18 รู้ใจ... รู้ตัว...
18รู้ใจ... รู้ตัว...
“ไม่ใช่ของข้า... แต่เป็นของคาอูล”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ทั้งอำมาตย์หลวง ทั้งนายทหารคนสนิทอย่างแมนิคต่างหันมามององค์เหนือหัวอย่างคาดไม่ถึง แมนิคเคยสงสัยแต่ไม่แน่ใจเพราะมันช่างไม่น่าเชื่อ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความจริงเสียแล้ว หากฝ่าบาทตัดคู่แข่งอย่างคาอูลออกไปด้วยวิธีการนี้ การเปิดตัวหญิงสาวผู้นั้นในวันนี้ไม่ใช่เพื่อคาอูล แต่เป็นการปูทางไว้เพื่อพระองค์เองในอนาคตต่างหาก
“ฝ่าบาททรงหมายถึง อยากให้คาอูลสมรสกับเจ้าหญิงมาโมเนตแห่งคาบันเน่ย์ เพื่อเป็นตัวแทนเชื่อมสัมพันธไมตรีอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ถูกต้อง นอกจากสายตระกูลหลักอย่างอาเวนติน่าร์ของข้า เฟรนด์สเกลของท่านแม่ทัพหลวง เวฮาเนสต์เองก็เป็นหนึ่งในเชื้อสายของราชวงศ์ที่ยังหลงเหลือจากกลียุคมาถึงปัจจุบัน ทางคาบันเน่ย์เองก็คงรู้สึกเป็นเกียรติกับคาอูล กับตระกูลของท่านอำมาตย์หลวง ซึ่งเป็นตระกูลที่มีความสำคัญต่อจีโอเนสอย่างยิ่งไม่น้อยไปกว่าตัวข้าแน่นอน เพราะคาอูลก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีสิทธิ์สามารถขึ้นครองจีโอเนสได้หากไม่มีข้าอยู่อีกแล้ว”
อำมาตย์หลวงลอบถอนใจเมื่อได้ฟังสิ่งที่รับสั่งมาจนจบ
“ฝ่าบาท ต่อไปในภายภาคหน้าแม้ต่อให้ตัวกระหม่อมจะไม่อยู่ ท่านแม่ทัพหลวงจะไม่อยู่แล้วก็ตาม ต้องทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวต่อไปนะพ่ะย่ะค่ะ โปรดทรงมีพระชนม์ชีพให้ยืนยาวที่สุด เพื่อที่จะได้ทรงเห็นบางสิ่งบางอย่างที่กระหม่อมปรารถนาอยากให้ฝ่าบาทได้ทรงเห็นเหลือเกิน”
“เห็นอะไร”
“ความจงรักภักดีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำตามพระประสงค์ ให้คาอูลสมรสกับเจ้าหญิงหากทางนั้นไม่รังเกียจพวกเราเสียเอง”
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ จนท้ายองค์ราชาก็ตรัสออกมาในที่สุด
“ท่านอย่าเพิ่งบอกคาอูล เจ้าก็ด้วยเข้าใจไหมแมนิค”
นายทหารมหาดเล็กรับคำในทันทีอย่างไม่มีข้อกังขา แต่ดูเหมือนว่าอำมาตย์หลวงจะคัดค้าน
“กระหม่อมคิดว่าควรให้เวลาคาอูลได้เตรียมตัวบ้างพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรการแต่งงานก็เป็นเรื่องใหญ่ เขาควรมีโอกาสได้ทำความรู้จักเจ้าหญิงบ้าง”
“ข้าเข้าใจท่าน แต่อย่างที่บอกไว้ในข้างต้น ข้าไม่ถึงกับจะบังคับ ข้าพอรู้จักเจ้าหญิงมาโมเนต แต่นั่นก็เนิ่นนานมาแล้ว ไม่รู้ว่านางจะเติบโตมาเป็นคนเช่นไร หากนางไม่ดีพอกับคาอูล ข้าก็ไม่อยากจะทำร้ายญาติผู้น้องห่างๆ ของข้าขนาดนั้นเช่นกัน เพียงแต่ในวันนี้ข้าอยากมาบอกกล่าวกับท่านไว้ เมื่อถึงเวลาหากทั้งสองคนดูเข้ากันได้ก็คงไม่ต้องเร่งรีบอะไรกันนักหรอก รอดูในช่วงงานเลี้ยงเถอะว่าพวกเขาจะเหมาะสมกันดีหรือไม่ แต่ข้าก็หวังไว้จริงๆ ว่า สองอาณาจักรของเราจะได้เชื่อมสัมพันธ์กัน”
