เวลาแห่งการเฉลิมฉลองต้อนรับฤดูใบไม้ผลิยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
การแสดงฉิน[1]ของคุณหนูหลิวชิงกำลังสร้างความเพลิดเพลินให้กับแเื่ เยี่ยนจิ้นหลิงที่กลับมานั่งประจำที่ของตนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
มู่เลี่ยงหรงเห็นจิ้งจอกหนุ่มเดินกลับเข้ามาก็ทำเพียงปรายตามองแว่บหนึ่งแล้วหันไปให้ความสนใจและสนทนาอย่างออกรสกับเ้ากรมอาญาที่แวะมาคารวะสุราบุตรเขยอย่างเขา
เยี่ยนจิ้นหลิงลอบเหยียดปากเล็กน้อยเฝ้ารอคอยเวลาที่ฉินอ๋องจะยิ้มไม่ออกมาถึง ตอนนี้ตนเองจะปล่อยให้อีกฝ่ายมีความสุขไปก่อน
เมื่อเห็นน้องชายครุ่นคิดซ้ำยังเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์จนถึงดวงตา เยี่ยนหยางจงก็อดสังหรณ์ใจไม่ได้ แม้น้องชายคนนี้จะไม่ชอบการนองเืแต่ก็มีนิสัยเสียติดตัวคือขี้แกล้งและชอบอาฆาต หากเขาไม่พอใจผู้ใดก็มักจะหาทางให้คนผู้นั้นพบความหายนะหลายรูปแบบมีั้แ่เื่เล็กน้อยไปจนถึงเื่ใหญ่โต ยังดีที่พ่อจิ้งจอกสีเงินตัวร้ายไม่ชอบสังหารผู้คนส่งเดชมิเช่นนั้นเขากับท่านพ่อคงได้ปวดหัวหนักกว่านี้
ระหว่างนั้นทุกคนต่างทานอาหารดื่มสุรา และชมการแสดงต่อไปอย่างสำเริงสำราญ จนการแสดงฉินของคุณหนูหลิวชิงจบลง ฮ่องเต้ทรงพระราชทานรางวัลอีกเช่นเคยและเพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา ขันทีน้อยคนเดิมก็ขานชื่อการแสดงชุดต่อไป
“การแสดงขลุ่ยพลิ้วพรายจากจวนไคกั๋วกง คุณหนูเยี่ยนเยว่ฉีแสดง...”
สิ้นเสียงขานสตรีในชุดสีชมพูกรุยกรายย่างเท้าออกมาอย่างแช่มช้อยสู่ลานแสดงหน้าพระพักตร์เยี่ยนเยว่ฉีงดงามดุจเทพธิดาจาก์ พาผู้คนตะลึงงันในรูปโฉมนางยิ้มพรายปรายสายตาหวานหยาดเยิ้มสะกดใจริมฝีปากแดงระเรื่อชุ่มฉ่ำจรดกับผิวขลุ่ยหยกในมือ
“ช้าก่อน” เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะเป็มู่เลี่ยงหรงนั่นเอง
“ทูลฝ่าากระหม่อมฉินอ๋องใคร่จะร่วมแสดงครั้งนี้กับคุณหนูเยี่ยนด้วยหวังว่าจะสร้างสีสันด้วยพิณหวนคำนึง ขอฝ่าาทรงอนุญาต”
แเื่ในงานต่างใแตกตื่นกันยกใหญ่ฉินอ๋องจะร่วมบรรเลงเพลงพิณกับบุตรสาวท่านแม่ทัพใหญ่ ผู้คนต่างรู้กันดีว่าท่านอ๋องผู้นี้มีฝีมือเล่นพิณเป็หนึ่งในใต้หล้าแล้วพิณหวนคำนึงนั้นก็เป็สมบัติล้ำค่าควรเมือง ไม่ใช่ผู้ใดจะได้ชื่นชมกันง่าย ๆ พวกเขาเ่าั้จึงตั้งหน้าตั้งตารอให้ฮ่องเต้ทรงอนุญาต
“หรงเอ๋อร์ทำไมเ้าจึงนึกอยากเล่นดนตรีคู่กับคุณหนูเยี่ยนนักเล่า” มู่เหวินหลงทรงมีรับสั่งถามแทนใจใครหลายคนที่กำลังส่งสายอยากรู้อยากเห็นมาทางบุคคลทั้งคู่
“ทูลฝ่าากระหม่อมได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูเยี่ยนมานาน อยากเปิดหูเปิดตาพ่ะย่ะค่ะ”มู่เลี่ยงหรงคลายข้อกังขาลงอย่างง่ายดาย
