื้มใจ จากนั้นฉู่เฉิงยังกล่าวต่อด้วยว่า “เมื่อก่อนตอนผมอยู่บ้านต้องรีบกินให้ไว ไม่งั้นของจะหมดจนไม่ได้กิน พี่สาวสบายใจได้ ต่อไปผมต้องทำแบบที่พี่สอนแน่” หลินซีพอจะเดาสภาพความเป็นอยู่ของฉู่เฉิงเมื่อก่อนได้ มองดูรูปร่างซูบผอมของเขา ในใจของหลินซีก็รู้สึกเศร้าหมองแต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมา ข้อดีของการย้ายมาที่กระท่อมไม้คือหลินซีสามารถจัดหาอาหารให้ฉู่เฉิงเพิ่มได้อีกส่วน ตอนนี้หมู่บ้านมอบเสบียงช่วยเหลือแก่ฉู่เฉิงจำนวนหนึ่งแล้ว แต่มันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับฉู่เฉิงอยู่ดี หมอซ่งช่วยอีกนิด หลินซีเพิ่มอีกหน่อย จึงพอจะถูไถประคองชีวิตของฉู่เฉิงไปได้ หลินซีเห็นเขาทั้งผอมและตัวเล็กจนดูไม่เหมือนเด็กสิบขวบเลยสักนิดจึงตัดสินใจกัดฟันซื้อซาลาเปาไส้เนื้อจากร้านค้าใจดำมาเสริมให้เขา สำหรับฉู่เฉิงแล้วสิ่งนี้คือรางวัลที่ดีที่สุด การขอมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์อนามัยไม่ใช่แผนระยะยาว แต่ตอนนี้หลินซีก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว ฉู่เฉิงไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเลยแม้แต่น้อย เขาจึงตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก ในทุกๆ วันหลินซีจะสอนให้เขารู้จักตัวอักษร เขาก็ตั้งใจคัดเขียน สอนเขาคำนวณ เขาก็ทำได้ดีและรวดเร็ว หลินซีรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีความสามารถในการเรียนรู้ เสียดายก็แต่เวลาหลายปีที่เสียไป แต่ก็ไม่รู้ว่าต่อไปครอบครัวที่รับเขาไปเลี้ยงจะยินยอมให้เขาเรียนหนังสือต่อหรือไม่ หลินซีคิดไม่ตกเรื่องฉู่เฉิง ถังเจี้ยนกั๋วก็กลัดกลุ้มเรื่องฉู่เฉิง และแม้แต่ฉู่เฉิงเองก็กังวล เขาไม่อยากถูกคนรับไปเลี้ยงเลยด้วยซ้ำ เขาไม่ต้องการแยกจากหลินซี เวลานี้เป็นช่วงที่เขามีความสุขที่สุด แต่เขายังเล็กและต้องการคนมาดูแลความเป็นอยู่ของเขา ซึ่งหลินซีไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ ฉู่เฉิงภาวนาอยู่ในใจเงียบๆ ว่าทางที่ดีขอให้ไม่มีใครรับเขาไปเลี้ยงเพราะที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว แล้วคำอธิษฐานของเขาสัมฤทธิ์ผล หลังจากเสาะหามาหลายหมู่บ้าน ถังเจี้ยนกั๋วก็ยังไม่เจอคนที่ยินดีรับเลี้ยงฉู่เฉิงเลย หลายวันมานี้ผู้แทนฯถังจึงร้อนใจจนปากขึ้นตุ่มพอง ระยะหลังมานี้หลินซีคิดแต่เรื่องของฉู่เฉิงจนไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบข้าง หลังกินข้าวเสร็จจู่ๆ เธอก็พบว่าบนโต๊ะอาหารนั้นเงียบมาก เมื่อก่อนทุกคนจะคุยเล่นกันบ้าง แต่ไม่กี่วันมานี้กลับพูดกันอยู่แค่ไม่กี่คำ หลินซีเพิ่งจะรู้สึกถึงความผิดปกติของที่พักยุวปัญญาชนก็ตอนนี้เอง