บทที่ 3 ตกอยู่ในภาวะจำศีลิญญาล่องลอย
ภายในเรือนจ้าวหนิงเจียว
“ท่านหมอซุนบุตรสาวของข้าเป็อย่างไรบ้าง ท่านพอจะมีหนทางรักษานางหรือไม่หากท่าน้าค่ารักษามากเท่าใด ขอเพียงนางฟื้นขึ้นมา ข้าก็สามารถหามาให้ท่านได้ทั้งนั้น”
จ้าวฮูหยินร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตาบวม อยู่ข้างเตียงของจ้าวหนิงเจียวนางเอ่ยปากถามหมอซุนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในเมืองหลวงทางด้านการแพทย์เรียกได้ว่าฝีมือของเขานั้น เป็หนึ่งไม่มีสอง แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเอ่ยปากเชิญตัวเขาไปรับตำแหน่งเป็หัวหน้าหมอหลวงแต่ท่านหมอซุนชอบความเรียบง่ายเกลียดความวุ่นวายจึงได้ปฏิเสธคำเชิญของฮ่องเต้ไปอย่างไม่เสียดาย
ท่านหมอซุนขมวดคิ้วมุ่นจนเป็ปม มือหนึ่งยังคงจับดูชีพจรที่ข้อมือของหญิงสาว “แปลกมาก”
“แปลกอย่างไรหรือ”จ้าวฮูหยินรีบเอ่ยถามทันที หลังจากที่ได้ยินท่านหมอซุนกล่าว
“ร่างกายของนางเหมือนคนที่อยู่ในภาวะจำศีล อีกอย่างเหมือนว่าข้าจะค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าใ”หมอซุนหยุดพูดแล้วหันไปมองที่อกด้านซ้ายของหญิงสาวซึ่งนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง อย่างใคร่รู้มือใหญ่ยื่นเข้าไปใกล้อย่างไม่สามารถควบคุมความอยากรู้ได้
“ท่านหมอซุนนี่ท่านกำลังจะทำอะไร นางเป็สตรีนะ ท่านทำเช่นนี้เท่ากับไม่ไว้หน้าคนในสกุลจ้าวเลยแม้แต่น้อย หากสามีข้ากลับมาจากศึกชายแดนแคว้นเจาแล้วรู้ว่าท่านได้ทำการล่วงเกินบุตรสาวอันเป็ที่รักของเขาแล้วละก็ ต่อให้ต้องตายเขาย่อมตัดศีรษะของท่านให้หลุดจากบ่าอย่างแน่นอนท่านก็รู้จักนิสัยของสามีข้าเป็อย่างดี มิใช่หรือ” จ้าวฮูหยินถลาเข้าไปกอดบุตรสาวคนโตไว้แน่นก่อนจ้องหน้ามองท่านหมอซุนด้วยความระแวดระวัง
หมอซุนได้สติขึ้นมาทันที ‘นี่เขาเป็บ้าอะไรถึงได้คิดบังอาจเอามือไปััหญิงสาวเช่นนี้ ช่างหน้าตายยิ่งนัก’ แต่จะโทษเขาเสียเลยทีเดียวก็ไม่ได้เพราะเส้นชีพจรที่เชื่อมต่อกับเส้นหัวใจของคุณหนูใหญ่สกุลจ้าว มันอยู่ผิดตำแหน่งราวกับอวัยวะสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้นางมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้นั้นมิใช่หัวใจเหมือนกับทุกคน แต่เป็อวัยวะบางอย่างที่อยู่บนอกด้านซ้าย เหนือหัวใจขึ้นไปนิดหน่อยของนางต่างหากเล่าจนเขาเกิดความสงสัยใคร่รู้เป็อย่างมาก
“จ้าวฮูหยินโปรดอภัยเป็ข้าที่คิดไม่รอบคอบ จึงเผลอทำตัวหยาบคายกับคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวท่านอย่าได้ถือสาเอาความกับคนแก่เช่นข้าเลยนะ” ท่านหมอซุนกล่าวอย่างรู้สึกผิด
จ้าวฮูหยินเห็นว่าเขามิได้มีเจตนาร้ายอย่างที่คิดจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ไม่เป็ไรว่าแต่บุตรสาวของข้า ตกลงแล้วท่านยังจะพอมีหนทางรักษานางได้หรือไม่”
เฮ้อ! ท่านหมอซุนถอนหายใจออกมาอย่างคนปลงตก “กล่าวโดยไม่ปิดบังจ้าวฮูหยิน อันที่จริงแล้วบุตรสาวของท่านยังมีลมหายใจอยู่ แต่แ่เบาแทบจะััไม่ได้และข้าเองก็หมดหนทางที่จะรักษานางต่อแล้วจริงๆได้แต่แนะนำให้จ้าวฮูหยินคอยสวดมนต์อ้อนวอน ขอพรต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ช่วยคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวฟื้นขึ้นมาโดยเร็ววัน”
“ฮือ ฮือ ฮือบุตรสาวที่น่าสงสารของข้า” จ้าวฮูหยินร่ำไห้ปานใจจะขาดหลังจากได้ยินท่านหมอซุนกล่าวเช่นนั้นออกมา
คริสต์ศตวรรษที่ 21
ปัง! ตู้ม! ตู้มมมมมม!!!