“ดีข้าอนุญาต”
“ขอบพระทัยฝ่าา”
หลังจากได้พระอนุญาตแล้วนางกำนัลก็อุ้มพิณหลังงามออกมาวางไว้บนโต๊ะและจัดที่นั่งสำหรับท่านอ๋องในเวลาอันรวดเร็วเยี่ยนเยว่ฉีปรายตามองก็เห็นพิณผิวเนื้อดีส่องประกาย สายพิณที่ขึงตึงพอดี มีอักษรสีทองสลักว่า‘หวนคำนึง’ ไว้อย่างชัดเจน มู่เลี่ยงหรงก้าวเท้าเข้ามายังกลางลายแสดง ก่อนสะบัดชายชุดคลุมสีดำปักเลื่อมทองแล้วนั่งลงอย่างสง่างาม
ยามนี้ฉินอ๋องพร้อมที่จะบรรเลงเพลงคู่กับสตรีผู้เลอโฉมแล้ว
“เ้าจะเล่นเพลงอะไร” มู่เลี่ยงหรงหันไปสบั์ตาหวานหยาดเยิ้ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวลยิ่ง
“หม่อมฉันให้ท่านอ๋องเป็ผู้เลือกเพคะ” เยี่ยนเยว่ฉียิ้มตอบ
“ได้...เพลงนี้ข้าขอมอบให้เ้า เสี่ยวเยว่” รอยยิ้มน้อย ๆ ของเขาเต็มไปด้วยนัยที่ชวนให้สตรีใจเต้นแรง
สิ้นคำประกาศของมู่เลี่ยงหรงทำเอาบรรดาแเื่พากันตกอกใอีกครา ฉินอ๋องประกาศเล่นเพลงนี้ให้คุณหนูเยี่ยนผู้งามดั่งเทพธิดาซ้ำยังเรียกขานกันอย่างสนิทสนม นี่ใช่การเกี้ยวอิสตรีของท่านอ๋องใช่หรือไม่
แต่ใครจะคิดเช่นไรก็มิได้ทำให้การแสดงหยุดลง
มู่เลี่ยงหรงเริ่มต้นจรดปลายนิ้วลงบนพิณล้ำค่าฉับพลันท่วงทำนองแห่งบทเพลงหงส์วอนหาคู่ก็ดังกังวานไปทั่วบริเวณ พอได้ฟังทุกคนต่างเลิกสงสัยในทันทีหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดครานี้จวนฉินอ๋องคงจะมีสตรีแต่งเข้าไปเพิ่มอีกนางแล้วเพียงแค่ยังไม่รู้ว่าจะได้ตำแหน่งใดเท่านั้นเอง
ทว่าคนที่ใกว่าผู้ใดเห็นจะเป็จ้าวกุ้ยอิน นางไม่นึกมาก่อนเลยว่านอกจากถางซือเซียนแล้วยังจะมีสตรีคนใหม่เพิ่มเข้ามาเป็มารหัวใจของตนเองอีก ยามนี้นางนั่งกระฟัดกระเฟียดมือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ส่งสายตาอาฆาตไปยังเยี่ยนเยว่ฉีแต่กลับหม่นหมองลงเมื่อมองไปยังชายหนุ่มในดวงใจ
ถางซือเซียนนั่งยิ้มด้วยอารมณ์ที่ต่างไปนี่เป็ครั้งแรกที่มู่เลี่ยงหรงเล่นบทเพลงสื่อความหมายให้แก่สตรีโดยตรง สาวน้อยจึงอดที่จะลอบหัวเราะให้กับปฏิกิริยาของท่านหญิงกุ้ยอินไม่ได้เพราะสำหรับนางแล้วหากสตรีทั้งเมืองหลวงจะแต่งเข้าจวนฉินอ๋องตนเองก็รู้สึกยินดียกเว้นก็แต่จ้าวกุ้ยอินผู้เดียวที่ไม่คู่ควร
ทางด้านสามบุรุษจากจวนไคกั๋วกงต่างทำหน้านิ่งไม่แสดงท่าทีอันใดทั้งสิ้นพวกเขาดื่มสุราพูดคุยเสวนากันประหนึ่งว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกตนแม้แต่น้อย
หลังจากมู่เลี่ยงหรงบรรเลงได้่หนึ่งเยี่ยนเยว่ฉีก็เริ่มเป่าขลุ่ยขึ้นสอดประสานรับกับเขา หนึ่งบุรุษสูงส่งอาจหาญ หนึ่งสตรีงดงามเฉิดฉายต่างบรรเลงบทเพลงหงส์วอนหาคู่อย่างไพเราะจับใจ จนบรรดาแเื่รู้สึกปริ่มเปรมแทบััได้ถึงความรักอันอบอวลอยู่ในอากาศ