หลังมื้ออาหารหานเหม่ยฟางก็มาคุยเล่นที่ห้องของหลินซี เธอใส่ใจยุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่เป็นอย่างมาก สอบถามว่ามีความยากลำบากตรงไหนบ้าง ต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่า หลินซีรู้สึกแปลกใจกับคำถามพวกนี้ เธอควรถามตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขายุ่งกันขาขวิด ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทำแล้วยังจะลำบากอะไรได้อีก ก่อนหน้านี้หานเหม่ยฟางไม่เคยจะมานั่งคุยอยู่ที่ห้องของพวกเธอนานแบบนี้ แต่มาวันนี้กลับมีท่าทางกระตือรือร้นแปลกๆ แต่ไม่นานก็มีคนมาตอบข้อสงสัยของหลินซี ขณะที่กำลังต้มน้ำอยู่ในครัว หลิวเสียก็เดินเข้ามายื่นกระติกน้ำร้อนให้หลินซี “น้องหลิน ถ้าน้ำเดือดแล้วขอแบ่งให้ฉันหน่อยนะ”“ได้สิ” หลินซีมองดูกาน้ำที่ส่งเสียงซู่ๆ ดูท่ายังต้องรออีกหน่อย แล้วจู่ๆ หลิวเสียก็ขยับเข้ามาใกล้หลินซีแล้วพูดข้างหูเธอ “หานเหม่ยฟางไปที่ห้องพวกเธออีกแล้วใช่รึเปล่า” หลินซีจ้องหลิวเสียรอให้เธอพูดต่อ หลิวเสียจึงแบะปากแล้วพูดต่อ “เธอนะ เริ่มแสดงตัวอีกแล้ว รู้ไหมทำไม” หลินซีส่ายหัวใช้สายตารอคอยจ้องไปยังหลิวเสียพร้อมใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้ จากนั้นหลิวเสียก็พูดด้วยเสียงที่ต่ำกว่าเดิม “จะมีการคัดเลือกนักศึกษาจากทหาร ชาวนา และกรรมกรแล้วน่ะสิ” หลินซีคิดไม่ถึงจริงๆ จึงถามกลับไปเสียงเบา “ไม่ใช่ให้สิทธิ์คนในหมู่บ้านเหรอ พวกเราก็มีสิทธิ์ด้วยเหรอ” “ฉันได้ยินว่าครั้งนี้เราก็มีสิทธิ์ เพราะยุวฯในหมู่บ้านอื่นโวยวายว่าการคัดเลือกไม่ยุติธรรม เอาแต่พรรคพวกตัวเอง กีดกันพวกยุวปัญญาชน เพราะแบบนั้นเบื้องบนถึงมีคำสั่งให้โอกาสกับยุวปัญญาชนด้วย รอบที่แล้วหมู่บ้านของเราเลือกคนในหมู่บ้านไปสองคน รอบนี้มอบสิทธิ์ให้พวกเราหนึ่งชื่อ แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่ได้อยู่แล้ว” “ถ้าอย่างนั้นจุดมุ่งหมายของพี่หานก็คือต้องการให้พวกเราเลือกเธอเหรอ” หลินซีคาดเดาเจตนาของหานเหม่ยฟาง หลิวเสียตอบกลับอย่างไม่ชอบใจ “ยังไงซะฉันก็ไม่เลือกเธอหรอก เสแสร้งทำตัวเป็นคนดี ฉันว่าฟางฉวนจื้อจริงใจกว่าเยอะ” หลินซีมองหลิวเสียแล้วกล่าว “หรือยุวฯฟางก็จะเข้าร่วมคัดเลือกด้วย” “ทำไม เธอคิดว่าฟางฉวนจื้อมีคุณสมบัติไม่พอเหรอ” ในน้ำเสียงของหลิวเสียมีความไม่พอใจ หลินซีรีบอธิบาย “ใช่ที่ไหน ยุวฯฟางทั้งเป็นมิตรทั้งใส่ใจคนอื่นมาโดยตลอด ช่วยเหลือฉันมาก็หลายครั้ง ถ้าเขาถูกเลือกไปได้ก็ดี” “ใช่ เขาเป็นยุวปัญญาชนกลุ่มแรกที่มาที่นี่ ยืนหยัดมาถึงตอนนี้ได้ก็ไม่ง่ายเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับเขา” ในคำพูดของหลิวเสียมีความเศร้าสร้อย หลินซีรู้สึกว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาแล้ว