เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกและเสียงเห่ากรรโชกของสุนัขล่าเนื้อดังระงมไปทั่วหุบเขาไร้นาม ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักราวกับฟากฟ้ากำลังจะถล่มลงมา แสงตะเกียงน้ำมันนับสิบดวงวูบไหวไปตามแรงลม เผยให้เห็นร่างของทหารม้าในชุดเกราะสีเงินที่โชกไปด้วยหยาดฝนและโคลนตม แม่ทัพเฉินหยาง ควบม้ามาหยุดนิ่งที่หน้าถ้ำร้อยวายุ ใบหน้าคมเข้มของเขาบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธและพิษไข้ที่ยังไม่หายขาดดี าแที่ต้นขาปวดหนึบจนเขาต้องกัดฟันกรอด ทว่าความเ็ปทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับ "ไฟริษยา" ที่กำลังแผดเผาอยู่ในทรวงอก
"บุกเข้าไป! หากเจอพวกมัน... ข้า้าตัวเม่ยเหลียนกลับมาแบบที่มีลมหายใจ ส่วนไอ้พรานป่านั่น... ให้สับมันเป็หมื่นชิ้น!" เสียงคำรามของเขาถูกกลบด้วยเสียงฟ้าผ่าที่ดังสนั่น
ทหารองครักษ์ฝีมือดีสิบนายชักดาบออกจากฝักแล้วบุกเข้าไปในถ้ำอย่างระแวดระวัง ทว่าภายในถ้ำกลับเงียบสนิท มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบหินและเสียงไม้ฟืนที่ยังหลงเหลือถ่านแดงๆ คุกรุ่นอยู่ เฉินหยางฝืนอาการาเ็ก้าวเดินลงจากหลังม้าอย่างทุลักทุเล เขาเดินเข้าไปในถ้ำด้วยความหวังที่เต็มไปด้วยโทสะ แต่สิ่งที่เขาพบกลับเป็ภาพที่กรีดลึกเข้าไปในจิติญญายิ่งกว่าคมดาบของศัตรูใดๆ
ภายในถ้ำที่มืดสลัว แสงจากถ่านไฟสาดส่องให้เห็น "ที่พักชั่วคราว" ที่เพิ่งถูกทิ้งไว้เพียงไม่กี่อึดใจ กลิ่นอายของไอดินที่ผสมปนเปกับกลิ่นกายบุรุษเพศและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของบุปผาที่เขาคุ้นเคย—กลิ่นของเม่ยเหลียน—ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศหนาแน่นจนเขาแทบจะอาเจียนออกมาเป็เื สายตาของแม่ทัพผู้เกรียงไกรหยุดนิ่งอยู่ที่กองฟางและหนังเสือผืนหนาที่บัดนี้ยับย่นและกระจัดกระจายอย่างผิดที่ผิดทาง
เขาก้าวเข้าไปใกล้กองฟางนั้นช้าๆ หัวใจเต้นระรัวด้วยความลางสังหรณ์ที่เยือกเย็น บนหนังเสือนั้นมีคราบความชื้นและร่องรอยของการ "รุกล้ำ" ที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้ เฉินหยางทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเคียงข้างกองฟางนั้น เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบสิ่งหนึ่งที่วางโดดเดี่ยวอยู่บนแท่นหินข้างๆ... มันคือ "ลูกธนูที่หักปลาย" และกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกปักเอาไว้ด้วยคมธนูนั้น
เขาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้าๆ ลายมือที่อ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวของเม่ยเหลียนปรากฏแก่สายตา ทุกตัวอักษรเปรียบเสมือนยาพิษที่ค่อยๆ ไหลซึมเข้าสู่กระแสเืของเขา
'ท่านพี่เฉินหยาง... หากท่านมาถึงที่นี่ในยามที่กองไฟยังไม่มอดดับ ท่านคงจะได้กลิ่นและััถึงร่องรอยที่ข้าและชายที่ข้ารักทิ้งไว้ในเงามืดนี้ ข้าอยากให้ท่านรู้ว่า ภายในกรงทองที่ท่านพยายามจะกักขังข้า ข้าไม่เคยได้รับความสุขแม้เพียงเศษเสี้ยวทว่าในถ้ำที่เหน็บหนาวแห่งนี้ รสสวาทจากพรานหนุ่มที่ท่านตราหน้าว่าชั้นต่ำ กลับรุ่มร้อนและรุนแรงจนข้ารู้สึกว่ากายาของข้าเพิ่งจะได้เกิดใหม่จริงๆ เป็ครั้งแรก'
เฉินหยางขยำกระดาษในมือจนยับย่น ลมหายใจหอบถี่ ใบหน้าแดงซ่านด้วยความอัปยศถึงขีดสุด ความรู้สึกที่ถูกนอกใจกัดกินสมองของเขาจนเขาจินตนาการภาพเม่ยเหลียนที่นอนสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดของอาซานบนกองฟางที่เขาเพิ่งััไปเมื่อครู่
'ััของเขาช่างจริงใจและโหยหา... แตกต่างจากความเ็าและการบังคับขืนใจที่ท่านเคยกระทำ ทุกจังหวะรักที่เราสอดประสานกันท่ามกลางเสียงฝน ข้ากลับเห็นเพียงใบหน้าที่พ่ายแพ้ของท่านในมโนสำนึก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ข้าสุขสมจนแทบสิ้นสติ... ลาก่อน สามีผู้ที่ล้มเหลวแม้กระทั่งบนเตียงนอนของตนเอง'
"เม่ยเหลียน!!! อ๊ากกก!!!"