สวนหย่อมของคฤหาสน์เวฮาเนสต์ แม้ไม่กว้างใหญ่เหมือนในพระราชวังวัง แต่ก็ให้ความรู้สึกสวยงามเรียบง่ายสบายใจไม่น้อย ชายหนุ่มหญิงสาวเดินเรื่อยเปื่อยมาจนถึงที่สวนแห่งนี้อย่างเงียบเชียบ
“ท่านพ่อคงยังสนทนาอยู่กับฝ่าบาท ท่านแม่ก็คงยังวุ่นอยู่กับการต้อนรับแขกของท่านพ่อ พี่สาวของข้าเองก็มาแต่ก็คงจะวิ่งวุ่นดูแลสิ่งต่างๆ อยู่ในครัว รออีกสักพักนะ เจ้าหิวรึเปล่า”
“ข้าไม่เป็นไรค่ะ แล้วแต่ท่านคาอูลจะสะดวกอย่างไรเลยค่ะ” ฟีออน ตอบไปเพียงเท่านั้น แค่นี้นางก็แทบจะคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นเพราะความตื่นเต้นไม่อยู่แล้ว
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ สองคนหยุดเดินแล้วยืนอยู่นิ่งในที่สุด ต่างคนยืนต่างหันหน้าไปกันคนละด้านอยู่บนสะพานข้ามบ่อน้ำโดยแทบไม่กล้าหันหน้ามามองกันเลย
“เอ่อ...เจ้าตกใจรึเปล่าที่อยู่ๆ ข้าก็ชวนออกมาแบบนี้”
ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับนางแล้วว่าเสียดายที่ไม่ได้มีเวลาโอกาสแวะพามาที่บ้าน ช่วงที่อยู่ในวังทั้งสองก็ต่างต้องไปทำหน้าที่ของตัวเอง แทบไม่ได้พูดคุยกันนานๆ ดังเช่นเดือนก่อนแล้ว ยิ่งกลับเข้ามาในวังฝ่าบาทก็ยิ่งสั่งงานให้หญิงสาวทำโน่นทำนี่จนยุ่งแทบตลอดเวลาเหลือเกิน จะว่าไปก็นานสักพักแล้วทีเดียวที่ไม่ได้มีโอกาสมาอยู่ด้วยกันสองต่อสองแบบนี้
“นิดหน่อยค่ะ ถึงมันจะชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดเอาได้แต่ข้าก็ดีใจนะ เพราะก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่าอยากให้ข้าลองเจอท่านอำมาตย์หลวง เอาเข้าจริงๆ แล้วข้าเองก็อยากจะสนทนากับบุคคลยิ่งใหญ่แบบนั้นสักครั้งหากมีโอกาส”
“เอ่อ...” คาอูลเหลือบมองฟีออนเล็กน้อย นางเข้าใจไปในทิศทางนั้นหรอกหรือ นางคงจะไม่คิดแค่นั้นจริงๆ เพราะนิสัยเจียมตัวใช่ไหม แต่หญิงสาวที่อยู่ในอาการกิริยาบีบมือตัวเองแน่นอย่างนั้นคือกำลังเขินอายใช่หรือไม่ หรือที่จริงนางก็รับรู้ใช่ไหมว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ใช่สิ...คนฉลาดอย่างนางจะต้องรู้ได้แน่ เพียงแต่ชวนคุยอ้อมๆ ให้แน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเอง
“เจ้าจำได้ไหมที่บอกว่าจะเป็นที่ปรึกษาความรักให้ข้า”
“จำได้แน่นอน ท่านมีอะไรจะปรึกษาก็ว่ามาเลย”
