บทที่ 4 บ่มเพาะ
“ไป๋หลิงเยี่ย! จงฟังให้ดี! ท่านอาจารย์จากพวกเราไปแล้ว”
ทันทีที่ได้รับคำยืนยันจากปากไฉหรงฉ่าง ศิษย์เอกแห่งสำนักซานอย่างไป๋หลิงเยี่ยเกิดอาการเข่าอ่อน ทรุดทั้งยืน ไป๋หลิงเยี่ยร่ำไห้หนักขึ้นเมื่อได้ยินข้อเท็จจริงจากปากหรงฉ่างที่กำลังอธิบายต่อไปอีกว่า สำนักซานถูกผู้ไม่ประสงค์ดีบ่อนทำลายจนป่นปี้ ส่วนจะถามหาว่าผู้ใดคือตัวการ หรงฉ่างเองก็ตอบให้ไม่ได้
เพราะก่อนจากกันท่านอาจารย์ไม่ได้อธิบายตื้นลึกหนาบาง...
ยามคับขัน...ท่านอาจารย์าุโที่เจียนจะสิ้นใจ ฝืนรวบรวมแรงเพื่อส่งหรงฉ่างออกจากทางลับ แล้วทุกอย่างก็จบลงเท่านั้น ท่านอาจารย์ฝากฝังและเน้นย้ำว่า ไม่ให้ไฉหรงฉ่างหันหลังกลับมาอีก และไม่จำเป็ต้องรู้ว่าผู้ใดทำร้ายท่านอาจารย์
ในคราแรกหรงฉ่างคิดจะหาหนทางกลับเข้าไปช่วยหลิงเยี่ย ทว่าคาดไม่ถึงว่าหลิงเยี่ยไม่ได้ถูกกักบริเวณ แต่ถูกส่งออกมารอหรงฉ่างที่หลังหุบเขา แค่นี้ก็น่าจะอนุมานได้ไม่ยาก ว่าท่านอาจารย์พยายามปกป้องหรงฉ่างกับหลิงเยี่ยอย่างสุดความสามารถแล้ว
“เด็กน้อยเอ๋ย ลำพังพวกเ้าสองคน ที่เป็แค่ผู้เยาว์วัยสี่ขวบ จะไปเอาชนะใครเขาได้ ทางที่ดีอยู่ให้ห่างวงจรความแค้น หันหลังให้ยุทธภพแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ อย่างที่อาจารย์ของพวกเ้าเฝ้าหวังเถอะ”
ผู้าุโแซ่หวังตักเตือนเด็กทั้งสองในฐานะที่ตนเป็คนที่ผ่านโลกมามาก
“แต่อาจารย์ข้าตายไปทั้งคน จะให้ข้าทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร”
ไป๋หลิงเยี่ยทั้งพูดทั้งสะอื้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเคืองแค้น หากเป็ไปได้…ไป๋หลิงเยี่ยอยากเลาะเนื้อเถือกระดูกของคนสารเลวพวกนั้นให้หมด
“อะ...เอ่อ...เป็ไปได้หรือไม่ ว่าคนเ่าั้จะเป็ต้นตอที่ทำให้สำนักซานเกิดเื่?”
หลังจากยืนเงียบอยู่นาน จู่ ๆ จั่วซู่ก็พูดขึ้นมา สีหน้าค่าตาของเขาเต็มไปด้วยการนึกคำนวณโดยไม่รู้ตัว จะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกท่านอาจารย์หวังเดินมาทุบกระบาลเข้าให้ “เ้าศิษย์โง่! ข้าอุตส่าห์พูดโน้มน้าว แต่เ้ากลับสอดปากเข้ามาพูดยุยง ใช้ไม่ได้ เป็ศิษย์ที่ใช้ไม่ได้!”
“พี่หวัง! ท่านรู้เห็นอะไร บอกพวกข้ามาให้หมด” เด็กชายสองชีวิตถลึงตาคาดขึง กดดันหวังจั่วซู่ ยามนี้จะเปลี่ยนใจไม่บอกไม่กล่าว ก็คงไม่ทันแล้ว
“ก็ท่านอาจารย์เป็คนบอกกับข้าเอง ว่า่ที่ข้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร เผอิญมีกลุ่มคนต่างถิ่นขี่ม้าแกร่งห้อผ่านไปทางนี้ตั้งหลายสิบคน หน่วยก้านดี มีชั้นเชิง ดูภูมิฐาน ท่าว่าจะไม่ใช่ชาวยุทธ์ที่เห็นกันได้ทั่ว ๆ ไป” หวังจั่วซู่สำรอกสิ่งที่ตกทอดจากปากอาจารย์ให้เด็กทั้งสองฟังจนหมดเปลือก ทำเอาผู้าุโหวังถึงขั้นต้องยกมือคลึงขมับ
“ก่อนพบอาจารย์ในสภาพอิดโรย ข้าเห็นหน้าพวกมัน!”