กลิ่นดินปืนคละคลุ้งเหม็นตลบอบอวล ฝุ่นควันลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้สภาพอากาศถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาบดบังทัศนียภาพและทัศนวิสัยในการมองเห็น
แค่ก! แค่ก!!
หญิงสาววัย 25 ปี รูปร่างสูงโปร่งหน้าตางดงามจนน่าตกตะลึง ใครได้เห็นเป็ต้องหยุดชะงักเพื่อมองดูโดยเฉพาะดวงตาเมล็ดซิ่ง สีน้ำตาลอมเทาที่ดูล้ำลึกแทบจะสูบิญญาคนมองได้เลยแต่ตอนนี้เธอแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิททั้งตัว มือหนึ่งถือปืนสั้นส่วนอีกมือหนึ่งถือลูกะเิ กำลังไอสำลักควันฝุ่นจนใบหน้าแดงก่ำ
“หนิงเจียวอย่าเข้ามา มันเป็กับดัก”
ชายหนุ่มวัย 28 ปีหน้าตาหล่อเหลาราวเทพสร้าง ที่ถูกจับมัดมือมัดเท้า แขวนตรึงอยู่บนไม้กางเขนหน้าถ้ำกล่าวอย่างเป็กังวลระคนห่วงใย
หนิงเจียวมองดูชายหนุ่มที่มีสภาพเือาบท่วมตัวแล้วในใจก็มีเพลิงโทสะลุกโชนอี้เฉินกับเธอเป็เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงในองค์กรนักฆ่า ไร้ซึ่งชื่อแซ่ั้แ่เล็กจนโตพวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา มาอย่างยากลำบากชีวิตเป็ดั่งเครื่องจักรสังหารที่ต้องคอยทำตามคำสั่งของเ้านาย หากไม่ทำตามในเดือนนั้นก็จะไม่ได้รับยาถอนพิษ ทำให้ร่างกายเ็ปเจียนตายหลังจากนั้นก็จะโดนเฆี่ยนตีจนเนื้อแตกแล้วใช้น้ำเกลือสาดใส่แผลเพื่อให้เจ็บแสบหญิงสาวโดนกระทำเช่นนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งและทุกครั้งที่เธอโดนทารุณกรรมจากหัวหน้าผู้ก่อตั้งองค์กรก็จะมีอี้เฉินคอยให้ความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ มาโดยตลอด หลายปีที่ผ่านมาหนิงเจียวจึงมีความคิดที่้าจะหลุดพ้น จากสภาพที่เป็อยู่เช่นทุกวันนี้จึงได้แอบเรียนรู้วิชาแพทย์อย่างลับๆ จนช่ำชอง ไม่ว่าจะเป็ด้านการรักษาหรือปรุงยาเธอก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยมและเมื่อเดือนก่อนเธอก็สามารถปรุงยาถอนพิษที่อยู่ในร่างกายได้สำเร็จและได้พาอี้เฉินหนีออกไปจากองค์กรแต่ไหนเลยจะคิดว่าหัวหน้าองค์กรจะตามหาตัวพวกเขาจนพบแล้วจับตัวอี้เฉินมาเป็ข้อต่อรอง เรียกร้องให้หนิงเจียวกลับไปเป็นักฆ่าเช่นเดิมหญิงสาวที่มีนิสัยดื้อรั้นไหนเลยจะยอม จึงได้ะเิองค์กรจนพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
“พี่อี้เฉินถึงฉันจะรู้ว่าข้างหน้าจะอันตรายแค่ไหน แต่ฉันก็ยัง้าที่จะฝ่าฟันเข้าไปอยู่ดีเพื่อช่วยเหลือพี่ออกมาให้ได้ เพราะพี่เปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ ของฉันหากต้องสูญเสียพี่ไปแล้ว ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ ก็คงไม่มีความหมายอีกต่อไป ขอโทษ…”
