รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับแสงสีทองอ่อนที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างของโรงเตี๊ยม แสงนั้นดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ราวกับจะชะล้างความมืดมิดและบาปกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาให้เลือนหายไป แต่สำหรับแม่นางหลิน แสงแรกของวันใหม่กลับเป็เหมือนใบมีดที่แทงเข้าไปในจิตใจที่บอบช้ำ เตือนให้นางระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องลับใต้แสงตะเกียงริบหรี่เมื่อคืนที่ผ่านมา
แม่นางหลินก้าวออกมาจากห้องพักด้วยชุดขาวสะอาดสะอ้านเช่นเดิม ชุดนักพรตที่เคยเป็สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรี บัดนี้กลับดูราวกับเป็เกราะกำบังที่เปราะบาง ไม่อาจปกปิดความจริงที่ซ่อนอยู่ภายในได้อีกต่อไป ท่าทางของนางยังคงเ็าและสูงส่ง ดวงตาคมกริบฉายแววไร้อารมณ์ใดๆ ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นจริง
แต่ความจริงนั้นหนักอึ้งเกินกว่าที่จะปกปิดได้ด้วยการแสดงออกภายนอก ทุกก้าวที่นางเดิน ทุกลมหายใจที่นางหายใจเข้าออก ล้วนเตือนให้นางระลึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้น ความรู้สึกที่ร้อนผ่าวและเร่าร้อน ความรู้สึกที่ทำให้นางลืมไปแล้วว่าตนเองเคยเป็ใคร เคยมีศักดิ์ศรีอย่างไร
นางเดินผ่านโถงทางเดินของโรงเตี๊ยมอย่างช้าๆ เท้าเปล่าัักับพื้นไม้เย็นเฉียบ ทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อย ความเย็นนั้นแผ่ซ่านขึ้นไปตามขา ทำให้นางนึกถึงััของมือที่แข็งแกร่งที่เคยไล้ไปตามิัของนางเมื่อคืนนั้น นางสั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเย็น แต่เพราะความทรงจำที่ยังคงชัดเจนในใจ
ทว่า... ทุกครั้งที่นางเดินสวนกับอาหลางที่กำลังกวาดพื้นอยู่บริเวณโถงทางเดิน ร่างกายของนางจะแอบชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง ใบหน้าขาวผ่องที่เคยไร้อารมณ์พลันแดงซ่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกอับอายผสมปนเปกับความปรารถนาที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในกาย ทำให้เืลมในกายของนางพลุ่งพล่าน
เมื่อดวงตาของทั้งคู่สบกัน แม้เพียงชั่วขณะสั้นๆ นางก็รู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ความทรงจำเมื่อคืนนั้นถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง เสียงครางของนางเอง เสียงกระซิบของเขา ความรู้สึกที่ร้อนผ่าวเมื่อร่างกายของทั้งคู่ผสานรวมเป็หนึ่งเดียว ทุกอย่างยังคงชัดเจนในความทรงจำ ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความอับอายอีกครั้ง
รอยกัดที่ไหล่และรอยเชือกที่ข้อมือถูกปิดบังไว้อย่างมิดชิดภายใต้อาภรณ์สีขาว แต่แม่นางหลินรู้ดีว่าร่องรอยเ่าั้ไม่ได้อยู่เพียงแค่บนิั หากแต่ได้ประทับลึกเข้าไปในจิติญญาของนางแล้ว รอยกัดที่ไหล่ยังคงเจ็บแสบเล็กน้อย เป็เครื่องเตือนใจให้นางระลึกถึงความดุดันและเร่าร้อนของเขา ส่วนรอยเชือกที่ข้อมือนั้น แม้จะจางลงไปแล้ว แต่ความรู้สึกของการถูกผูกมัดยังคงอยู่ในความทรงจำ
นางลองขยับข้อมือเล็กน้อย รู้สึกถึงความแข็งเกร็งที่ยังคงอยู่ ความทรงจำของเชือกอาคมที่พันธนาการนางไว้ ความรู้สึกของการถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์ ทำให้นางรู้สึกทั้งอับอายและตื่นเต้นไปพร้อมกัน นางไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมถึงมีความรู้สึกเช่นนี้ ทำไมร่างกายของนางถึงได้ตอบสนองต่อการถูกครอบงำด้วยความปรารถนา แทนที่จะเป็ความโกรธแค้น