หญิงสาวเปลี่ยนทีท่าเล็กน้อยแล้วกล้าหันมามองคาอูลได้ตรงๆ อย่างจริงจังหนักแน่นเลยทีเดียว ยิ่งเห็นแบบนั้นแล้วคาอูลก็ยิ่งรู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมาพิกล
“ข้ากำลังคิดว่าจะบอกความรู้สึกกับนาง”
“นั่นแปลว่าท่านแน่ใจตัวเองแล้วสินะคะว่าชอบนางจริงๆ”
“ใช่...ข้าชอบนางมากจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วล่ะ”
“แล้วนางเป็นใครเหรอคะ ข้ารู้จักนางไหม อยู่ในวังรึเปล่า ถ้ารู้พวกนี้ด้วยข้าอาจจะแนะนำวิธีการพูดได้ว่า แบบไหนน่าจะเหมาะสมที่สุดนะ หญิงสาวแต่ละคนอาจจะชอบไม่เหมือนกัน”
“นางเป็นคนน่ารัก ฉลาด ตั้งใจทำงานมากๆ ผู้หญิงที่ฉลาดๆ ชอบฟังแบบไหนกันล่ะ”
“...เอ่อ ก็...อะไรที่ฟังดูจริงใจมังคะ คือไม่ต้องหวานหยดย้อยเป็นถ้อยคำสวยหรูอะไร แต่สื่อให้รู้ได้ว่ารู้สึกอย่างไร แต่ก็อย่าเชยมากเกินไป”
“หวานหยดย้อย เชยมาก นั่นเป็นคำพูดแบบไหนกัน แค่ไหนถึงจะจัดว่าเข้าข่ายเป็นแบบนั้น”
“ก็อย่าง...รักชั่วฟ้าดินสลายมังคะ ฟ้าดินอยู่ยืนยาวเทียบกับชีวิตคนแล้วมันแสนสั้นนัก ต่อให้ถึงวันที่ฟ้าล่มดินสลายจริงๆ นางก็ไม่มีวันรู้หรอก ว่าท่านจะยังรักนางอยู่จริงหรือเปล่า เอาแค่ให้รู้ว่าชั่วชีวิตที่มีลมหายใจ นางจะได้รับรู้ถึงความรักของท่าน เท่านั้นก็คงพอแล้วค่ะ”
“งั้นหรือ อือ... ถ้าอย่างนั้นข้าขอถามความเห็นเจ้าอีกหน่อย ถ้าหากแน่ใจแล้วว่าฝ่ายชายรู้สึกจริงใจจริงๆ ฝ่ายหญิงจะชอบให้คบหาดูใจกันสักระยะก่อน หรือชอบให้ไปสู่ขอแต่งงานเลยนะ ถ้าเป็นเจ้าแล้ว เจ้าคิดว่าแบบไหนดีกว่ากันฟีออน”
“ถ้าเป็นข้าหรือ ก็...ข้าก็คงอยากได้เวลาทำความรู้จักกันก่อนนะคะ ให้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายจริงใจ แต่หากว่าข้าไม่ได้รู้สึกผูกพันกับเขาในแบบชายหญิงอย่างนั้น ก็คงโบกมือลาเหมือนกัน”
คาอูลนิ่งฟังแล้วอมยิ้มขึ้นมาทีเดียว
“ฟีออน เจ้ารู้มั้ยอะไรที่ทำให้เจ้าดูน่าทึ่งที่สุดสำหรับข้า”
“อะไรกันนะ อืม...เพราะข้าชอบรู้ทันท่านใช่มั้ยล่ะ”
คาอูลส่ายใบหน้าที่ยิ้มละไมไปมาเบาๆ
“เจ้าเคารพในตัวเอง รักในศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่การหลงในตัวเอง เจ้าไม่เหมือนผู้หญิงคนไหนที่ข้าเคยพบเจอมาเลย เจ้าไม่เคยทำตัวให้ข้ารู้สึกว่าเจ้ามีปมด้อยบนใบหน้าสักนิดเดียว ข้าล่ะนึกว่ากำลังคุยกับสุดยอดสาวงามเลือกทุกอย่างได้ตามใจอยู่ทุกที”
“ฮะฮะฮะ แต่อย่างไรคนอัปลักษณ์ก็คือคนอัปลักษณ์ค่ะ พอเรื่องของข้าเถอะ เข้าเรื่องของท่านดีกว่า ท่านยังไม่ได้บอกว่าเลยว่านางเป็นใคร”
“ตอนนี้นางเป็นข้าหลวง...ฝึกหัด”
“............” ฟีออนนิ่งไปชั่วขณะ หญิงสาวทำได้เพียงมองหน้าชายหนุ่มอย่างนิ่งงันยังไม่ปริปากพูดอะไร ข้าหลวงฝึกหัดในตอนนี้เท่าที่รู้มีแต่ผู้ชาย ยกเว้นตัวนางเองคนเดียวที่ได้เข้ามาเป็นกรณีพิเศษ
