เท้าทั้งสองข้างเริ่มอ่อนล้า การเดินขึ้นเขาแน่นอนว่ามันเป็การเดินต้านแรงดึงดูดของโลก มีหลายครั้งที่ฉันต้องขอเขาหยุดพักเพื่อเอาแรง และหลายครั้งที่เขาพยายามอาสาแบกฉันขึ้นหลัง ต่อให้เขาจะบอกฉันว่าการแบกฉันเป็เื่ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ถึงยังไงสำหรับฉันก็ยังมองว่ามันคือเอาเปรียบเขาอยู่ดีนั่นแหละ
“พักก่อนไหม?”
“แม่นางไม่น่าดื้อ ยอมขึ้นหลังข้าน้อยป่านนี้ถึงที่พักไปนานแล้ว”
“ไม่เอา ฉันจะเดินเอง”
“ถ้าอย่างนั้น ผู้น้อยก็ขัด”
เดินมาเกือบทั้งวัน ยังไม่ถึงที่พักซึ่งเขาเคยบอกฉันเลย แม้แต่เงาหลังคาก็ยังไม่ได้เห็นสักหลังเดียว สูงขนาดนี้ คนที่นี่เขาอยู่กันไปได้ยังไง ฉันคนแรกแหละที่ไม่ยอมอยู่ในที่ที่มันห่างไกลตัวเมือง และสิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้อย่างแน่นอน
ตอนที่สมองกำลังคิดเื่โน้นนั่นไปเรื่อย เงาหลายสายพุ่งผ่านหน้าของฉันไปด้วยความเร็วแสง ก่อนเงาสายนั้นจะปรากฏตัวต่อหน้าเขาที่กำลังยืนพิงต้นไม้อยู่ มันไม่ใช่เงาที่วิ่งผ่านอากาศ แต่...เป็คน!
“คารวะนายน้อย” คนพวกนี้มีวิชาวิ่งได้รวดเร็วแบบเดียวกับชายชุดดำที่จับฉันวันนั้นไม่ผิด แต่พวกเขาไม่ได้ปกปิดรูปพรรณสัณฐานเหมือนคนกลุ่มนั้น “นี่คือสารด่วนขอรับ”
เขามีสีหน้าจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย สีหน้าและแววตาแบบนี้ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนเป็คนละคนกันกับที่ฉันเคยรู้จักมาสองวันเต็ม
“พวกเ้ารีบกลับไปเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ข้าจะตามไป”
“ขอรับ” คนกลุ่มนั้นยกมือคำนับเสร็จก็หายไปราวกับสายลมเช่นในตอนที่มา
“พวกเขาเป็ใครหรอ” ฉันที่นั่งรอเขาอธิบาย แต่ก็อดทนรอต่อไม่ไหวจึงถามกลับทันที “มันเป็ความลับสินะ...ว้าย!” ด้วยความใฉันร้องะโจนสุดเสียง
เสียงของสายลมพัดผ่านหูไปเหมือนกับฉันกำลังขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่ได้สวมหมวกกันน็อค ดวงตาทั้งสองข้างของฉันเบิกกว้างด้วยความใทันทีเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ใต้เท้าของฉันไม่ใช่พื้นดิน แต่มันกลับเป็ความเวิ้งว้างสูงเสียดฟ้า ตอนนี้ฉันทำได้เพียงแค่โอบกอดรอบลำคอผู้ชายคนนี้เอาไว้แน่น มันเป็สิ่งยึดเหนี่ยวอย่างเดียวที่ตอนนี้พอจะมีให้ไขว่คว้าไว้ ถ้าหากฉันตาย เขาก็คงต้องตายเหมือนๆ กัน ฉันไม่ได้จะแช่งนะ แต่ด้วยระดับความสูงขนาดนี้ ไม่ใช่นกก็คงต้องตกไปตายสถานเดียว