อาหลางเงยหน้าขึ้นมองนางชั่วครู่ ดวงตาของเขาฉายแววลึกล้ำยากจะหยั่งถึง ในแววตานั้นมีความพึงพอใจที่ซ่อนอยู่ เป็แววตาของผู้ชายที่รู้ดีว่าตนได้สิ่งที่้าแล้ว แววตาที่เต็มไปด้วยความทรงจำเช่นเดียวกับนาง แต่สำหรับเขาแล้ว ความทรงจำนั้นเป็เครื่องหมายแห่งชัยชนะ ไม่ใช่ความอับอาย
เขาก้มหน้าลงกวาดพื้นต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าแม่นางหลินเป็เพียงแขกคนหนึ่งในโรงเตี๊ยมเท่านั้น แต่ท่าทีที่เฉยเมยของเขานั้นเป็เพียงการแสดง เพราะนางััได้ถึงความตึงเครียดในอากาศ รู้สึกได้ถึงสายตาที่แอบมองนางอยู่ แม้เขาจะทำเป็ไม่สนใจ
ท่าทีที่เฉยเมยของเขา ยิ่งทำให้แม่นางหลินรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ถาโถมเข้าใส่นาง นางอยากจะะโด่าทอ อยากจะฟาดฟันด้วยกระบี่ แต่ร่างกายของนางกลับแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยพลังที่มองไม่เห็น
นางอยากจะเดินไปหาเขา อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดติดคออยู่ในลำคอ นางไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ควรจะทำอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ให้กับความสัมพันธ์นี้
ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่นั้นหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความหมาย มันเป็ความเงียบที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความปรารถนา และความไม่แน่นอนในอนาคต นางรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างอดีตและอนาคต ระหว่างความเป็แม่นางหลินผู้สูงส่งกับการเป็เพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความปรารถนา
เกียรติยศที่สั่งสมมาตลอดชีวิต เกียรติยศของศิษย์เอกสำนักพรตผู้สูงส่ง บัดนี้ได้ถูกเสี่ยวเอ้อต่ำต้อยผู้นี้ทำลายลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ความคิดนี้ทำให้นางรู้สึกเ็ปอย่างแสนสาหัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่คล้ายกับความโล่งใจ ราวกับว่าภาระหนักที่นางแบกมาตลอดชีวิตได้ถูกปลดออกไปแล้ว
นางเคยใช้ชีวิตภายใต้กรอบของความคาดหวังและมาตรฐานที่สูงส่ง เคยต้องรักษาภาพลักษณ์ของจอมยุทธหญิงผู้ไร้ที่ติ แต่เมื่อคืนนั้น นางได้เป็เพียงตัวของตัวเอง ได้แสดงออกถึงความปรารถนาที่แท้จริงโดยไม่ต้องกลัวการตัดสิน ได้ร้องครางด้วยความสุขสมโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียหน้า
แต่ความโล่งใจนั้นก็มาพร้อมกับความกลัว ความกลัวว่าตนจะไม่สามารถกลับไปเป็แม่นางหลินคนเดิมได้อีกต่อไป ความกลัวว่าความปรารถนาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจะครอบงำนางไปตลอดชีวิต ความกลัวว่านางจะกลายเป็ทาสของความ้าทางกาย แทนที่จะเป็นักสู้ผู้เข้มแข็ง
นางรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะกลับไปเป็แม่นางหลินคนเดิมได้อีกต่อไป ผู้หญิงที่เคยเ็าและไร้อารมณ์ ผู้หญิงที่เคยมองดูความรักและความปรารถนาด้วยความดูิ่ บัดนี้ได้จากไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือผู้หญิงที่รู้จักรสชาติของความปรารถนา รู้จักความรู้สึกของการถูก รู้จักความสุขสมที่เกิดจากการยอมจำนน
รอยราคีที่มองไม่เห็นนี้จะติดตัวนางไปตลอดชีวิต มันไม่ใช่เพียงแค่รอยแผลบนิัที่จะหายไปตามกาลเวลา แต่เป็รอยแผลในจิติญญาที่จะคงอยู่ตลอดไป มันคือตราบาปที่นางต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง ความลับที่ไม่อาจเล่าให้ใครฟัง ความทรงจำที่จะหลอกหลอนนางในยามเงียบสงัด
นางเดินผ่านห้องครัวเล็กๆ ของโรงเตี๊ยม กลิ่นของอาหารเช้าที่กำลังปรุงอยู่ลอยมาถึงจมูก แต่นางไม่รู้สึกหิวเลย ท้องของนางปั่นป่วนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความอับอาย ความผิดบาป ความปรารถนา และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความคิดถึง
นางคิดถึงััของมือแข็งแกร่งที่ไล้ไปตามิั คิดถึงลิ้นร้อนที่เลียไล้ไปตามลำคอ คิดถึงความรู้สึกของการถูกเติมเต็ม ความรู้สึกของการเป็หนึ่งเดียวกับเขา ทุกความทรงจำเหล่านี้ทำให้ร่างกายของนางตอบสนองอย่างไม่อาจควบคุม ความร้อนเริ่มลุกขึ้นระหว่างขา ทำให้นางต้องหยุดเดินและพิงกำแพงเพื่อรอให้ความรู้สึกนั้นผ่านไป
"นี่คือสิ่งที่เขา้าหรือ?" นางคิดในใจ "้าให้ข้าคิดถึงเขาตลอดเวลา ้าให้ข้าโหยหาเขา ้าให้ข้ากลายเป็ทาสของความปรารถนา?"
แต่แม้จะรู้ว่าอาจเป็กับดักของเขา นางก็ไม่สามารถหยุดคิดถึงได้ ความทรงจำเ่าั้ติดแน่นอยู่ในใจ ราวกับถูกแกะสลักลงไปด้วยเหล็กร้อน ทุกครั้งที่นางพยายามจะลืม ความทรงจำก็จะกลับมาชัดเจนยิ่งขึ้น
นางเดินออกไปยังสวนเล็กๆ ด้านหลังโรงเตี๊ยม ที่ซึ่งมีต้นไผ่ปลิวไสวไปตามสายลม เสียงใบไผ่เสียดสีกันทำให้เกิดเสียงเศร้าโศกเบาๆ ที่สะท้อนกับความรู้สึกในใจของนาง นางนั่งลงบนม้านั่งไม้เก่าๆ มองดูแสงแรกของวันใหม่ที่ส่องผ่านใบไผ่
ลมเช้าเย็นเฉียบพัดผ่านใบหน้า ทำให้นางรู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย แต่ความเย็นของลมกลับทำให้นางนึกถึงความอบอุ่นของร่างกายเขาเมื่อคืนนั้น นึกถึงความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้นอนในอ้อมแขนของเขา หลังจากความรุนแรงผ่านพ้นไป
"ทำไมข้าถึงรู้สึกปลอดภัยกับเขา?" นางถามตัวเอง "เขาเป็คนที่ทำลายศักดิ์ศรีของข้า เป็คนที่บังคับข้า แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าอยากจะกลับไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาอีก?"
คำถามนี้ทำให้นางสับสนมากยิ่งขึ้น นางไม่เข้าใจตัวเองเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายและจิตใจของนางถึงได้ตอบสนองต่อการถูกครอบงำด้วยความปรารถนา แทนที่จะเป็ความโกรธแค้น นางเคยคิดว่าตนเองเข้าใจตัวเองดี แต่เหตุการณ์เมื่อคืนทำให้นางรู้ว่าตนไม่รู้จักตัวเองเลย
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง นางไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็ใคร กลิ่นกายของเขาที่คุ้นเคยลอยมาถึงจมูก ทำให้หัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นทันที นางนั่งนิ่งๆ ไม่กล้าหันไปมอง กลัวว่าจะเห็นแววตาของเขาที่เต็มไปด้วยความทรงจำเช่นเดียวกับนาง
อาหลางเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ นาง ไม่พูดอะไร เพียงแค่ยืนมองดูแสงแรกของวันใหม่เช่นเดียวกับนาง ความเงียบระหว่างทั้งคู่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหมาย มันเป็ความเงียบที่บอกเล่าเื่ราวมากกว่าคำพูดใดๆ
"เมื่อคืน..." อาหลางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาๆ แต่ไม่ได้พูดต่อ
"เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น" แม่นางหลินขัดจังหวะด้วยเสียงที่พยายามจะแข็งกร้าว แต่กลับฟังดูสั่นเครือ
อาหลางหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ "ท่านพูดเช่นนั้น แต่ร่างกายของท่านกลับบอกเล่าเื่ราวที่แตกต่าง"
นางหันไปมองเขาด้วยสายตาโกรธ แต่เมื่อดวงตาของทั้งคู่สบกัน ความโกรธนั้นก็ละลายไปทันที แทนที่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนกว่า ในดวงตาของเขามีความอ่อนโยนที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน มีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และมีความรักที่แท้จริง
"ข้ารู้ว่าท่านสับสน" เขาพูดต่อด้วยเสียงอ่อนโยน "ข้ารู้ว่าท่านกำลังต่อสู้กับตัวเอง แต่ท่านไม่จำเป็ต้องต่อสู้คนเดียว"
"ท่านไม่เข้าใจ" นางกระซิบ "ข้าเป็แม่นางหลิน ข้าเป็ศิษย์เอกของสำนักพรต ข้าไม่ควรจะ..."