ย้อนกลับมาคิดดูเรื่องพัฒนาการของประวัติศาสตร์ คาดว่ายุวปัญญาชนเหล่านี้ยังต้องหาประสบการณ์จากที่นี่ไปอีกหลายปี เมื่อเทียบกับหานเหม่ยฟางแล้ว ฟางฉวนจื้อใช้ชีวิตปกติธรรมดาเหมือนเดิม ทุกวันออกไปทำงาน กลับมาก็ออกไปตักน้ำ หาฟืนกับพวกยุวปัญญาชนชาย เวลาว่างก็เล่นหมากหรืออ่านหนังสือ ไม่กี่วันต่อมาเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ในหมู่บ้านก็ดังขึ้นเพื่อต้องการให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่โรงอาหารใหญ่ ในวันนี้โรงอาหารว่างเปล่าเพราะไม่ได้มาเพื่อกินเลี้ยง ทุกครั้งที่ผู้แทนฯถังเรียกทุกคนมาประชุมจะใช้โรงอาหารแห่งนี้เป็นห้องประชุมแทน ถังเจี้ยนกั๋วยกเครื่องขยายเสียงประกาศให้ทุกคนฟัง “คืนนี้จะทำการคัดเลือกนักศึกษาจากทหาร ชาวนา และกรรมกรด้วยการยกมือ คนที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะชนะไป โดยนักศึกษาหนึ่งคนจะเลือกจากชาวบ้านในหมู่บ้าน และอีกหนึ่งคนจะเลือกจากพวกยุวปัญญาชน” คนในหมู่บ้านถูกเลือกออกมาสองคน พวกเขาล้วนเรียนจบมัธยมปลายกันมาแล้ว ปกติพวกเขาก็ทำงานเก่ง แถมมนุษยสัมพันธ์ก็ดีด้วย ส่วนด้านยุวปัญญาชนก็มีสมัครสองคนคือฟางฉวนจื้อและหานเหม่ยฟาง สองคนสบตากันเสร็จต่างฝ่ายต่างก็หันสายตาไปทางอื่น ผู้แทนฯถังเรียกชื่อใคร ชาวบ้านที่เห็นด้วยก็ยกมือ ตอนที่เรียกชื่อหานเหม่ยฟาง ในกลุ่มยุวปัญญาชนนอกจากวังเสี่ยวเจิน โจวหลายตี้ และอวี่หลินหลินแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครยกมือเลย หานเหม่ยฟางส่งสายตาแปลกใจมายังหลินซีที่วางสีหน้าเรียบเฉย พอเรียกชื่อฟางฉวนจื้อยุวปัญญาชนคนที่เหลือต่างก็พากันยกมือขึ้น รวมถึงหลินซีด้วย หานเหม่ยฟางรู้สึกว่าในเมื่อหลินซีไม่เลือกตนก็ควรจะสละสิทธิ์ในการออกเสียง แต่เธอกลับยกมือให้กับฟางฉวนจื้อ แบบนี้ก็หมายความว่าไม่ต้องการเลือกเธอ ปกติแล้วหลินซีกับฟางฉวนจื้อพูดคุยกันน้อยมาก แม้กระทั่งกับยุวปัญญาชนชายคนอื่นหลินซีก็ไม่ค่อยได้คุยด้วยสักเท่าไร เรื่องนี้ทำให้หานเหม่ยฟางคิดยังไงก็ไม่เข้าใจจริงๆ แต่เวลานี้เธอไม่สนใจกับข้อสงสัยนี้แล้ว เพราะเธอแพ้คะแนนเสียงแล้ว เธอได้คะแนนเสียงน้อยกว่าฟางฉวนจื้อสี่เสียง ทางด้านฟางฉวนจื้อที่มีมาดสุขุมมาตลอดตอนนี้ก็เก็บอาการดีใจไว้ไม่มิด บ้างจับมือบ้างแตะไหล่กับยุวปัญญาชนชายเพื่อแสดงความยินดี ส่วนหานเหม่ยฟางก็มีสีหน้าหมองคล้ำมองฟางฉวนจื้อที่ดีอกดีใจจนควบคุมอาการตัวเองไม่ได้ เมื่อกลับมายังศูนย์ที่พักยุวปัญญาชน หายเหม่ยฟางก็กลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมาพลางเอ่ยปากถามหลินซี “หลินซี เธอไม่พอใจฉันรึเปล่า มีอะไรก็พูดกันตรงๆ สิ ทำไม ทำไมต้องทำอย่างนี้” หลินซีเห็นท่าทางของเธอแล้วก็รู้สึกน่าขัน