ตอนที่17 หลานสาวบุญธรรม
ปรากฏว่ากัวจวินหัวเราะอย่างมีความสุขและพูดบอกตามจริงว่า“ฮ่าๆ ดีจริง พวกเรายังไม่ทานอาหารเช้าเลยครับ รบกวนยายด้วย พวกผมมาด้วยกันทั้งหมด5 คนครับ คุณยายรับไหวไหมครับ?”
“ได้สิไม่มีปัญหา มาได้เลยจ้ะ” เกาอิงตอบรับอย่างยินดี
หลังจากวางสายจากกัวจวินแล้วเกาอิงเดินไปบอกหลานสาวถึงจำนวนแขกที่จะมาหาและเวลาที่จะมาถึง ซึ่งซูเวยตอบรับ
ยายอย่างสบายใจว่า“หนูทำเผื่อไว้รวมพวกเราด้วยทั้งหมด 8 คน ก็น่าจะพอดีค่ะถึงแม้ว่าแต่ละคนจะทานเยอะ”
จากนั้นสองยายหลานช่วยกันเตรียมถ้วยชามและตะเกียบเพิ่มพร้อมทั้งนำไปจัดวางรอไว้ที่โต๊ะทานอาหารในห้องโถง
โชคดีที่เป็โต๊ะกลมขนาดใหญ่นั่งได้6 คน แต่เธอตัวเล็กจึงไม่มีปัญหากับจำนวนคนที่จะมาแต่อย่างใด
สิบนาทีต่อมา กัวจวินขับรถตู้หรูสีดำขลับเข้ามาจอดในลานหน้าบ้านที่ซูเวยเปิดประตูรั้วไว้รอรับอยู่แล้ว
เมื่อรถจอดสนิทดีแล้วกัวจวินรีบลงจากที่นั่งคนขับมาเปิดประตูรถให้ปู่ตนเอง แม่อาหญิงและอาเขยลงจากรถตู้อย่าง
คล่องแคล่ว
“ที่นี่เองหรือ?” ชายชรากัวเป่า ปู่ของกัวจวินถามหลานชายเหมือนกับเขาเคยมาที่หมู่บ้านัมาก่อน
“ใช่ครับปู่มีอะไรหรือครับ?”กัวจวินถามปู่ตนเองอย่างไม่แน่ใจกับท่าทีของปู่ที่กวาดสายตามองไปรอบๆตัวบ้านเหมือนกับ
ค้นหาอะไรบางอย่าง
“สวัสดีค่ะ”สองยายหลานเดินออกมาทักทายแขกจากตระกูลกัวพร้อมกันอย่างเป็มิตร
เมื่อชายชรากัวเป่าเห็นใบหน้าของเกาอิงเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามเพื่อความมั่นใจว่า “นี่คือบ้านของจ้าวลี่ซือไหม?”กัว
เป่าจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเกาอิงเป็ภรรยาของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เคยช่วยเหลือเขาเมื่อครั้งที่ภรรยาตนเองเสียชีวิต
ไปนานแล้วและเขานำร่างของภรรยามาฝังไว้ที่เทือกเขาัตามคำแนะนำของซินแสคนหนึ่งที่ทักเื่ฮวงซุ้ยของ
ตระกูลซึ่งต้องแก้ไขด้วยการนำร่างของภรรยามาฝังไว้ที่นี่ แต่บังเอิญว่าก่อนกลับบ้านหลังจากฝังร่างภรรยาไว้แล้วเขา
ป่วยกะทันหันแต่ได้หมอหนุ่มในหมู่บ้านช่วยเหลือไว้ ซึ่งก็คือ จ้าวลี่ซือสามีของเกาอิงนั่นเอง
เกาอิงเห็นชายชราถามด้วยความสงสัยจึงตอบตามจริงและถามกลับคืนด้วยความแปลกใจว่า“ใช่ค่ะ คุณรู้จักสามีฉันหรือ?”