“ของอาณาจักรเราเหรอคะ”
“แน่นอนสิ...ข้าทำงานให้ฝ่าบาททุกวันจะมีเวลาไหนออกนอกอาณาจักรไปมองหญิงสาวที่อื่นกัน”
หญิงสาวได้แต่บีบมือตัวเองเข้าแน่นอีก ราวกับหมดหนทางที่จะหาเหตุผลอื่นมากลบแล้วว่าหญิงสาวผู้นั้นไม่ใช่ตัวเอง จะว่าไปแล้วการบอกกล่าวกับผู้อื่นว่าจะพามาพบบิดามารดามันก็ออกจะชัดเจนอยู่แล้ว
แต่ฟีออนแทบไม่อยากจะเชื่อเลย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับตัวนางเองได้จริงๆ งั้นหรือ ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่รู้จักกัน ไม่มีวันไหนเลยที่นางจะไม่ได้เห็นหน้าของชายคนนี้ แม้จะได้คุยกันบ้างไม่ได้คุยกันบ้างตามภาระงานของแต่ละคน แต่ก็แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกครั้งที่คาอูลพูดจาเป็นห่วงเป็นใย เหมือนจะจีบนางนิดๆ หน่อยๆ นั่น ก็ทำให้หญิงสาวอมยิ้มได้แทบทั้งคืนที่นึกถึงมัน
แต่ทั้งที่อยู่ใกล้กันมากเขากลับดูห่างไกลเหลือเกิน ด้วยสถานะสูงศักดิ์ของเขาเช่นนี้ ด้วยสภาพใบหน้าของนางแบบนี้ แม้เขาจะบอกอยู่ทุกครั้งว่าไม่เคยรังเกียจ และมันก็ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวสำหรับเขา แต่อย่างไรแล้วฟีออนก็เลือกที่จะรับถ้อยคำเหล่านั้นไว้ในฐานะของมิตรภาพทั่วไป ไม่กล้าจะคิดหวังไปไกลกว่านั้น ท่านคาอูลเป็นคนอัธยาศัยดี การที่พูดจาแบบนี้กับนางได้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะพูดกับนางอยู่เพียงคนเดียว
แต่ช่วงหลังๆ มานี้เขาก็ช่างทำตัวแปลกประหลาดได้บ่อยเหลือเกิน หญิงสาวพยายามแล้วที่จะไม่คิด ไม่เพ้อฝัน ไม่นึกอะไรให้เป็นการเข้าข้างหลงตัวเอง แม้จะแอบหวังอย่างไม่คาดหวังไว้ในใจเล็กน้อยว่าสิ่งนั้นอาจจะเป็นความจริง
แต่นี่คือความจริงใช่ไหม
มันเป็นไปได้แล้วจริงๆ ใช่หรือเปล่า
ไม่เกี่ยวหรอกว่าคนผู้นี้จะเป็นใคร จะเป็นชายหนุ่มสูงศักดิ์แค่ไหนหรือไม่ ทว่า... นับแต่ครั้งแรกที่ความอ่อนโยนของเขาส่งผ่านมาถึงนางในวันที่เขาไปรับนางออกจากบ้านมาเข้าวัง และเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมากมายในช่วงเวลาอันแสนสั้น ทำให้หญิงสาวเพียรหาเหตุที่จะมาปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองแทบไม่ได้แล้วเช่นกัน
“ถ้าท่านแค่แกล้งข้าเล่น ข้าจะโกรธมากและไม่ให้อภัยเลยนะคะ”
“ฟีออน” ชายหนุ่มไม่อยากอ้อมค้อมอีกต่อไป คาอูลเอื้อมมือไปจับมือข้างหนึ่งของหญิงสาวขึ้นมา ก่อนจะบรรจงแนบไว้ที่ริมฝีปากของตน