หานเหม่ยฟางผู้ร่าเริงวางตัวดีมาโดยตลอดก็มีช่วงน้ำตาเล็ดด้วย แต่ก่อนเรียกเธอน้องหลินมาตลอด แต่มาวันนี้กลับเรียกชื่อเต็มเสียแล้ว คนเราช่างเปลี่ยนได้ไวเหลือเกิน หลินซีทำหน้าไร้เดียงสาตอบกลับไป “พี่หาน ฉันไม่ชอบที่พี่พูดแบบนี้เลย ฉันไม่พอใจพี่ตอนไหนกัน แค่เพราะฉันไม่ได้ยกมือให้พี่เหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันว่าพี่คิดมากเกินไปแล้ว” “แล้วทำไมเธอถึงไม่ยกมือให้พี่หาน ปกติพี่หานดีกับเธอมากนะ ไม่สำนึกบุญคุณเอาซะเลย” วังเสี่ยวเจินได้โอกาสตำหนิหลินซี ใบหน้าของหลินซีเปื้อนยิ้มน้อยๆ “ฉันรู้ว่าพี่หานดีกับเรา แต่การเลือกนักศึกษาจากทหาร ชาวนา และกรรมกร นอกจากนิสัยใจคอแล้วยังต้องดูที่ความสามารถในการทำงานและวุฒิการศึกษาด้วย อีกอย่างยุวฯฟางก็อายุมากแล้ว ฉันก็เลยเลือกเขาเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้อาวุโสกว่า ไม่มีเจตนาอื่นเลย พี่หาน พี่อย่าคิดมากเลยนะ ปีหน้ามีโอกาสอีกฉันเลือกพี่แน่” หานเหม่ยฟางอึ้งไปกับคำพูดของหลินซี ทันใดนั้นนอกประตูก็มีเสียงคนปรบมือ ผู้มาใหม่มีสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมพูดขึ้น “พี่หาน ไม่เป็นไรนะ อย่าเสียใจไปเลย เอาตามที่ยุวฯหลินพูดนั่นแหละ รอบหน้าพวกเรายุวปัญญาชนทุกคนจะพากันยกมือให้พี่แน่นอน พี่รีบเรียกกำลังใจคืนมาตั้งใจทำดีต่อไปเถอะ พวกเราทุกคนรับรู้กันหมดนั่นแหละ” คนพูดคือหยวนเฮ่อ ขณะที่ฟังคำพูดของเขา หานเหม่ยฟางเดี๋ยวก็หน้าเขียวเดี๋ยวก็หน้าซีด หลินซีขบคิดอยู่สักพักก็รู้สึกว่าในคำพูดของหยวนเฮ่อมีความนัยแอบแฝง หานเหม่ยฟางรับรู้ได้ว่าทุกคนไม่พอใจในตัวเธอ จะโต้เถียงต่อไปก็ไม่ช่วยอะไร เธอจึงได้แต่ฝืนยิ้มแล้วเดินคอตกกลับห้องของตัวเองไป ผลสรุปออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วรายชื่อก็ถูกส่งขึ้นไป ต้องรอให้เบื้องบนพิจารณาสั่งการก่อนถึงจะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ต่อมาหานเหม่ยฟางก็ทำตัวนอบน้อมมากขึ้นและไม่สวมบทเป็นพี่ใหญ่อีกแล้ว หลิวเสียเคยถามหลินซีว่าทำไมถึงยกมือให้ฟางฉวนจื้อ หลินซีรู้สึกว่าฟางฉวนจื้อปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความจริงใจ มีความเป็นพี่ใหญ่โดยแท้ หลิวเสียจึงจ้องมองหลินซีแล้วพูดขึ้น “ฉันดูเธอผิดไปจริงๆ คิดไม่ถึงว่าเธอจะเป็นคนฉลาด ต่อไปก็ระวังตัวหน่อย เพื่อนร่วมห้องของเธอทั้งสองคนก็ไม่เป็นมิตร แล้วยังมีหานเหม่ยฟางอีก ทำอะไรก็ระวังหน่อยแล้วกัน” หยวนเฮ่อก็เคยพูดแบบนี้กับเธอ อาจเพราะฟางฉวนจื้อจะไปแล้ว ตอนนี้เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่หมกตัวทบทวนตำราอยู่แต่ในห้อง ทำให้หยวนเฮ่อค่อยๆ ขึ้นมาเป็นผู้นำทางฝั่งยุวปัญญาชนชายแทนฟางฉวนจื้อ