“ไม่นึกว่าโลกจะกลมจริงๆฉันเคยได้รับความช่วยเหลือจากหมอจ้าวเมื่อครั้งมาฝังร่างภรรยาไว้ที่นี่”กัวเป่าหัวเราะเบาๆ
อย่างมีความสุขพลางบอกเกาอิงตามจริง
“อ๋อฉันจำได้แล้ว คุณนั่นเอง สบายดีไหม?”เกาอิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นอย่างนึกได้และถามไถ่ชายชราตรงหน้า
โดยตรง
“สบายดีบ้างอย่างที่เห็นนี่แหละ”กัวเป่าโบกมือเป็เชิงให้สบายใจ
“นี่คือเวยเวยใช่ไหม?” กัวลี่จิน อาหญิงของกัวจวินเดินตรงเข้ามาหาซูเวยทันทีพลางจับแขนเธอและจ้องมองอย่างเอ็นดู
“ใช่ค่ะ”ซูเวยพยักหน้ารับอย่างแปลกใจเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าจะมีคนสนใจตัวเองใน่เวลานี้
“พวกเราไปทานอาหารก่อนแล้วค่อยพูดคุยดีไหมครับ?” กัวจวินที่เป็คนขับรถและหิวข้าวแล้ว เขาบอกทุกคนอย่างจริงจัง
“โอ๊ะ! งั้นรีบไปทานเถอะค่ะเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดก่อน ฉันลืมไปเลย”เกาอิงอุทานอย่างตื่นใพลางรีบเชิญแขกทั้ง
หลายเข้าไปนั่งในห้องโถงที่เวลานี้มีอาหารร้อนๆตักวางไว้รอแล้ว
เมื่อทุกคนเข้ามาในห้องโถงและมองเห็นอาหารที่ธรรมดาแต่มีกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอและสีสันชวนทานทำให้แต่ละคน
นั่งลงบนเก้าอี้อย่างเป็กันเอง ซูเวยรีบตักข้าวสวยและยื่นตะเกียบให้กับทุกคนอย่างคล่องแคล่วสร้างความเอ็นดูให้กับทุก
คนที่พบเห็น
ชายชรากัวเป่าเป็คนเริ่มคีบอาหารทานคนแรกและตามด้วยคนอื่นๆ ทันทีที่อาหารเข้าปากและทุกคนชิมรสชาติแล้วต่าง
พากันส่งเสียงด้วยความพึงพอใจในรสชาติอาหารที่เป็เมนูธรรมดาแต่ทว่ามีรสชาติแสนอร่อยล้ำ
“โอ้! อร่อยจริงๆ นี่ฝีมือของคุณยายหรือครับ?” กัวจวินกล่าวชื่นชมเกาอิงอย่างจริงใจเขาไม่คิดว่ารายการอาหารพื้นบ้าน
ธรรมดาจะมีรสชาติแสนอร่อยแบบนี้
“นั่นสิอร่อยจริงๆ ไม่คิดเลยว่าคุณยายเกาจะทำอาหารอร่อยเช่นนี้” หวังฉีแม่ของกัวจวินบอกกับเกาอิงอย่างพึงพอใจ
“อร่อยจริงค่ะไม่ได้ทานอาหารพื้นบ้านแบบนี้มานานแล้ว” กัวลี่จิน ลูกสาวของกัวเป่ากล่าวชื่นชมตามจริง
“ใช่ครับอร่อยมาก รสชาติดีกว่าในภัตตาคารอีก” เหอเฟยเถา สามีของกัวลี่จินเอ่ยชมอย่างจริงใจ
“ขอบคุณจ้ะแต่ไม่ใช่ฝีมือของฉันหรอก อาหารทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของเวยเวย”เกาอิงยิ้มกว้างอย่างมีความสุขพลางบอก
ทุกคนอย่างภาคภูมิใจในตัวหลานสาว
“จริงหรือ?”
“ไม่น่าเชื่อ!”
“เยี่ยมยอดมากเลยน้องสาวพี่”
“เยี่ยมจริงๆ”
ปรากฏว่าแขกทั้งสี่คนจากตระกูลกัวต่างพากันอุทานด้วยความประหลาดใจทุกคนไม่คิดว่าเด็กอายุสิบขวบจะเก่งกาจเช่นนี้
ทำให้ความรู้สึกที่อยากจะรับซูเวยเป็ลูกสาวบุญธรรมยิ่งมีมากขึ้นโดยเฉพาะกัวลี่จินและเหอเฟยเถาสองสามีภรรยาที่
ไม่มีบุตรด้วยกันทั้งที่แต่งงานกันมานานและไม่มีปัญหาด้านสุขภาพแต่อย่างใด
“เก่งจริงๆหลานสาวบุญธรรมของปู่”กัวเป่ายอมรับซูเวยอย่างจริงใจ เขาไม่คิดว่าซูเวยจะเป็หลานสาวของหมอที่เคยช่วย
รักษาตนเองไว้ทำให้กัวเป่ารู้สึกใกล้ชิดและยอมรับซูเวยอย่างแท้จริง
ซูเวยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยที่มีคนชื่นชมตนเองหลายคนเนื่องจากเธอไม่เคยได้รับคำชมที่ล้นหลามเช่นนี้ ขนาด
การสู้รบที่เข้มข้นและโหดร้ายเมื่อชนะศึกามาได้เธอได้รับคำชมจากแม่ทัพซ่งเย่ว่า “ทำดีมาก” เท่านั้นดังนั้นพอมี
คำชมที่เลิศเลอทำให้ซูเวยไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร
……….