ดวงตาสีนิลของชายหนุ่มสะท้อนความเ็ป ผิดหวัง และเสียใจออกมาอย่างสุดซึ้งเพราะเขานั้นมีความรู้สึกที่มากเกินกว่าพี่ชายมอบให้หญิงสาวผู้งามล้ำมาแต่ครั้งแรกพบ แต่เธอกลับไม่รู้ตัวหรือรู้แล้วแกล้งทำเป็ไม่รู้กันแน่ เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
“หนิงเจียวหากเธอยอมกลับเข้ามาทำงาน เป็นักฆ่าที่องค์กรเหมือนเดิมผมสัญญาว่าจะไม่ลงมือฆ่าอี้เฉิน และพวกคุณก็สามารถอยู่ด้วยกันตลอดไปเื่นี้พวกเราต่างก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน จงคิดให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจ”ชายวัย 50 ปีก้าวเท้าออกมาข้างหน้าใกล้กับอี้เฉิน ก่อนะโกล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ไกลออกไป 50เมตร
เพียงเห็นหน้าชายผู้นั้น หนิงเจียวถึงกับกำหมัดดัง กร๊อบ!!! ‘เกลียด เธอเกลียดชายผู้นี้เหลือเกิน’ เพราะเขาคือคนที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องกลายเป็นักฆ่าอันดับหนึ่ง ที่เืเย็นที่สุดในโลกโดนผู้คนชิงชังคอยด่าสาปแช่งทุกวัน สืบเนื่องมาจากความโเี้ที่ฆ่าคนไม่เว้นแม้แต่เด็กและผู้ใหญ่ ขอเพียงเป็คำสั่งจากชายวัย 50 ปีที่อยู่เบื้องหน้าคนนี้สั่งการออกมา
“ไอ้สารเลว วันนี้ฉันจะฆ่าแกให้ตาย”หนิงเจียวแผดเสียงด่าชายผู้นั้นด้วยความเคียดแค้นชิงชังอย่างถึงที่สุด เธอก้าวเท้าวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“หนิงเจียวรีบออกไปอย่าเข้ามา!!!” อี้เฉินส่งเสียงคำรามลั่นฟ้า เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ
แกรก! เท้าของหญิงสาวเหยียบเข้ากับบางสิ่งที่เธอรู้จักและคุ้นเคยเป็อย่างดี มันก็คือทุ่นะเินั่นเองชายที่เป็หัวหน้าองค์กรนักฆ่าเห็นท่าไม่ดี จึงรีบหมุนกายหวังจะวิ่งหนีไป
หนิงเจียวยกยิ้มเย็น “ไหนๆฉันกับพี่อี้เฉินก็ไม่รอดอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก่อนตายก็ขอลากแกไปลงนรกด้วยกันอีกสักคนเถอะนะ ไอ้สารเลว” หญิงสาวเขวี้ยงะเิไปทางชายผู้เป็หัวหน้าองค์กรคนสุดท้าย
ตู้มมมม!!! ทุกอย่างมืดสนิทไปทันที
ภายในเรือนของจ้าวหนิงเจียว
เฮือก!!! สตรีร่างบางเ้าของเรือน ที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว นางไม่รอช้าก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว
“โชคดีที่ทุกอย่างเป็เพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้นไม่ได้การล่ะ ต้องรีบไปบอกพี่อี้เฉินให้ระวังตัวสักหน่อยแล้ว”
หญิงสาวโยนผ้าห่มผืนบาง ที่คลุมอยู่บนตัวออกไปอีกทางแล้วลุกขึ้นยืนด้วยเท้าเปลือยเปล่าอันขาวนวลและเรียวเล็กแต่แล้วหนิงเจียวถึงกับต้องเบิกตาโพลงด้วยความใสุดขีดหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มแต่งกายด้วยชุดจีนโบราณ กำลังยืนอึ้งตะลึงค้างมองมาทางนาง