ไฉหรงฉ่างที่เคยถูกล้อเลียนว่าเป็เด็กอ้วนไม่เป็โล้ไม่เป็พาย วินาทีนี้ไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกแล้ว แม้ร่างกายอวบอิ่มไม่เหมือนคนฝึกยุทธ์ ทว่าดวงตากลมโตของเด็กชายลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยาน
“เอาเถอะ ในเมื่อกล่อมเกลาพวกเ้าไม่ได้ งั้นปล่อยให้มันเป็เื่ของโชคชะตาก็แล้วกัน ส่วนผู้เฒ่าอย่างข้าไม่มีอะไรจะมอบให้พวกเ้า นอกจากเงินเล็กน้อย ขนานยาสองขวด กับแป้งจี่ไม่กี่สิบแผ่น พวกเ้าทั้งสองจงเดินทางไปพบสหายข้า ผู้มีนามว่า ปรมาจารย์กง กงซิ่งอวี่ ที่เมืองกัวฉู่ทางตอนใต้”
ในเมื่อห้ามปรามเด็กสองคนไม่ได้ หวังเยี่ยนเฟิงก็จำต้องสนับสนุนคนทั้งคู่ ด้วยการส่งไฉหรงฉ่างไปพบสหายเก่าอย่างกงซิ่งอวี่ คนผู้นี้เลื่องลือด้านการฝึกบำเพ็ญพลังยุทธ์จากเส้นปราณบริสุทธิ์ ซึ่งใน่เวลานี้กงซิ่งอวี่ในวัยเจ็ดสิบปีเป็ราชครูาุโในเมืองกัวฉู่
ได้พบกงซิ่งอวี่หนึ่งหนถือเป็วาสนาผูกพันกันมาั้แ่ชาติปางก่อน ด้วยชื่อเสียงของคนผู้นี้ ใช่ว่าใครอยากพบก็จะพบได้ง่าย ๆ แต่หากเอ่ยปากว่าหรงฉ่างกับหลิงเยี่ยคือคนที่ผู้เฒ่าหวังส่งไป ไม่เพียงได้พบกงซิ่งอวี่ตัวเป็ ๆ ตลอดจนได้รับการต้อนรับอย่างดี เ้านั่นยังจะอ้าแขนรับไฉหรงฉ่าง ยินดีถ่ายทอดวิชาปราณวิสุทธิ์ให้โดยไม่มีข้อกังขา
ระหว่างที่ผู้เยาว์ทั้งสองออกเดินทาง หวังเยี่ยนเฟิงที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชุนไหลซึ่งห่างไกลความเจริญพอตัว ยินดีเขียนจดหมายฝากฝังด้วยพิราบ ส่งตรงไปยังจวนปรมาจารย์กง รับรองว่าก่อนที่เด็กสองชีวิตจะเดินทางไปถึง จดหมายสำคัญฉบับนั้นจะต้องถึงมือกงซิ่งอวี่แล้ว
ʘᴥʘ
“ขอบคุณท่านผู้าุโที่ชี้แนะ พวกข้าทั้งสองจะไม่ลืมบุญคุณ” ไป๋หลิงเยี่ยปาดน้ำตาทิ้งอย่างน่าเอ็นดู พร้อมกับคุกเข่าหมอบคำนับปรมาจารย์หวังอย่างนอบน้อม ด้านไฉหรงฉ่างก็ปฏิบัติไม่ต่างกัน ถือเป็วาสนาที่ได้พบพาน หากมีโอกาสไฉหรงฉ่างคนนี้จะกลับมาแทนคุณอย่างแน่นอน
แต่ก่อนจะออกเดินทางไกล ไฉหรงฉ่างจำเป็ต้องพักฟื้นอยู่ที่นี่อีกสองสามวันเพื่อให้ร่างกายดีขึ้น อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้หรงฉ่างเพิ่งฟัดกับคนในสังเวียนมา แล้วยังไปมีเื่ชกต่อยกับมิ่งซีถวนอีก อาการจับไข้เริ่มทุเลาเบาบาง แต่ใช่ว่ารอยฟกช้ำบนตัวจะหายง่าย ๆ เหมือนอุณหภูมิบนร่างกาย
ระหว่างพักรักษาตัวอยู่ในกระท่อมหลังเก่าของหมอยาแซ่หวัง นอกเหนือจากการช่วยงานจิปาถะจำพวกหั่นยาและตากตัวยา ไป๋หลิงเยี่ยกับไฉหรงฉ่างที่สบโอกาสมีเวลาว่าง ก็จะชวนกันออกมาวาดไม้ถกมือ ฝึกวิชายุทธ์ขั้นพื้นฐานให้แก่กัน
เป็โอกาสอันดีที่จะเริ่มฝึกวรยุทธ์อย่างจริงจัง เพราะผนึกในกายหรงฉ่างถูกทลายลงแล้ว แน่นอนว่าเส้นปราณสองสาย และหยกิญญาที่ไหลเวียนอยู่ในกายของหรงฉ่างจะต้องเกื้อหนุนให้เขาก้าวหน้ากว่าคนทั่วไปแน่นอน
พอมาสังเกตดี ๆ จะพบความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง!