หลังจากทุกคนทานอาหารอิ่มแล้วซูเวยรีบเก็บถ้วยชามและทำความสะอาดโต๊ะอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบ้านของเธอใน
เวลานี้ไม่มีห้องหรือโต๊ะที่จะให้ผู้ใหญ่พูดคุยธุระกันอีกนอกจากในห้องโถงนี้เท่านั้น
ระหว่างที่ซูเวยเก็บกวาดทำความสะอาดอยู่นั้นผู้ใหญ่ของตระกูลกัวต่างพอใจท่าทางขยันขันแข็งของซูเวยกันถ้วนหน้า
ทั้งที่ความจริงแล้ว ซูเวยแค่อยากช่วยยายไม่ให้เหนื่อยมากเกินไปในความเป็จริงแล้วซูเวยเกียจคร้านพอๆกับร่างเดิม
ซูเวยปล่อยให้ผู้ใหญ่พูดคุยธุระระหว่างกันส่วนเธอนั้นสามารถได้ยินคำพูดของทุกคนอย่างชัดเจนถึงแม้ว่าจะอยู่ในห้อง
ครัว กัวลี่จินอยากมาช่วยเธอในครัวด้วยแต่ซูเวยพูดหว่านล้อมจนทำให้กัวลี่จินออกไปนั่งคุยกับคนอื่นๆในห้องโถง
“ฉันอยากให้กัวลี่จินและเหอเฟยเถารับซูเวยเป็ลูกสาวบุญธรรมเพราะทั้งคู่ไม่มีลูกสักคน เธอคิดเห็นว่าอย่างไร?”ชาย
ชรากัวเป่าเป็คนเริ่มพูดคุยเื่การรับซูเวยเป็ลูกบุญธรรมของตระกูลกัวอย่างจริงจัง
“หากวันหนึ่งข้างหน้าทั้งสองคนมีลูกเป็ของตัวเองละคะ?”เกาอิงถามอย่างเห็นใจหลานสาวหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เกิดขึ้น
“ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะถ้าลี่จินมีลูกของตัวเอง แต่เวยเวยยังมีฉันอยู่ทั้งคนยังไงฉันก็มีลูกอีกไม่ได้แล้วนอกจากเ้าลูกชาย
ตัวเหม็นคนนี้”หวังฉีพูดบอกกับเกาอิงอย่างเข้าใจเพราะตัวเธอเองมีปัญหาด้านสุขภาพทำให้มีลูกชายคนเดียวดังนั้นจึง
ไม่เป็ปัญหาถ้าจะมีซูเวยมาเป็ลูกสาวบุญธรรมของตนเอง
“ให้ซูเวยเป็หลานสาวบุญธรรมของตระกูลกัวเลยแล้วกันอย่างน้อยจะมีพ่อแม่บุญธรรมสี่คนเลยดีไหม? และยังมีปู่คนนี้
อีกด้วย”กัวเป่าเสนอเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นสำหรับเกาอิง เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าตระกูลกัวยินดีดูแลและรับผิดชอบซูเวยอย่าง
จริงจัง
“ฉันเข้าใจแล้วขอบคุณพวกคุณมากที่เมตตาเวยเวยของฉัน”เกาอิงพูดขอบคุณผู้คนตระกูลกัวที่เมตตาหลานสาวตนเอง
“เวยเวยมีพ่อแม่อยู่ไหม?” กัวจวินถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่าเกาอิงไม่ได้เล่าเื่พ่อแม่ของซูเวยให้ครอบครัวกัวฟัง
เกาอิงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนสาธยายเื่ราวของซูเวยตามจริงรวมทั้งพฤติกรรมที่ไม่ดีของหลานสาวเมื่อก่อน เพื่อไม่
ให้เกิดปัญหาในภายหลัง
“แสดงว่าเวยเวยเพิ่งจะรู้ความตอนที่พบเสี่ยวจวินงั้นหรือคะ?” หวังฉีถามเกาอิงด้วยความแปลกใจ
“ใช่ค่ะเมื่อก่อนเป็เด็กร้ายกาจทีเดียวเพิ่งจะรู้ความและเก่งหลายเื่เมื่อไม่นานนี้เอง”จากนั้นเกาอิงสาธยายเื่ความ
เก่งกาจของหลานสาวให้ทุกคนฟังตามจริงสร้างความประหลาดใจให้กับคนตระกูลกัวมากยิ่งขึ้น
“น่าประหลาดใจจริงๆ”
“ไม่น่าเชื่อ!”