เฉินหยางแผดเสียงร้องอย่างสุดเสียง ความอัดอั้นและอับอายพุ่งพล่านจนถึงจุดสูงสุด เขาไอออกมาอย่างรุนแรงก่อนจะถ่มน้ำลายที่มีลิ่มเืปนออกมาลงบนกองฟางที่เป็พยานรักของเมียรักและชู้โฉด ศักดิ์ศรีแม่ทัพที่แบกมาทั้งชีวิตพังทลายลงในพริบตา เขาไม่ได้โกรธเพียงเพราะความหึงหวง แต่เขาโกรธที่ถูกสตรีที่เขาเคยดูถูกเหยียบย่ำ "ความเป็ชาย" ของเขาอย่างเยือกเย็นและสาใจที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
ในขณะที่เฉินหยางกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ในถ้ำ เม่ยเหลียน และ อาซาน บัดนี้กำลังก้าวเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์มืดหลังถ้ำที่นำพาไปยัง "หุบเขาลับ" อีกฝั่งหนึ่ง อาซานยังคงจูงมือนางไว้แน่น ความเงียบภายในอุโมงค์ที่มืดมิดกลับทำให้เม่ยเหลียนรู้สึกสงบอย่างประหลาด นางหันไปมองใบหน้าคมเข้มของชายที่เดินเคียงข้าง แสงจากคบเพลิงในมือเขาเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องนาง
"ข้าทิ้งยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดไว้ให้เขาแล้วอาซาน" เม่ยเหลียนกระซิบ เสียงของนางนิ่งสงบจนน่าขนลุก
อาซานหยุดเดิน เขาหันกลับมารวบร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้งท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำลึก เขาจุมพิตที่ขมับของนางแ่เบา "เ้าช่างร้ายกาจนัก เม่ยเหลียน... ข้าไม่เคยเห็นสตรีใดที่มีไฟแค้นที่งดงามเท่าเ้ามาก่อน"
เขากดร่างของนางพิงกับผนังถ้ำที่เย็นเฉียบ ััที่หยาบกร้านทว่าเร่าร้อนของเขาเริ่มรุกล้ำเข้ามาใต้สาบเสื้อไหมที่เปรอะเปื้อนอีกครั้ง ความตึงเครียดจากการหลบหนีบวกกับความสะใจที่เพิ่งได้ล้างแค้นสามีเยี่ยงนี้ ทำให้อารมณ์ของเม่ยเหลียนพุ่งพล่านจนยากจะควบคุม นางโอบรอบคอเขาพรางบดเบียดร่างกายเข้าหาอกแกร่งอย่างหิวกระหาย
บทรักในอุโมงค์มืดที่ทั้งคู่กำลังใช้หนีตาย กลับกลายเป็ความรัญจวนที่ลึกซึ้งและดุดันยิ่งกว่าเดิม อาซานละเลียดใช้ริมฝีปากขบเม้มไปตามผิวพรรณที่ยังคงอุ่นซ่านของนาง สร้างรอยรักใหม่ทับซ้อนรอยเดิมที่เขามอบให้บนกองฟางเมื่อครู่ เพื่อย้ำเตือนว่าไม่ว่าเฉินหยางจะตามล่ามาถึงเพียงใด ร่างกายนี้ก็เป็สิทธิ์ขาดของเขาเพียงผู้เดียว เม่ยเหลียนหลับตาลงพรางปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความเสียวซ่านที่แลกมาด้วยชีวิต นางไม่ได้หวาดกลัวต่อเสียงะโไล่ล่าที่ดังแว่วมาไกลๆ เพราะในอ้อมกอดนี้ นางคือผู้ชนะที่แท้จริง
พายุฝนภายนอกยังคงไม่หยุดหย่อน เช่นเดียวกับ "พายุแห่งความแค้น" ที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของเฉินหยางที่จะเปลี่ยนชีวิตของคนทั้งสามไปตลอดกาล ศึกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการไล่ล่าชายชู้ แต่มันคือาระหว่างเกียรติยศที่แหลกสลายและความรักที่อยู่เหนือศีลธรรม!