บทที่ 12 องค์ไท่จื่อขอพระราชทานอภิเษกสมรส
“ฮ่องเต้ทรงยังมิได้ตรัสสิ่งใดออกมา เป็เพียงบุตรสาวอนุภรรยากล้าที่จะเอ่ยแทรกก่อนได้เช่นไร”
เว่ยฉางอันหรี่ตามองเว่ยเจี่ยวอิงพลางกล่าวอย่างเ็า
ในฐานะบุตรสาวของอนุภรรยา นั่นคือสิ่งที่เว่ยเจี่ยวอิงไม่พอใจมากที่สุด นางริษยาเว่ยฉางอัน เพียงเพราะรู้สึกว่าเว่ยฉางอันแย่งตำแหน่งบุตรสาวคนโตไปเท่านั้น
ตอนนี้เมื่อถูกเว่ยฉางอันชี้แจงต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกอับอายใบหน้าเว่ยเจี่ยวอิงแดงก่ำในพริบตา
แต่เว่ยฉางอันก็กล้าวมาไม่ผิด นางเองก็รู้สึกว่าตนรีบร้อนจนเกินไป
“หึ บุตรสาวของอนุภรรยา ไม่เห็นว่าบุตรีสาวคนโตของจวนแม่ทัพกำลังพูดกับฮ่องเต้อยู่หรือไร เป็เพียงบุตรสาวของอนุนางหนึ่งกลับกล้าแทรกพูดหรือแท้จริงนางมิได้รับการอบรมสั่งสอน”
“ใช่แล้ว พวกเ้าก็ลองคิดดู นางเป็เพียงบุตรสาวอนุจะได้รับงการอบรมสั่งสอนที่ดีได้อย่างไรเล่า”
“...”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างดังไม่หยุด ทำให้สีหน้าของเว่ยเจี่ยวอิงดูแย่ลง หากไม่ใช่ฮ่องเต้ทรงประทับอยู่ที่นี่ นางคงเปิดปาดต่อว่าพวกนางไปแล้ว
แต่สีหน้าของฮ่องเต้ก็ดูไม่ค่อยดีนัก ฮ่องเต้ปรายตามองเว่ยเจี่ยวอิงพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “แม้เป็บุตรสาวอนุ ก็มิควรไร้มารยาเยี่ยงนี้ เมื่อเป็เช่นนี้ก็มิควรออกกจวนมาเป็ที่น่าอับอายของตระกูลอีก”
เพียงแค่ประโยคสั้น ๆ ก็ตัดขาเว่ยเจี่ยวอิงได้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อฮ่องเต้เอ่ยปากออกมาแล้ว เว่ยเจี่ยวอิงจึงไม่กล้าพูดอันใดอีก นางเพียงแค่จ้องมองเว่ยฉางอันด้วยสายตาอาฆาตแค้นแล้วก็คุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่กล้าส่งเสียง
“กราบทูลฝ่าา หม่อมฉันเพียงแต่ว่างไม่มีอันใดทำ จึงชอบอ่านหนัตำราหลากหลายประเภท วันนี้หม่อมฉันก็ถือว่าได้ทำความดีแล้ว นอกจากนี้ ในฐานะที่หม่อมฉันเป็บุตรสาวคนโตของตระกูลแม่ทัพ ก็มิมีความจำเป็ที่ต้องนำเื่เล็กน้อยอย่างการอ่านตำราไปรายงานให้แก่บุตรสาวอนุภรรยาทราบเพคะ”
เว่ยฉางอันคุกเข่าลงกับพื้น ไม่แสดงท่าทีต่ำ้ตอยแต่ก็ไม่ได้หยิ่งผยอง “อีกทั้งหม่อมฉันก็เพียงสนใจเล็กน้อยเท่านั้น มีความรู้แค่เพียงผิวเผิน มิได้ศึกษาลึกซึ้งแต่อย่างใดเพค่ะ”
นางก้มหน้าลง แต่แววตาคู่นั้นกลับสะท้อนประกายเย็นะเืออกมา
แน่นอนว่าวันนี้นางกระทำประมาทเกินไป จนเผลอแสดงความสามารถของตนออกมาอย่างนั้น มิเช่นนั้นคงไม่ถูกเว่ยเจี่ยวอิงจับจับได้แล้วใช้โอกาสนี้มาเล่นงานนาง แต่ทว่าตอนนี้เว่ยเจี่ยวอิงก็ได้สร้างปัญหาให้ตนเองเช่นกัน
ฮ่องเต้ทรงระแวงจวนแม่ทัพ หากทรงทราบว่านางรู้วิชาแพทย์ที่มีฝือมือดีเช่นนี้ คงไม่พ้นที่ฮ่องเต้จะทรงคิดว่าตระกูลของนางกำลังเคลื่อนไหวหลับหลังพระองค์อย่างแน่นอน
แต่ท้ายสุดแล้วเว่ยฉางอันก็คือหมอนางมิอาจที่จะละเลยชีวิตของผู้คนได้ หากมีผู้คนล้มเจ็บป่วยเฉกเช่นวันนี้อีก แน่นอนว่านางก็คงไม่อาจนิ่งดูดายได้
เมื่อได้ฟังคำกล่างของเว่ยฉางอัน สีหน้าของฮ่องเต้ก็ทรงคลายความขุ่นเคืองลงไปทันที