“โอ้! ซูเวยเก่งขนาดนี้เชียวหรือ?”
“สุดยอด!นี่ถึงจะสมกับเป็หลานสาวตระกูลกัวอย่างแท้จริง”
คนทั้งสี่จากตระกูลกัวส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจกับความเก่งกาจที่มีแบบพลิกผันของซูเวยซึ่งทำให้กัวจวินรู้สึก
พอใจน้องสาวบุญธรรมของตนมากขึ้น
เมื่อซูเวยเดินเข้ามาในห้องโถงเธอพบกับบรรยากาศแปลกประหลาดจากผู้คนที่จ้องมองมาที่ตนเองเป็จุดเดียวความจริง
แล้วเธอรับรู้ความคิดของทุกคนที่ได้รู้เื่ราวความเก่งกาจของตนเองจากยายทำให้ซูเวยเตรียมตัวตั้งรับอย่างผ่อนคลาย
ทันใดนั้นเธอเหลือบมองเห็นกัวจวินถือหนังสือเล่มหนึ่งลงมาจากรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน
“น้องรักพี่ให้เวลาหนึ่งชั่วโมงแล้วอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบ จากนั้นพี่จะลองสุ่มถามว่าน้องจะจำได้หรือไม่ตกลงไหม?”
กัวจวินถามซูเวยอย่างคาดหวังว่าเธอจะเก่งกาจเหมือนกับที่ยายเกาอิงโอ้อวดไว้หรือไม่
ซูเวยกระพริบตาปริบๆอย่างแปลกใจเธอเห็นว่าหนังสือนั้นมีขนาดเล็กและบางจึงตอบพี่ชายบุญธรรมอย่างสบายใจว่า
“แค่สิบห้านาทีก็พอค่ะ”เธอตอบแล้วหยิบเอาหนังสือมาพลิกเปิดอ่านอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของยายและผู้คนตระ
กูลกัว
ท่าทางการอ่านที่รวดเร็วแต่ผ่อนคลายของซูเวยทำให้หลายคนขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่แฝงความคาดหวังที่ซูเวยจะ
เป็หลานสาวบุญธรรมที่เก่งกาจของตระกูลกัวและสามารถสร้างชื่อเสียงของตระกูลให้ขจรขจายมากกว่าเดิม
..........