นั่นก็คือไฉหรงฉ่างเป็เด็กอ้วน ที่แต่เดิมเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวสักเท่าไหร่ แต่พอถูกทลายผนึก สภาพร่างกายภายนอกหรือแม้แต่รูปลักษณ์อ้วนลงพุงของเขา ไม่เป็อุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย สำคัญที่สุดคือไฉหรงฉ่างฝึกสิบแปดกระบวนท่ารวดเดียวจบโดยไม่หยุดพัก กระนั้นยังไม่แสดงอาการหอบเหนื่อยให้เห็นแม้แต่น้อย ถือเป็หนึ่งในสัญญาณดีที่กำลังชี้นำให้เห็นว่า พลังปราณในกายของหรงฉ่างไหลเวียนได้ดีขึ้น
“ผู้าุโอย่างข้าผ่านโลกมามาก ยอมรับว่าไม่เคยเห็นใครน่าสนใจได้เท่าเ้าเด็กคนนี้ ไฉหรงฉ่าง…ชื่อนี้เ้าจงจำไว้ให้ดี” ผู้เฒ่าหวังนั่งยกชาอยู่บนพื้นระแนงบ้าน พลางลูบเคราขาว พลางมองเด็กสองคนที่กำลังช่วยกันฝึกวรยุทธ์อยู่กลางลานบ้าน
“เหตุใดข้าต้องจำชื่อของเขาให้ดี ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ” จั่วซู่ที่นั่งดื่มชาเป็เพื่อนอาจารย์หวังอยู่บนพื้นระแนง ได้แต่เหลือบตามองไฉหรงฉ่างแล้วสลับมามองใบหน้าของหวังเยี่ยนเฟิงอย่างคับข้องสงสัย
“นั่นก็เพราะไฉหรงฉ่างมีแววว่าจะกลายเป็ยอดผู้เยาว์แห่งยุค ส่วนผู้เฒ่าอย่างข้าคงอายุขัยไม่นานพอที่จะได้เห็นความเอิกเกริกเ่าั้ ได้แต่ฝากฝังเ้าไว้อย่างนี้” ท่านอาจารย์หวังพูดซะน่าเศร้า แต่ก็อย่างว่า ทุกชีวิตในโลกาไม่อาจหลีกเร้นจากความตาย ยามนี้อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ
“จดหมายที่ท่านอาจารย์ให้ส่ง ข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้พวกเขาน่าจะออกเดินทางั้แ่เช้า ท่านอาจารย์อยากจะฝากฝังอะไรอีกหรือไม่?”
ในใจของหวังจั่วซู่อยากร่วมเดินทางไปกับเด็กทั้งคู่อย่างยิ่ง เพียงแต่ทำเช่นนั้นก็จะเท่ากับอกตัญญู ท่านผู้เฒ่าชราแล้ว ขาดเขาไปสักคนกิจวัตรประจำวันของอาจารย์หวังคงยากลำบากตามประสาคนสูงวัย ดังนั้นสิ่งที่จั่วซู่ทำได้ดีที่สุด คือคอยจัดแจงสัมภาระและรวบรวมข้าวของที่จำเป็ให้กับผู้เยาว์ทั้งสอง
.
.
ยามซวี่สองเค่อ
แสงเทียนในโคมลอยปลิวไสวอยู่บนน่านฟ้า เป็ท่านอาจารย์หวังที่ปล่อยดวงไฟนั้นสู่ห้วงนภา รอบกระดาษไขที่ถูกห่อหุ้มทำเป็ตัวโคม ถูกปัดป่ายไปด้วยอักขระโบราณหลายแห่ง ถอดใจความได้ว่า
‘โชคดี ปลอดภัย สมหวัง ผาสุก’
นี่คือคำอวยพรของผู้าุโที่พึงมีต่อสหายตัวน้อย
หวังเยี่ยนเฟิงถือว่าเป็คนดีคนหนึ่ง แต่เดิมหวังชุบเลี้ยงเด็กทั้งคู่ไว้ข้างกาย และยินดีถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ทั้งหมด ในอนาคตอันใกล้จะมีมหาแพทย์สองนามประดับอยู่ในใต้หล้า อาศัยเพียงคำพูดซึ่งโน้มน้าวคนทั้งสองไม่ได้ ในเมื่อหรงฉ่างกับหลิงเยี่ย้าจากไป ก็จำเป็ต้องหนุนนำในเจตนา ในฐานะผู้าุโก็ทำได้แค่ชี้แนะและอวยพรเท่านั้น
“หรงฉ่าง หลิงเยี่ย อย่างไรพรุ่งนี้พวกเ้าก็ออกเดินทางแล้ว เช่นนั้นก็บอกข้าสักคำ ว่าบิดามารดรของพวกเ้าเป็ใครมาจากไหน” อาจารย์หวังเห็นว่าบนโต๊ะอาหารดูจะเงียบเหงาเกินไปแล้ว จึงหาบทสนทนาขึ้นมาทุ่มถาม ตั้งใจให้โต๊ะอาหารมื้อค่ำมีเื่เล่าขึ้นมาสอดแทรกสักสองสามเื่ ้าใช้มันกลบเกลื่อนความเงียบงัน...