“ลุกขึ้นเถิด เ้าช่างมีสติปัญญาหลักแหลมจริง ๆ แม้แต่วิชาแพทย์เ้าก็ยังเข้าใจได้ เราคงจะประเมิเ้าต่ำไปเสียแล้ว” ฮ่องเต้กล่าวด้วยรอยยิ้มละมุน น้ำเสียงก็ไม่ได้เคร่งเครียดอีกต่อไป
เว่ยฉางอันจึงได้ผ่อนลมหายใจโล่งอก ในที่สุดก็สามารถขจัดความระแวงของฮ่องเต้ได้
การอยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือร้าย เว่ยฉางอันไม่้าทำให้ฮ่องเต้ขุ่นเคืองในเวลานี้
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าา”
เว่ยฉางอันลุกขึ้นจากพื้น ในขณะที่นางกำลังจะถอยกลับไปหาผู้คน เสียงหนึ่งก็ดังมา
“กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกมีเื่ที่ปราถนาอยากจะทูลขอโปรดทรงอนุญาตด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หรงฉีก้าวออกมาจากกลุ่มคน คุกเข่าลงบนพื้นอย่างมั่นคงจ้องมองไปยังฮ่องเต้ด้วยสายตาเปล่งประกายและแน่วแน่
ยามนี้เขาได้เห็นการกระทำทุกอย่างของเว่ยฉางอันมาโดยตลอดและรู้สึกชื่นชมนางยิ่งนัก
จวนแม่ทัพมีอำนาจมหาศาล เว่ยฉางอันเป็บุตรคนโตของจวนแม่ทัพ และยังมีพร์หลากหลายเช่นนี้ หากได้นางมาเป็ไท่จื่อเฟยก็จะเป็การเสริมกำลังอย่างยิ่ง
หัวใจของหรงฉีเริ่มปรารถนาอย่างบ้าคลั่ง ต้องเป็สตรีเช่นนี้เท่านั้นจึงจะคู่ควรกับตำแหน่งองค์ไท่จื่อเช่นเขา
“‘งั้นรึ? องค์ไท่จื่อปราถนาสิ่งใดเล่า?” ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
หรงฉีโต้งคำนับด้วยเคารพอย่างอ่อนน้อมต่อหน้าฮ่องเต้และฮ่องเฮา พร้อมเอ่ยว่า “วันนี้คือวันเกิดของคุณหนูใหญ่เว่ยฉางอันนี้ ยามนี้คุณใหญ่เว่ยก็ถึงวัยที่จะออกเรือนแล้ว แต่ตำแหน่งไท่จื่อเฟยของลูกยังคงว่าง ดังนั้นลูกจึงปรารถนาจะขอคุณใหญ่เว่ยมาเป็ไท่จื่อเฟย ขอเสด้จพ่อทรงพระราชทานอภิเษกสมรสให้แก่ลูกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงกราบทูลของหรงฉีดังสิ้นลง สีหน้าของฮ่องเต้เปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยยังมิได้ทรงรับสั่งทันที
เหล่าบรรดาขุนนางและคุณหนูจากตระกูลต่างพากันตกตะลึง สายตาแต่ละคนจับจ้องมายังเว่ยฉางอันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและริษยา
องค์ไท่จื่อทรงขอพระราชทานอภิเษกสมรสด้วยตนเองเช่นนี้ ซ้ำยังเป็ตำแหน่งไท่จื่อเฟย นี่เป็สิ่งที่เหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางทั้งหลายปราถนา! ยิ่งไปกว่านั้นองค์ไท่จื่อยังมีรูปโฉมที่งดงาม ทั้งมีพระปรีชาสามารถ คุณหนูจากตระกุลขุนนางต่างหมายปองที่จะได้เป็ไท่จื่อเฟยของเขาทั้งนั้น!
เพราะไท่จื่อเฟยขององค์ไท่จื่อปัจจุบันก็คือ ฮองเฮาในวันข้างหน้า!
เว่ยฉางอันหยุดชะงัก ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านในดวงจิต!
ในที่สุดมันก็มาถึง!
ในชาติก่อนหรงฉีก็เคยขอพระราชทานอภิเษกสมรสเช่นนี้ ตนเองในเวลานั้นมีความสุขและยินดียิ่งนัก ซ้ำครั้งนั้นนางยังถูกความประหลาดใจที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้นางมึนงงกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ในชาตินี้ นางจะไม่มีวันอภิเษกสมรสกับหรงฉีเป็อันขาด!