สิบห้านาทีต่อมาซูเวยยื่นหนังสือคืนให้กัวจวินอย่างท้าทายพลางส่งสายตาบอกให้เขาถามตนเองได้ทันที
กัวจวินเห็นท่าทางท้าทายของน้องสาวบุญธรรมทำให้เขาหรี่ตามองด้วยความมันเขี้ยว เขาสุ่มเปิดหน้าหนังสือและถามเธอ
โดยตรงว่า“หน้า 16 บรรทัดที่ 7”
“หลักการใช้ชีวิต..........”ซูเวยพูดข้อความที่กัวจวินบอกเธอในทันทีอย่างสบายใจ
ผู้คนทั้งหลายที่นั่งลุ้นรอฟังผลคำตอบของซูเวยต่างตาโตเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาทุกคนไม่คิดว่าซูเวยจะตอบคำถาม
อย่างมั่นใจและถูกต้องเพราะกัวจวินพยักหน้ายืนยันคำตอบของเธอ
จากนั้นกัวจวินทดสอบเธอหลากหลายรูปแบบแต่ทว่าซูเวยสามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดไม่มีผิดพลาดแม้แต่คำเดียว
ด้านยายเกาอิงที่แต่ก่อนไม่เชื่อหลานสาวตนเองแต่เวลานี้เกาอิงเชื่อสนิทใจว่าหลานสาวสามารถจดจำตำราแพทย์ของ
สามีได้ทั้งหมดจริงไม่ใช่การโอ้อวดแต่อย่างใดทำให้เธอปลาบปลื้มในความเก่งกาจของหลานสาวมากยิ่งขึ้น
ด้านชายชรากัวเป่าหัวเราะแล้วหัวเราะอีกอย่างมีความสุขเขาไม่คิดว่าการตัดสินใจรับซูเวยเป็หลานสาวบุญธรรมของตระ
กูลกัวในครั้งนี้จะเกินความคาดหมายไปมากทำให้เขามีกำลังใจที่จะสนับสนุนซูเวยให้ผงาดขึ้นมาในสังคมในฐานะลูก
หลานคนหนึ่งของตระกูลอย่างแท้จริง
ด้านกัวลี่จินและเหอเฟยเถายิ่งมีความสุขมากเพราะทั้งคู่มักถูกเพื่อนฝูงในแวดวงสังคมและธุรกิจพูดจาเหน็บแนมบ่อยครั้ง
แต่เวลานี้ทั้งคู่มีซูเวยเป็ลูกสาวบุญธรรมที่เก่งกาจเหนือเด็กคนอื่นมากมายทำให้กัวลี่จินและเหอเฟยเถายิ้มไม่หุบ
ด้านหวังฉีแม่ของกัวจวินยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน เพราะเธอชื่นชอบเด็กหญิงอยู่แล้วดังนั้นพอเห็นซูเวยที่เก่ง ฉลาด
และมีใบหน้าสวยคมทั้งที่ยังไม่โตเต็มที่ทำให้หวังฉีแอบชื่นชมลูกสาวบุญธรรมคนนี้อย่างจริงใจ
ด้านกัวจวินเมื่อทดสอบน้องสาวจนครบทุกด้านและคลายข้อข้องใจแล้วเขานั่งลงบนเก้าอี้พลางถามน้องสาวอย่างจริงจัง
ว่า
“เวยเวยมีอะไรที่น้องคิดว่าทำไม่ได้บ้างไหม?”
“ไม่รู้สิคะหนูยังลองทำหรือศึกษาไม่หมดเลย แต่คิดว่าบางเื่อาจพอทำได้แต่ไม่เก่งเท่าใดนัก”ซูเวยตอบกลับตามจริง
เนื่องจากเธอเป็เอสเปอร์ปัญทักษ์ดังนั้นจึงไม่แน่ใจว่าสามารถเรียนรู้และเก่งได้ทุกเื่เหมือนแม่ทัพซ่งเย่หรือไม่เธอจึง
ตอบอย่างไม่มั่นใจ
หลังจากนั้นผู้ใหญ่พูดคุยกันเื่ทำเื่รับตัวซูเวยเป็หลานสาวบุญธรรมและการเพิ่มชื่อเข้าในตระกูลกัว
ส่วนกัวจวินนั้นซูเวยดึงแขนเขาออกไปพูดคุยกันที่หน้าบ้านซึ่งเธอเปิดใช้งานค่ายกลั้แ่รถของกัวจวินเข้ามาจอดใน
ลานหน้าบ้านแล้วเธอไม่้าให้เพื่อนบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นเข้ามาวุ่นวายในการพูดคุยธุระของสองตระกูล
“มีอะไรหรือเวยเวย?”กัวจวินถามน้องสาวบุญธรรมด้วยความสงสัยกับท่าทางเหมือนมีความลับสำคัญ
“หนูอยากให้พี่ชายจวินช่วยติดต่อซื้อตัวแปลงสัญญาณ......”ซูเวยถามกัวจวินอย่างคาดหวัง เพราะหากเธอตัวอุปกรณ์นี้
มาดัดแปลงใช้งานกับคอมพิวเตอร์ซึ่งจะทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ของเธอลื่นไหลและมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้
เมื่อกัวจวินได้รับฟังรายการสินค้าต้องห้ามที่น้องสาว้าทั้งสองรายการทำให้เขาแนะนำเธออย่างจริงใจว่า
“คงต้องให้อาเฟยเถาเป็คนติดต่อให้เขามีน้องชายที่ใกล้ชิดกับตระกูลทหารและทำธุรกิจด้านนี้ น่าจะหาอุปกรณ์ที่น้อง
้าได้”