ท่านอ๋องหนุ่มสบั์ตาโฉมสะคราญอย่างลึกซึ้งทั้งสองต่างแสดงออกถึงจิตใจอันเปี่ยมล้นไปด้วยความเสน่หา เสียงพิณและขลุ่ยหยกบรรเลงสอดประสานไพเราะกังวานจับใจไปทั่วบริเวณดังมีมนต์วิเศษพาให้คนซาบซึ้งตรึงใจ จวบจนการแสดงจบสิ้นลง มู่เลี่ยงหรงจึงลุกขึ้น ย่างเท้าเข้าไปหยุดยืนใกล้กับเยี่ยนเยว่ฉี เขายิ้มกว้างถึงดวงตาซึ่งไม่มีผู้ใดเห็นมานานมากแล้ว
ขณะนี้ผู้คนต่างคิดตรงกันว่าพวกเขาเหมาะสมกันดั่งคู่์สร้างโดยแท้จึงพากันปรบมือดังกึกก้อง พลางเหลือบตามองสีพระพักตร์ฮ่องเต้ด้วยหัวใจระทึก
“เ้าชอบเพลงนี้หรือไม่ข้าตั้งใจเล่นให้เ้าเชียวนะ” มู่เลี่ยงหรงพูดเอาใจหญิงสาว มีสตรีใดบ้างเล่าไม่ชอบให้บุรุษเกี้ยวพานางต้องพอใจอยู่แล้ว
“ชอบเพคะ เพียงแต่...”
“มีอะไรไม่ดีหรือ” มู่เลี่ยงหรงตกประหม่าเล็กน้อยไม่ทราบว่าตนพลาดที่ตรงไหน ฝีมือพิณของเขาก็ไม่เคยมีผู้ใดกังขาเมื่อครู่เขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพึงใจนาง ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ยังไม่เพียงพอให้ประทับใจหรืออย่างไร
“ท่านอ๋องคงลืมแล้วกระมังว่า‘หงส์วอนหาคู่’[2]นั้นแต่งโดยผู้ใด สุดท้ายแล้วสตรีที่เขากล่าวถึงในบทเพลงก็ต้องชอกช้ำกายใจจนต้องแต่ง ‘ลำนำผมขาว’[3] ตอบแทนให้กับความรักอันจอมปลอม” เยี่ยนเยว่ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบั์ตาพร่าเลือนไปด้วยไอหมอก ไม่เหลือท่าทีเอียงอายเคลิบเคลิ้มเหมือนดั่งตอนอยู่ในถ้ำใต้น้ำตกจำลอง
ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วกอปรกับคำตอบทำให้มู่เลี่ยงหรงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยมือที่มองไม่เห็นชายหนุ่มรู้สึกชาที่หัวใจ แต่ก็ยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นเอาไว้
“คิดมากไปแล้วหากเ้าไม่ชอบเพลงนี้ วันหน้าข้าจะเล่นเพลงอื่นให้ฟังก็ได้ เราสองคนยังมีเวลาอีกทั้งชีวิต” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลก ๆ ที่กำลังก่อตัว เขาเอื้อนเอ่ยถ้อยคำแสดงเจตจำนงว่าจะอยู่กับนางไปชั่วนิรันดร์เพื่อย้ำเตือนเื่คำสัญญา
เยี่ยนเยว่ฉีมิได้ตอบอันใดอีกยังคงยืนด้วยท่าทีสงบนิ่ง อมยิ้มน้อย ๆ รอคอยรับสั่งของฮ่องเต้ที่กำลังพระสรวลอยู่
ฮ่องเต้มู่เหวินหลงเห็นท่าทีของมู่เลี่ยงหรงก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งเนื่องจากไม่ต้องขัดแย้งกับพระอนุชาเื่บังคับแต่งงานฉินอ๋องผูกสัมพันธ์อันดีกับขุนนางมากความสามารถเอาไว้คู่บัลลังก์กลุ่มผู้คิดกระด้างกระเดื่องย่อมไม่มีโอกาสชักนำท่านแม่ทัพใหญ่ไปเป็พวกด้วยอีกแล้วถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว
เพียงเท่านี้ฮ่องเต้เช่นเขาก็นอนหลับสนิทได้เสียที
“ไพเราะมากเราจะให้รางวัลแก่พวกเ้าทั้งคู่ ว่าอย่างไรฉินอ๋องจวนของเ้าคงมีสิ่งของมากมายไม่ขัดสนครั้นเราจะยกให้สุ่มสี่สุ่มห้าก็เกรงว่าเ้าจะมีอยู่ก่อนแล้วยังขาดสิ่งใดอยู่หรือไม่ จงขอมาเถิด”
“ทูลฝ่าาจวนของกระหม่อมมิได้ขัดสนสิ่งใด จะขาดก็แต่เพียงพระชายาเอกคู่ใจ ซึ่งบัดนี้กระหม่อมได้พบสตรีที่เหมาะสมผู้นั้นแล้วขอพระองค์ทรงส่งเสริมพวกเราทั้งสองด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”มู่เลี่ยงหรงกล่าวด้วยเสียงดังกังวานแล้วผินมองเยี่ยนเยว่ฉีที่ยืนอยู่ข้างกายั์ตาเต็มไปด้วยแววรักใคร่อย่างไม่ปิดบัง เขายิ้มให้นาง แสดงออกว่าจริงใจเหลือประมาณ
“ในเมื่อฉินอ๋องออกปากเองเช่นนี้ เราย่อมยินดีส่งเสริม”มู่เหวินหลงพระสรวนอย่างพอพระทัย เสร็จแล้วจึงหันไปตรัสถามเยี่ยนเยว่ฉี” “แล้วคุณหนูเยี่ยนเล่า้ารางวัลเป็สิ่งใดอย่าบอกนะว่าเ้าจะขอในสิ่งเดียวกัน เช่นนั้นเราจะมอบชุดแต่งงานที่งดงามที่สุดให้ ดีหรือไม่เล่า”
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงเมตตาหากแต่หม่อมฉันก็มิได้้าสิ่งของเช่นกัน”
“เ้า้าสิ่งใดเล่าบอกมาเถิด เรายินดี”
“ทูลฝ่าามารดาของหม่อมฉันยังป่วยอยู่เมืองหานจี จึงมิได้เดินทางกลับเมืองหลวงมาด้วยอีกทั้งครอบครัวของหม่อมฉันถือเื่โชคลางเป็สำคัญหากฉินอ๋องหมายให้เกียรติตระกูลเยี่ยนของพวกเรา หม่อมฉันจึงจำเป็ต้องเป็ผู้กำหนดวันสมรสด้วยตนเองขอฝ่าาทรงอนุญาตด้วยเถิดเพคะ”
“เยี่ยนเยว่ฉี! เ้าคิดจะทำอะไร” มู่เลี่ยงหรงใกับท่าทีของนางรอยยิ้มใบหน้าหล่อเหลาจางหายไป
‘สตรีผู้นี้จะทำสิ่งใดอีก นางคิดจะฉีกหน้าข้าต่อหน้าเหล่าขุนนางใช่หรือไม่’
“เรียนท่านอ๋อง หม่อมฉันเพียงอยากพบมารดาก่อนออกเรือนและ้าแต่งงานด้วยฤกษ์อันเป็มงคล ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดเพคะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบชัดถ้อยชัดคำ
[1] ฉินหรือพิณเป็เครื่องสายจีน เดิมมีห้าสาย ต่อมาพัฒนาเป็เจ็ดสายเป็เครื่องดนตรีอันแสดงถึงความสูงสง่า
[2] หงส์วอนหาคู่ เป็บทกวีประกอบเพลงพิณโบราณแต่งขึ้นโดยหม่าเซียงหรูตอนที่ยังเป็บัณฑิตยากจน เขาได้พบรักกับบุตรสาวคหบดีและบรรเลงเพลงนี้แสดงความในใจต่อมาคนทั้งคู่หนีตามกันและใช้ชีวิตร่วมกัน
[3]ลำนำผมขาว เป็บทกวีที่แต่งขึ้นโดยจั่วหวินจวินภรรยาของหม่าเซียงหรู เพื่อเป็การเตือนให้เขาระลึกถึงคำมั่นสัญญาในความรักเพราะหลังจากที่หนีตามกันมาหม่าเซียงหรูสอบติดราชการได้เป็ขุนนางและคิดมีภรรยาน้อย