“ข้าไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำพูดแบบไหนถึงจะไม่ดูหวานหยดย้อยหรือเชยเกินไป หรือจะพูดอย่างไรให้เจ้าเชื่อ แต่เจ้าเป็นหญิงสาวที่วิเศษที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ ข้าอยากจะบอกกล่าวผูกมัดเจ้าด้วยอะไรที่หนักแน่นกว่านี้ แต่เกรงว่าจะทำให้เจ้ารู้สึกอึดอัด ตั้งรับไม่ทันและกะทันหันเกินไป ดังนั้นขอให้เราเริ่มต้นจากสิ่งนี้ได้ไหม คบหาดูใจกันในฐานะคนรักของข้าเถอะนะ”
ชายหนุ่มใช้อีกมือที่ว่างหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา มันคือสร้อยข้อมือไข่มุกในคราวก่อนที่หญิงสาวปฏิเสธไม่รับไว้
“เจ้าบอกเองว่าให้ข้านำสิ่งนี้ไปให้หญิงสาวที่หลงรัก และข้าก็แน่ใจแล้วว่าจะมอบสิ่งนี้ให้ใคร หนนี้เจ้าจะรับมันไว้ได้รึเปล่า”
“ท่านจะไม่อับอายจริงๆ เหรอคะ หากต้องแนะนำใครต่อใครว่าข้าเป็นคนรักของท่าน”
คาอูลบีบมือของหญิงสาว ก้าวออกไปตรงหน้าเล็กน้อยเพื่อให้ร่างของตนนั้นอยู่ใกล้กับนางมากขึ้น
“แผลพวกนี้น่ะ” ระหว่างที่พูดชายหนุ่มก็ยกมือที่ถือสร้อยข้อมือไว้ขึ้นมา ใช้ปลายนิ้วสัมผัสแผลข้างที่มีรอยเย็บในบนหน้านั้นอย่างแผ่วเบา
“หากถามว่าข้าชอบใจอะไรในตัวเจ้าที่สุด มันก็คงจะเป็นแผลพวกนี้ เพราะแผลพวกนี้จึงทำให้เจ้ามีจิตใจแบบนี้ มีความคิดความอ่านแบบนี้ มีนิสัยแบบนี้ แบบที่ทำให้ข้าใจเต้นแรงได้เสมอ และที่สำคัญที่สุด มันทำให้ผู้ชายคนอื่นไม่สนใจเจ้า ทำให้เจ้ายังหลุดรอดมายืนอยู่ตรงหน้าข้าแบบนี้ได้”
ฟีออนทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจ้องมองใบหน้าของชายผู้นี้กลับอย่างแทบไม่อยากเชื่อจริงๆ ทั้งสีหน้าแววตาและน้ำเสียงของชายหนุ่มไม่มีวี่แววการหลอกเล่นเลยแม้แต่น้อย นี่คือความจริง นี่คือเรื่องจริง สิ่งที่หญิงสาวไม่เคยแม้แต่จะคาดฝันมาก่อนเลย
โคมตะเกียงไฟในสวนซึ่งมีงานฉลองในวันนี้ให้แสงสว่างโดยรอบได้อย่างเพียงพอ และนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มได้เห็นถึงใบหน้าเขินอายที่คงจะแดงระเรื่อไม่น้อยหากฟ้าใสเป็นยามกลางวัน หญิงสาวออกแรงบีบมือชายหนุ่มแน่นขึ้นเช่นกัน ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบใบหน้าหนีออกจากเขาเล็กน้อย และไม่มีคำตอบเป็นเสียงอะไรมากกว่านั้น นอกจากการพยักหน้าแล้วรับคำเบาๆ
“ค่ะ”
คาอูลดีใจจนแทบอยากจะกระโดดโลดเต้นแต่ก็เก็บอาการไว้ เขาจับข้อมือซ้ายของหญิงสาวขึ้นมาก่อนจะสวมสร้อยไข่มุกเส้นนั้นให้กับหญิงสาวไป
และภาพเหล่านั้นก็อยู่ในสายตาของชายสามคนที่เดินออกจากห้องทำงานของเจ้าของคฤหาสน์มาพอดี องค์แดริสยืนประทับนิ่งมองไปยังชายหนุ่มหญิงสาว แม้ทั้งสองจะยืนหันหลังอยู่ แต่พระองค์ก็รับรู้ได้ทันทีจากเสื้อผ้าว่าทั้งคู่ว่าเป็นใคร
