บทที่4
ความลับของกำไลหยก
เซี่ยอันอวี่ในยามนี้ถึงกับปากอ้าตาค้างใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงสุดขีด นางชี้นิ้วไปข้างหน้าด้วยท่าทางแข็งค้างราวกับสติยังไม่ทันกลับเข้าร่าง
สิ่งที่ลอยอยู่เบื้องหน้า…มันคืออะไร?
เ้ามนุษย์จิ๋วร่างเล็กที่มีผมและดวงตาเป็สีเขียวใสลอยนิ่งอยู่ตรงหน้าในระยะเอื้อมถึง ราวกับไม่มีแรงโน้มถ่วงใด ๆ ผูกพัน
ทันใดนั้นมนุษย์จิ๋วผู้นั้นก็ยกมือทั้งสองขึ้นประสานกัน แล้วโน้มตัวลงคารวะ
น้ำเสียงสดใสแต่นุ่มนวลดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“นายหญิง!”
เซี่ยอันอวี่ผงะถอยดวงตาเบิกกว้างราวกับจะหลุดออกจากเบ้า
“เ้า...พูดได้ด้วย?!”เสียงของนางสั่นระริก ตื่นตระหนกเต็มที่ขณะที่สายตายังคงจับจ้องเ้าตัวเล็กตรงหน้าไม่วาง
อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นดวงตาสีเขียวสดใสระยิบระยับ ยิ้มกว้างจนแก้มบุ๋มแล้วพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี
เซี่ยอันอวี่ถึงกับอ้าปากค้างกว่าเดิมปากของนางเปิดกว้างจนดูเหมือนจะสามารถยัดลูกบอลได้ทั้งลูก
สูดลมหายใจลึกตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งนางก็เอ่ยถามออกมาด้วยเสียงสูง
“เ้า!!คือตัวอันใดกันแน่!?”
มนุษย์จิ๋วตอบด้วยท่าทางสุภาพอีกครั้ง “ข้ามู่ซาน ขอรับ” เสียงใส ๆดังขึ้นราวกับลมพัดผ่านระฆังเงิน
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วทันที “ข้าไม่ได้ถามชื่อเ้า... ข้าถามว่า เ้า คือตัวอะไรกันแน่!”
มู่ซานชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็ชี้นิ้วเล็ก ๆ ของตนไปที่ใบหน้าตัวเองอย่างงุนงง “ข้า...อย่างข้าหรือขอรับ?”
สายตาของเขาจ้องมองนางนิ่ง ๆดวงตาสีเขียวระยิบเหมือนหยกใส ส่องแววแปลกใจปนตำหนิเล็ก ๆคล้ายกำลังมองใครบางคนที่ไม่รู้เื่พื้นฐานอย่างน่าขัน
เซี่ยอันอวี่เห็นสายตาเช่นนั้นก็ถึงกับมุมปากกระตุกสีหน้าผสมระหว่างโมโห ขายหน้า และงุนงงจนไม่อาจอธิบายได้
“ข้าคือ จิติญญาพฤกษาา”เ้ามนุษย์จิ๋วที่มีนามว่า มู่ซาน ประสานมือแนะนำตัวอีกครั้งอย่างภูมิใจน้ำเสียงของเขาชัดเจน สดใส และเปี่ยมความมั่นใจเสียจนคนฟังอยากจะหายใจแรงใส่
“จิต...ิญญาพฤกษาา?”เซี่ยอันอวี่ทวนคำด้วยน้ำเสียงสับสนใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามที่แทบจะลอยขึ้นมาบนหน้าผาก
ชื่อเรียกนั้นฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายนางรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมของตน และพอจะเข้าใจว่าโลกนี้มีเื่ลี้ลับ เช่นผู้ฝึกพลัง หรือสัตว์อสูรอันน่าหวาดกลัว...
แต่ มนุษย์จิ๋วลอยได้ที่พูดจาเหมือนกำลังกลั่นแกล้งอารมณ์คนแบบนี้ นางยังไม่เคยเจอมาก่อนเลยสักครั้ง
“หมายความว่าอย่างไร?”นางถามออกไปในที่สุด พลางขมวดคิ้วอย่างอดกลั้น
และแล้ว คำตอบที่ได้รับก็คือ...แววตาของเ้ามู่ซานที่กลับมามองนางด้วยสีหน้าใสซื่อ แต่ดวงตานั้นกลับฉายแวว นิดๆ แบบ ‘เอาจริงดิ เ้าไม่รู้จริง ๆ เหรอ’ อย่างชัดเจน
สายตาแบบนั้นมันเหมือนครูประถมที่ต้องสอนเด็กมัธยมให้บวกเลขหนึ่งกับหนึ่ง
เซี่ยอันอวี่อยากจะลุกขึ้นแล้วจับหัวมันมาฟาดกับโต๊ะอย่างยิ่ง
“หมายความว่าอย่างไรก็...หมายความว่าจิติญญาพฤกษาา อย่างไรล่ะขอรับ” มู่ซานตอบกลับอย่างไร้เดียงสาใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แต่แววตากลับยังคงกวนประสาทไม่เปลี่ยน
มุมปากของเซี่ยอันอวี่กระตุกอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้สายตาเริ่มสั่นระริกเหมือนคนใกล้จะะเิ คำตอบของเ้าตัวจิ๋วนั้น แม้ฟังดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยแต่สายตามันนี่สิ…แม่งกวนโอ๊ยชะมัด
นางพยายามสงบสติอารมณ์ สูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “เฮ้อ...ข้าเคยได้ยินมาว่าโลกใบนี้มีสัตว์อสูรมีผู้ฝึกพลัง...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะมองจ้องไปที่ร่างลอยอยู่ตรงหน้า“...แต่ อย่างเ้า ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยสักครั้ง”
มู่ซานที่ยังลอยตัวอยู่เบื้องหน้าขยับคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยอันอวี่ร่างเล็ก ๆ เงยหน้าขึ้น ลูบปลายคางของตนช้า ๆด้วยท่าทีขึงขังราวกับผู้เฒ่าผู้ผ่านโลกมานับร้อยปี ทั้งที่ในสายตาเซี่ยอันอวี่มันดูเหมือนเด็กเล่นขายของมากกว่า
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่ซานก็เอ่ยขึ้น “งั้นหรือขอรับ... อืม ข้าน่ะคือ จิติญญาของฟ้าดิน”
คำกล่าวนั้นทำให้เซี่ยอันอวี่ถึงกับเลิกคิ้วสูงราวกับไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อหรือควรจะหัวเราะดี
นางชี้นิ้วไปที่ข้อมือของตนเองซึ่งมีกำไลหยกร้อยอยู่ “แล้วทำไมเ้าถึงมาอยู่ใน...กำไลนี่ล่ะ?”
มู่ซานเอียงคอมองตามก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “กำไลนั้น...หยกแต่ละเม็ดคือต้นกำเนิดของพวกเรา ขอรับ”
“เดี๋ยว ๆ ๆ” เซี่ยอันอวี่รีบยกมือขึ้นเหมือนขอให้เวลา
“เมื่อกี้เ้าพูดว่า พวกเรา ใช่ไหม?” คำพูดนั้นสะกิดความสงสัยอย่างรุนแรงในใจนาง
“อืม ก็ พวกเราอย่างไรล่ะขอรับ” มู่ซานพยักหน้ารับยืนยันอย่างไม่ทุกข์ร้อนราวกับมันเป็เื่ธรรมดาเหมือนท้องฟ้ามีดาว
เซี่ยอันอวี่เบิกตากว้างขึ้นอีก “หมายความว่า...ไม่ได้มีแค่เ้าอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ขอรับ แต่พวกนั้น...ยังไม่ตื่นนะขอรับนายหญิง” คำลงท้ายยังคงเต็มไปด้วยความเคารพแต่เนื้อหากลับทำเอาเซี่ยอันอวี่แทบจะอยากร้องไห้ออกมา
“ยังไม่ตื่น...!”นางอ้าปากค้างอีกครั้งดวงตากลมโตจ้องไปยังกำไลที่ข้อมืออย่างระแวดระวังทันที
นี่ไม่ใช่แค่มีภูติจิ๋วหนึ่งตนในกำไล...แต่ยังมีอีกหลายตนที่กำลังหลับอยู่ในนั้น!
ขณะที่เซี่ยอันอวี่ยังตั้งตัวไม่ทันเสียงของมู่ซานก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน “เอ๋!”
ดวงตาสีเขียวของเขาเบิกกว้างสองมือชะงักกลางอากาศ ร่างเล็กลอยขึ้นสูงเล็กน้อยราวกับกำลังรู้สึกถึงบางสิ่ง
ในวินาทีนั้น ร่างของมู่ซานสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะเปล่งแสงสีเขียวออกมาอย่างเจิดจ้าร่างเล็ก ๆ ของเขาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็เส้นแสงสีมรกต ส่องประกายหมุนวนกลางอากาศ
จากนั้นแสงเส้นนั้นก็พุ่งตรงกลับเข้าสู่เม็ดหยกสีเขียวบนกำไลอย่างรวดเร็วก่อนจะเงียบหาย...ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาก่อน
เหลือเพียงเซี่ยอันอวี่...ที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนบันไดเรือนไม้ริมฝีปากของนางยังอ้าค้างเล็กน้อยขณะที่สายตาเพ่งมองไปยังกำไลบนข้อมือด้วยหัวใจที่สั่นไหวไม่หยุด
เซี่ยอันอวี่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงบันไดเรือนใบหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงจากเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เ้ามู่ซานจู่ ๆก็กลายเป็เส้นแสงแล้วหายเข้าไปในกำไลบนข้อมือของตนอย่างไร้คำอธิบาย
นางยังไม่ทันจะหายใจให้เต็มปอดก็รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างใกล้เข้ามา
รอบบริเวณเรือนที่มีเพียงกำแพงไม้เก่าๆ ล้อมเป็เขตแดน ขณะนี้มีร่างของใครบางคนก้าวเดินเข้ามาภายในสนามเล็ก ๆด้านหน้าเรือน
ผู้มาเยือนคือหนึ่งในทหารติดตามที่เดินทางมากับขบวนคุ้มกันชายผู้นี้สูงใหญ่ สวมชุดเกราะทหารเรียบง่ายแต่ดูแข็งแกร่งใบหน้าเปิดเผยเต็มไปด้วยรอยยิ้มละไมที่ดูเป็มิตรและซื่อสัตย์
เซี่ยอันอวี่จำเขาได้ หยางไห่
อีกฝ่ายเดินเข้ามาอย่างมั่นคงก่อนจะหยุดยืนห่างจากนางประมาณสิบก้าว มือทั้งสองประสานกันแล้วก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“ฮูหยิน!” เสียงของเขาชัดเจน หนักแน่น และเปี่ยมด้วยความเคารพ
เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ว่าอย่างไร?” นางถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสงสัย
หยางไห่ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่ทันใดนั้น…
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆดวงตาที่เคยฉายแววอบอุ่น เปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว
แววตานั้น เย็นเฉียบดุจคมมีดที่ชโลมด้วยน้ำแข็ง ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ความลังเลแม้แต่นิดเดียว
เซี่ยอันอวี่พลันรู้สึกถึงอันตรายโดยสัญชาตญาณหัวใจของนางบีบรัดแน่นในพริบตา นางลุกพรวดขึ้นทันทีพยายามก้าวถอยหลังโดยไม่ทันได้คิด เท้าข้างหนึ่งเหยียบขอบไม้เสียงดังกรอบแต่ร่างกายยังคงพยุงตัวไว้อย่างมั่นคง
“มีบางอย่างผิดปกติ…”นางพึมพำในใจ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองคนตรงหน้า
แต่แล้ว
ฉัวะ!
หยางไห่กระโจนพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วร่างใหญ่พุ่งผ่านอากาศด้วยท่วงท่าที่แม่นยำและชัดเจนมือข้างหนึ่งของเขายื่นออกไปข้างหน้า
มีดสั้นเล่มหนึ่ง คมปลาบสะท้อนแสงปรากฏขึ้นในมือของเขาโดยไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในมือเขาั้แ่เมื่อใด
“ตาย!!!”
เสียงะโของเขาแผดออกมาพร้อมกับแรงกระโจนราวกับจะสังหารให้จบในดาบเดียว