"ท่านไม่ควรจะมีความรู้สึกหรือ?" เขาขัดจังหวะ "ไม่ควรจะเป็ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความปรารถนาหรือ? ท่านคิดว่าการเป็นักสู้ผู้สูงส่งหมายความว่าต้องปฏิเสธทุกสิ่งที่ทำให้ท่านเป็มนุษย์หรือ?"
คำพูดของเขาแทงเข้าไปในใจนางอย่างแม่นยำ นางไม่เคยคิดในแง่นี้มาก่อน เคยคิดว่าการเป็นักสู้ผู้สูงส่งหมายความว่าต้องยกระดับตัวเองให้เหนือกว่าความ้าทางกาย เหนือกว่าความปรารถนาของมนุษย์ธรรมดา
"แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน..." นางเริ่มพูด
"เป็สิ่งที่สวยงาม" เขาพูดขัดจังหวะ "เป็สิ่งที่แท้จริง เป็สิ่งที่ท่าน้าจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านคิดว่าควรจะ้า"
นางมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน "แต่ข้ารู้สึกผิด ข้ารู้สึกอับอาย"
"ทำไมต้องรู้สึกอับอาย?" เขาถาม "เพราะท่านได้แสดงความเป็จริงของตัวเอง? เพราะท่านได้รับความสุขสม? เพราะท่านได้รู้จักกับด้านหนึ่งของตัวเองที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน?"
คำพูดของเขาทำให้นางต้องคิด นางเริ่มตระหนักว่าความอับอายที่นางรู้สึกไม่ได้มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่มาจากสิ่งที่นางคิดว่าสังคมคาดหวัง มาจากภาพลักษณ์ที่นางสร้างขึ้นเอง มาจากความกลัวที่จะถูกตัดสิน
"ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป" นางสารภาพ
"ท่านไม่จำเป็ต้องรู้ตอนนี้" เขาตอบ "ให้เวลากับตัวเอง ให้เวลากับความรู้สึกใหม่นี้ อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไร อย่าเพิ่งปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น"
เขาเงื่อนมือมาแตะมือของนางเบาๆ ัันั้นทำให้นางสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความทรงจำที่ถาโถมกลับมา ความทรงจำของมือเดียวกันนี้ที่เคยััทุกส่วนของร่างกายนาง
"ข้าจะรอ" เขากระซิบ "ข้าจะรอจนกว่าท่านจะพร้อม จนกว่าท่านจะเข้าใจตัวเองและยอมรับความจริง"
นางมองดูมือของเขาที่ยังคงแตะมือนางอยู่ มือที่แข็งแกร่งแต่อ่อนโยน มือที่เคยทำให้นางรู้สึกถึงความสุขสมที่ไม่เคยรู้จัก นางอยากจะดึงมือออกไป แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง
"ท่านกลัวอะไร?" เขาถาม
"ข้ากลัวว่าจะเปลี่ยนไป" นางตอบตรงไปตรงมา "กลัวว่าจะไม่เป็ตัวเองอีกต่อไป"
"หรือท่านกลัวว่าจะกลายเป็ตัวจริงของท่าน?" เขาถามกลับ "กลัวว่าจะได้เป็ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความรู้สึก มีความปรารถนา มีความ้า แทนที่จะเป็เพียงแค่นักสู้ที่เ็าและไร้อารมณ์?"
คำถามนี้ทำให้นางต้องหยุดคิด นางเริ่มตระหนักว่าบางทีสิ่งที่นางกลัวจริงๆ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่เป็การค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง การค้นพบว่าภายใต้เกราะของความเ็าและความเข้มแข็ง มีผู้หญิงคนหนึ่งที่โหยหาความรัก โหยหาการัั โหยหาการเป็หนึ่งเดียวกับใครสักคน
แสงแรกของวันใหม่เริ่มแข็งแกร่งขึ้น ส่องผ่านใบไผ่มาถึงใบหน้าของทั้งคู่ แสงนั้นอบอุ่นและให้ความหวัง ราวกับเป็สัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ นางมองดูแสงนั้นและรู้สึกว่าบางทีมันอาจไม่ใช่แสงที่มาชะล้างบาปกรรม แต่เป็แสงที่มาส่องให้เห็นความจริง
"ข้า้าเวลา" นางพูดในที่สุด
"ข้าจะให้เวลากับท่าน" เขาตอบ "แต่อย่าใช้เวลานั้นในการปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น ใช้เวลานั้นในการทำความเข้าใจกับตัวเอง"
เขาค่อยๆ ปล่อยมือของนาง แต่ก่อนจะเดินจากไป เขาหันมาพูดอีกครั้ง "แม่นางหลิน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้ทำให้ท่านด้อยค่าลง มันทำให้ท่านสมบูรณ์ขึ้น มันทำให้ท่านเป็มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบขึ้น"
หลังจากที่เขาเดินจากไป นางยังคงนั่งอยู่ในสวนเล็กๆ นั้นต่อไป มองดูแสงแรกของวันใหม่ที่ค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วท้องฟ้า คำพูดของเขาก้องอยู่ในหัว ทำให้นางต้องคิดทบทวนทุกสิ่งที่นางเคยเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง
บางทีเขาอาจจะพูดถูก บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้เป็การทำลาย แต่เป็การเปิดเผย ไม่ได้เป็การสูญเสีย แต่เป็การค้นพบ ไม่ได้เป็จุดจบ แต่เป็จุดเริ่มต้น
แม่นางหลินก้าวเดินต่อไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเวลาผ่านไปและแสงแรกของวันใหม่เริ่มแข็งแกร่งขึ้น นางรู้สึกว่าตนต้องออกจากที่นี่ ต้องกลับไปยังโลกภายนอกที่รอคอยนาง แต่นางรู้ดีว่าตนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นางจากไปพร้อมกับความลับที่หนักอึ้งในอก ความลับที่ไม่อาจบอกกล่าวแก่ผู้ใดได้ ความลับที่ทำให้จิตใจของนางบอบช้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในใจ มันคือความปรารถนาที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ความปรารถนาที่นางไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับ
แต่ลึกๆ ในใจ นางรู้ว่าความปรารถนานั้นจะไม่หายไปไหน มันจะคงอยู่ คุกรุ่นอยู่ รอคอยโอกาสที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อเวลานั้นมาถึง นางไม่แน่ใจว่าตนจะสามารถต้านทานได้หรือไม่
นางเดินไปจนถึงประตูโรงเตี๊ยม ก่อนจะเหลียวหลังกลับมามองอาหลางอีกครั้ง เขายืนอยู่ในเงาของโถงทางเดิน มองดูนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความอดทน ดวงตาของนางฉายแววอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง ราวกับจะจดจำภาพของชายผู้นี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป
ในสายตาของเขา นางเห็นคำสัญญา คำสัญญาที่ว่าเขาจะรอ จะเข้าใจ จะไม่บีบบังคับ แต่จะอยู่ที่นั่นเมื่อนางพร้อม และลึกๆ ในใจ นางรู้ว่าวันหนึ่งนางจะกลับมา ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะเลือกเอง
ก่อนจะก้าวเท้าออกไปจากโรงเตี๊ยมรักพักใจ ทิ้งไว้เพียงรอยราคีที่มองไม่เห็น และความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน นางกระซิบเบาๆ ด้วยเสียงที่เพียงแต่ลมเช้าเท่านั้นที่ได้ยิน
"ข้าจะกลับมา... เมื่อข้าพร้อม"