ขณะที่เว่ยฉางอันกำลังจะเปิดปากหาวิธีปฏิเสธ เสียงทุ้มต่ำที่นุ่มนวลก็ดังขึ้น
“กราบทูลเสด็จ ลูกเองก็มีคำร้องขอหนึ่งอย่างด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนถูกเสียงนั้นดึงดูดความสนใจไป เมื่อหันไปตามเสียงก็พบว่าเป็หรงหลีเซิงที่กำลังผลักล้อรถเข็นเคลื่อนมาอย่างช้า ๆ
“เ้าว่ามาเถิด” เมื่อฮ่องเต้เห็นว่าหรงหลีเซิง สีหน้าก็คลายความเคร่งขรึมลง พร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ที่จริงแล้ว ลูกกับคุณหนูใหญ่เว่ยต่างมีใจปรารถนาซึ่งกันและกันมานานแล้ว เพียงแต่รอคอยให้ถึงวันเกิดของนาง จึงจะได้กราบทูลขอพระราชทานอภิเษกสมรส แต่ไม่นึกว่าจะถูกองค์ไท่จื่อกราบทูลตัดหน้าลูกไปเสียก่อน” หรงหลีเซิงกล่าวอย่างไม่รีบร้อน สีหน้าภายใต้หน้ากากไม่มีผู้ใดคาดเดาได้
หรงฉีกำมือแน่นภายใต้แขนเสื้อ
หรงหลีเชิง! กล้าดียังไงมาทำลายแผนการของข้าอีกแล้ว!
หลังจากที่ฮ่องเต้ฟังคำกล่างของหรงหลีเซิงจบ ก็รีบทวนถามอีกรอบ
“เซิงเอ๋อร์ เ้าพูดจริงหรือไม่?”
หากกล่าวถึงจวนแม่ทัพนั้นที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ ฮ่องเต้เองก็ไม่อยากให้องค์ไท่จื่อผูกพันวงศ์วานกับนางเท่าไรนัก มิช่นนั้นอำนาจในราชสำนักอาจจะล้ำเอียงได้ ไม่เพียงเท่านั้นอาจคุกคามมาถึงอำนาจของฮ่องเต้เองเสียด้วยซ้ำ
บัดนี้หรงหลีเซิงกราบทูลขอพระราชทานอภิเษสมรสบุตรสาวของจวนแม่ทัพไปเป็พระชายาย่อมช่วยแบ่งเบาความกังวลภายในใจของฮ่องเต้ได้
หรงหลีเชิงมีใบหน้าเสียโฉมและขาพิการ โอรสที่เป็เช่นนี้ไม่มีทางขึ้นครองบัลลังก์และเป็ฮ่องเต้ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นฮ่องเต้จึงไม่ระแวงเขา
หากหรงหลีเซิงผูกพันวงศ์วานกับจวนแม่ทัพ ก็จะสามารถคุมอำนาจของนางได้พอประมาณ โดยมิกระทบกระเทือนพระราชอำนาจนี่นับเป็ผลดีสองประการ
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ หากเสด็จพ่อทรงมิเชื่อสามารถซักถามคุณหนูใหญ่ได้พ่ะย่ะค่ะ" หรงหลีเซิงเอ่ยพลางหันไปมองยังเว่ยฉางอัน
“ฉางอัน เป็เช่นนั้นจริงหรือ? เ้ากับเซิงเอ๋อร์รักใคร่กันจริงหรือไม่?”
เมื่อได้ยินฮ่องเต้ซักถาม เว่ยฉางอันจึงหันไปสบตากับหรงหลีเซิง ทันใดนั้นก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ
นางเห็นแววตาเย้ยหยันจากชินอ๋องอย่างชัดเจน!
ชินอ๋องผู้นี้เ้าเล่ห์ยิ่งนัก เขารู้ดีว่านางเกลียดชังหรงฉีและไม่ปรารถนาจะเป็ไท่จื่อเฟยของเขา แต่บัดนี้นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว!
สุดท้ายนางก็ตั้งใจจะร่วมมือกับชินอ๋องผู้นี้อยู่แล้ว การอภิเษกสมรสกับเขาก็นับเป็วิธีตัดขาดความหวังของหรงฉีที่มีต่อนางได้ดี
คิดได้เช่นนี้แล้ว เว่ยฉางอันจึงก้าวเท้าเข้าไปข้างกายหรงหลีเซิง โค้งคำนับทำความเคารพต่อเบื้องหน้าฮ่องเต้แล้วเอ่ยว่า “กราบทูลฝ่าา ตามที่ฝ่าาทรงถาม หม่อมฉันกับท่านชินอ๋องต่างรักใคร่ซึ่งกันและกันจริงเพคะ”