“ไม่ต้องกลัว วิธีนี้เป็เพียงทางเดียวที่ข้าน้อยจะพาแม่นางไปถึงจุดหมายได้รวดเร็วที่สุด” เวลาแบบนี้ เขายังจะมาส่งยิ้มหวานให้ฉันอยู่อีกหรือไง ไม่มีเวลามาเคลิ้มตามหรอกนะ
เขาใช้มือทั้งสองข้างอุ้มร่างของฉันเอาไว้แนบชิดแผ่นอกที่มีเสียงเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอ ซึ่งมันแตกต่างกับฉันในเวลานี้หัวใจเ้ากรรมเต้นแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอก ไม่ได้กลัวความสูงนะ แต่แบบนี้เขาเรียกว่ามันไม่ทันตั้งตัว ฉันแอบเห็นเขาเพียงใช้ปลายเท้าแตะลงบนยอดต้นไม้หรือแม้กระทั่งกลีบดอกไม้ที่ปลิวมาตามสายลม เขาเพียงใช้แค่ปลายเท้าสะกิดร่างของเขาก็พุ่งไปด้านหน้าอย่างอิสรเสรี หรือจะเรียกอีกแบบก็คงเหมือนจอมยุทธ์ในหนังจีนที่มีวิชาเหาะเหินเดินอาการ ยิ่งต้นไม้สูง ความสูงของการพุ่งตัวก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และรวดเร็วกว่าเดิมเข้าไปอีก
บรรยากาศรอบตัวมีเพียงสายลมและเมฆหมอก เมื่อทะลุผ่านม่านหมอกเข้ามา เบื้องหน้าคือวิวที่มองเห็นหมู่บ้านเล็กๆ บนหุบเขา มีต้นไม้ ดอกไม้ น้ำตก และรวมถึงแปลงผักสีเขียวชอุ่ม ที่นี่ดูเงียบสงบ ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ถ้าเกิดว่าเขาไม่พาฉันบินขึ้นมาสูงถึงขนาดนี้
ฉันคงมีกะจิตกะใจชมทิวทัศน์เบื้องล่าง แต่น่าเสียดายที่ฉันจะต้องบอกลาชีวิตน้อยๆ อีกครั้ง เมื่อเขาพุ่งตัวลงสู่เบื้องล่าง หรือเรียกง่ายๆ ว่าดิ่งลงพื้น คล้ายๆ เครื่องบินตก ซึ่งด้านล่างไม่มีเบาะรอง หรือสิ่งที่จะสามารถรับประกันได้ว่าเราจะไม่ตกลงไปขาหัก หัวกระแทกสมองบวมจนตาย
“แม่จ๋าช่วยหนูด้วย!” แต่เมื่อกำลังจะตกกระแทกพื้นราวกับมีมวลอากาศหนาแน่นมารองใต้เท้าของเขา เพราะฉันเห็นเพียงเขาแลนดิ่งลงพื้นได้อย่างสวยงาม “ฉันรอดแล้ว” ฉันเผลออุทานออกมาด้วยความดีอกดีใจเมื่อเห็นว่าตนเองไม่ต้องสังเวยชีวิตยังสถานที่แห่งนี้
เมื่อลงถึงพื้น ฉันก็รีบะโออกจากอ้อมแขนของเขาทันที เพราะแค่รู้สึกว่าบนพื้นน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ใกล้ตัวของชายผู้นี้
“อยู่ที่นี่เดี๋ยวแม่นางก็จะชินเอง” เขาส่งยิ้มแห้งๆ พร้อมเกาศีรษะน้อยๆ
“ไม่มีทาง”
ฉันสาบานว่าฉันจะเดินบนพื้นดิน ต่อให้มันจะช้าหรือเหนื่อยขนาดไหนก็ตาม ฉันก็จะไม่มีทางพาตัวเองไปอยู่บนฟ้าแบบเมื่อกี้อีกเด็ดขาด
โปรดติดตามตอนต่อไป