อำมาตย์หลวงเองก็มีสีหน้าแปลกประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน เมื่อคลับคล้ายคลับคลาว่า ชายหนุ่มที่แอบพาหญิงสาวมาพอดรักกันบนสะพานข้ามบ่อน้ำนั้นเหมือนจะเป็นบุตรชายของตัวเอง แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือสีพระพักตร์ขององค์ราชันที่ทรงหยุดยืนนิ่ง แล้วทอดพระเนตรออกไปเบื้องหน้าด้วยสายพระเนตรอันเกินจะคาดเดาได้เหลือเกิน
“ทำอะไรกัน”
ผู้นำตระกูลเวฮาเนสต์เดินล่วงหน้าเข้าไปในสวน เมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้น ฟีออนก็รีบดึงมือที่มีสร้อยไข่มุกสวมใส่ไว้แล้วกลับ ก่อนที่ทั้งสองจะหันไปตามต้นเสียง
“ท่านพ่อ” คาอูลเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอย่างตกใจไม่แพ้กัน
อำมาตย์หลวงมองเห็นแววความหายนะที่โชยกลิ่นคลุ้งมาแต่ไกล ลูกชายของเขาดูเหมือนจะมีคนรักอยู่แล้ว มิหนำซ้ำนางยังเป็นหญิงสาวที่ฝ่าบาทเพิ่งจะแนะนำต่อหน้าทุกคน
ร่างอักษรฯ สตรีคนแรกของจีโอเนราฟางั้นหรือ หากบทสนทนาระหว่างเขากับฝ่าบาทในห้องทำงานเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น ก็นับว่าเจ้าลูกชายแตกคอกคนนี้ตาแหลมไม่น้อย แม้นางจะไม่ได้ดูมีความงาม แต่สิ่งที่อยู่ภายในตัวนางคงล้ำค่า และมีพลังดึงดูดฝ่าบาทมากพอที่จะยกนางขึ้นรับหน้าที่นั้นเป็นแน่
แต่ว่า...
“ท่านพ่อ ท่านคงรู้จักนางแล้วตอนที่ฝ่าบาทแนะนำนางต่อหน้าขุนนางทุกท่าน ฟีออนเป็นคนรักของข้าเอง”
สถานะที่เพิ่งจะเปลี่ยนแปลงถูกประกาศออกมาใช้สดๆ ร้อนๆ องค์เหนือหัวที่เสด็จตามหลังมาหยุดชะงักไปเลยทีเดียว
“ฝ่าบาทจะเสด็จกลับแล้ว เจ้าเองก็ควรกลับไปรวมตัวกับคณะเสด็จเช่นกัน ว่าที่ร่างอักษรฯ”
“ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“เดี๋ยวก่อนฟีออน”
คาอูลเอ่ยเรียกพร้อมกับคว้าข้อมือของหญิงสาวซึ่งทำความเคารพขอลาเสร็จสรรพ และกำลังจะเดินจากไปให้กลับมา
“ท่านพ่อ ข้ากำลังจะพานางไปพบท่านพ่อกับท่านแม่”
เมื่อได้เห็นภาพลูกชายทำตัวก้อร่อก้อติกกับหญิงสาวอย่างออกหน้าออกตาแล้ว ผู้เป็นบิดาจึงได้แต่ตอบกลับเสียงเย็น
“ข้ามีแขกมากมายในวันนี้คงไม่สะดวก ท่านแม่ของเจ้าก็คงจะยุ่งมากเช่นกัน”
ทั้งสีหน้าทั้งน้ำเสียงนั้นบ่งบอกได้ว่าไม่ชอบใจเลยสักนิด ภายในใจที่โลดแล่นปรีดาเมื่อครู่ของหญิงสาวหดฟ่อลงแทบจะในทันตา และรู้ได้ทันทีว่านี่คือการไม่เป็นที่ต้อนรับ ฟีออนรีบชักมือตัวเองกลับอีกครั้งในทันที
“ขออภัยที่ให้ท่านอำมาตย์หลวงได้เห็นในกิริยาไม่เหมาะสมค่ะ ข้าขอตัวกลับไปรวมกลุ่มกับขบวนเสด็จเพื่อไม่เป็นการเสียเวลามากกว่านี้” พูดจบหญิงสาวก็ย่อตัวอำลาอีกครั้งแล้วหันหลังกลับ...
กลับไปเห็นสีพระพักตร์ขององค์เหนือหัวซึ่งบ่งบอกความในพระทัยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย