จอมอักขระ จ้าวศาสตรา

    บทที่ 42 ปรมาจารย์จารึกอักขระ 9 ดาวทอง

    ผู้คนทยอยออกจากห้องประมูล พูดคุยกันถึงผลการประมูลที่น่าตื่นเต้นสมดุลอำนาจในเมืองเติ่งเซิงกำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงตระกูลหลี่ได้ผลึกหยินหยางและดาบสวรรค์ ตระกูลซุนได้คัมภีร์กระบี่ส่วนตระกูลจ้าวได้โอสถคืนชีพ

    แต่เอี้ยเสวียนไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้น เขาลุกขึ้นยืนอย่างใจเย็นเดินฝ่ากลุ่มคนที่กำลังจากไปตรงไปยังทางออกของแขกชั้นสูงดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น

    เขาเดินไปที่ทางเดินด้านหลังของห้องประมูลหมายเลขหนึ่งที่ผู้รักษาความปลอดภัยของหอการค้าและตระกูลหลี่จำนวนหลายคนยืนเฝ้าอยู่

    "พี่ชายท่านนี้รบกวนไปแจ้งท่านประมุขตระกุลหลี่ให้หน่อยได้มั้ยขอรับว่าข้าเอี้ยเสวียน ขอเข้าพบประมุขหลี่ หรือตัวแทนของท่าน"

    ผู้รักษาประตู - ชายหนุ่มที่ดูแข็งแรงและน่าเกรงขาม -มองเขาด้วยสายตาดูแคลน

    "พบประมุขตระกูลหลี่? เจ้าเป็นใคร?เจ้ามีธุระอันใด? หากไม่มีเหตุผลอันสมควรข้าฯคงเข้าไปรายงานให้เจ้าทราบไม่ได้"องค์รักษ์ตระกูลหลี่กล่าวออกมาด้วยความสงบ

    เอี้ยเสวียนยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า“รบกวนเรียนท่านประมุขตระกูลว่าข้ามีการค้าที่อยากแลกเปลี่ยนกับท่านประมุข”หลังจากนั้นเอี้ยเสวียนหยิบของชิ้นนึงส่งให้กับองค์รักษ์ นั่นคือ ตรานักจารึกอักขระเก้าดาวทองที่เอี้ยเสวียนได้รับมอบมาจากปรมาจารย์เหมียวเยิ่นเฟิงที่เป็นนักจารึกอักขระเก้าดาวทองจากสำนักงานใหญ่ของสมาคมนักจารึกอักขระแห่งอาณาจักรจิ่วเซียง

    องค์รักษ์นายนั้นพลันเบิกตากว้างลมหายใจสะดุดกึกมือที่เคยจับด้ามดาบอย่างมั่นคงสั่นเทาเล็กน้อย เขากลืนน้ำลายฝืดๆก่อนจะก้มศีรษะลงจนแทบชิดอกจนแทบถลน สีหน้าเปลี่ยนจากความสงบนิ่งกลายเป็นความตกใจสุดขีด

    "นัก... นักจารึกอักขระเก้าดาว!" ข้าจะเข้าไปรายงานให้ท่านเดี๋ยวนี้ขอรับ!"ก่อนที่จะผลุนผลันผลักประตูเข้าไปในห้องส่วนตัวหมายเลขหนึ่ง.

    ภายในห้องส่วนตัวของสมาคมการค้าห้าอาณาจักรแสงเทียนสลัวสะท้อนบนผนังหินอ่อน ลมหายใจของเวลาเหมือนหยุดนิ่งในช่วงเวลานั้น
    ประมุขหลี่หาว นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก มือของเขาวางแนบกับพนักสายตาคมกริบจดจ้องไปที่ประตูที่กำลังถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า
    เอี้ยเสวียนก้าวเข้ามา ร่างกายที่สมส่วนสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบเส้นผมดำขลับรวบไว้อย่างลวกปักด้วยปิ่นปักผมที่ไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุ* ใบหน้ายิ้มละไมไม่แสดงอาการตื่นกลัวหรือเย่อหยิ่งใดๆ

    “คำนับท่านประมุข” เขาเอ่ยเสียงเบา คารวะเพียงเล็กน้อยไม่นอบน้อมมากเกินไป และไม่หยิ่งยโสเกินไป
    หลี่หาวหรี่ตาลง มองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความคลางแคลงใจ แม้ว่าจะตื่นตระหนกเมื่อได้เห็นตรานักจารึกอักขระ9 ดาวทองแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเอาภาพซ้อนทับระหว่างชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเข้ากับสถานะของเขา“นักจารึกอักขระ 9 ดาวทอง” ต้องบอกก่อนว่านักจารึกอักขระ ระดับนี้มีน้อยมากยิ่งกว่าหนึ่งในล้านและยิ่งไม่ต้องพูดถึงอายุของเอี้บเสวียนเลย

    “ไม่ทราบคุณชายท่านนี้ชื่ออะไรแล้วต้องการพบข้าเรื่องอันใดขอรับ?” หลี่หาวลุกขึ้นคารวะด้วยความนอบน้อมเพราะต่อให้เค้ามีความสงสัยอย่างไรก็ไม่กล้าเสียมารยาทกับผู้ถือตราสัญลักษณ์นี้
    “
    ข้าชื่อเอี้ยเสวียนส่วนเรื่องที่อยากพบท่านประมุขเพื่อต้องการทำการค้ากับท่านประมุขสักเรื่อง”เอี้ยเสวียนยิ้มตอบอย่างจริงใจ
    หลี่หาวขมวดคิ้ว “การค้า?”“ไม่ทราบว่าคุณชายเอี้ยต้องการทำการค้าอะไรกับตระกูลหลี่?”
    “
    ไม่ทราบว่าท่าประมุขมีแผนจะทำอะไรกับดาบสวรรค์ที่ได้มาหรือไม่ขอรับ?ถ้าไม่มีข้าก็จะขอตัวกลับเลยถือว่าวันนี้แค่มาทักทายท่านประมุข” เอี้ยเสวียนกล่าวตอบพร้อมทั้งกล่าวต่อไปว่า

    “แต่ถ้าท่านประมุขมีแผนที่จะซ่อมแซมและฟื้นฟูดาบสวรรค์ เล่มนี้เช่นนั้นเราคงมาตกลงการค้ากันได้ยกเว้นท่านประมุขมีความมั่นใจในการที่จะซ่อมแซมดาบสวรรค์เล่มนี้อยู่แล้ว?เช่นเดิมข้าก็ขอตัวกลับ!แต่ถ้าไม่ เช่นนั้นเราสามารถมาตกลงกันได้”

    คำพูดนั้นทำให้หลี่หาวชะงักก่อนที่กล่าวต่อด้วยสีหน้าที่คาดหวังและตื่นตะลึง” คุณชายหมายความว่า?”

    “ใช่อย่างที่ท่านคิด ข้าสามารถฟื้นฟูดาบสวรรค์ของท่านให้กลับคืนสภาพสมบูรณ์และอาจจะเหนือกว่าเดิม” เอี้ยเสวียนกล่าวตอบ

    หลี่หาวขมวดคิ้วแล้วถามต่อว่า“ แล้วคุณชายต้องการอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน?”

    “ถ้าข้าสามารถฟื้นฟูดาบเล่มนั้นได้ ข้าขอผลึกหยินหยางเป็นการแลกเปลี่ยนส่วนวัตถุดิบที่จำเป็นในการซ่อมแซม ท่านเป็นผู้เตรียมเอง”
    “
    ไม่ใช่ข้าไม่เคารพคุณชายแต่ท่านมีความมั่นใจแค่ใหนที่จะสามารถซ่อมมันได้?” หลี่หาวถาม
    เอี้ยเสวียนยิ้มบาง “ความมั่นใจของข้ามาจาก”

    “ข้อที่หนึ่ง ตราสัญลักษณ์นักจารึกอักขระ 9 ดาวทอง”

    “"ท่านประมุขเคยได้ยินเรื่องทวนฟ้าทมิฬของท่านเจ้าเมืองหรือไม่ขอรับ? ได้ข่าวว่าเมื่อวานเพิ่งมีคนชี้แนะวิธีซ่อมแซมจนสำเร็จ...คนผู้นั้นก็ยืนอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว"จึงสามารถซ่อมแซมอักขระบนทวนนั้น

    “นั่นคือความมั่นใจของข้า เพราะทั้ง สองเรื่องคือข้าเอง”เอี้ยเสวียนกล่าวตอบเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องกินข้าวดื่มน้ำไม่มีน้ำเสียงของความอวดตัวใดๆทั้งสิ้น

    ในขณะที่หลี่หาวที่ได้ยินถึงกับอ้าปากค้างตาแทบถลนออกมาจากเบ้าหายใจถี่เร็วก่อนที่จะได้ยินเสียงของเอี้ยเสวียน ที่กล่าวว่า ”ถ้าท่านตกลงใจที่จะทำการค้ากับข้า อีกสามวันข้าจะไปที่สมาคมฯ ถ้าสนใจก็มาเจอกัน”

    ตัดภาพไปที่ตระกูลจ้าว

    ในห้องลับใต้ดินของตระกูลจ้าว บรรยากาศเย็นยะเยือก กลิ่นอายความตายลอยอยู่ในอากาศ
    ประมุขตระกูลจ้าวเดินเข้าไปในห้องลึกสุด ที่นั่นมีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงหิน ใบหน้าคมคายแต่ซูบผอม ผิวพรรณซีดเผือด
    รอบๆ ร่างกายมีอักขระสีดำจารึกไว้ แสงนั้นค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างของชายหนุ่ม ราวกับกำลังพยายามสะกดบางสิ่งที่ด้านใน
    ชายหนุ่มนั้นคือ จ้าวเฉิน บุตรชายรองของตระกูลจ้าว

    สามเดือนก่อน

    คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนโปรยปรายเบาๆประมุขตระกูลจ้าวยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองของเรือนใหญ่สายตาเหม่อมองออกไปยังประตูใหญ่ของคฤหาสน์
    เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินหินร่างของจ้าวเฉินก้าวเข้ามาใต้แสงตะเกียง สภาพของเขาเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ
    เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เปื้อนโคลนและคราบเลือด ผมยาวรุงรังปกปิดใบหน้าเดินก้มหน้าหลีกเลี่ยงสายตาของทุกคนในตระกูล
    บ่าวไพร่ที่เห็นต่างหลีกทางด้วยความตกใจและหวาดกลัว
    ประมุขจ้าวรีบเดินลงมา ใจเต้นแรงด้วยความเป็นห่วงและสับสน
    “
    เฉินเอ๋อร์ เจ้าไปไหนมา?”
    จ้าวเฉินไม่ตอบ เขาเพียงแต่หลบสายตา พึมพำบางอย่างในลำคอก่อนจะเดินผ่านประมุขจ้าวขึ้นห้องอย่างเงียบเชียบ
    ในคืนนั้น ประมุขจ้าวนอนไม่หลับเลยแม้แต่น้อย
    เขาเฝ้ามองแสงตะเกียงในห้องของลูกชายรองจนกระทั่งดับลงไปในยามดึก

    คืนต่อมา ประมุขจ้าวสังเกตเห็นความผิดปกติในพฤติกรรมของจ้าวเฉิน
    เขาไม่สุงสิงกับใคร ไม่ยอมกินอาหารร่วมโต๊ะกับครอบครัวและมักจะออกจากห้องในยามค่ำคืน
    ความกังวลค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของผู้เป็นพ่อ
    จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาตัดสินใจลอบติดตามลูกชาย
    ใต้เงามืดของคฤหาสน์ ประมุขจ้าวเดินตามรอยเท้าเบาๆของจ้าวเฉินไปยังสวนหลังบ้าน
    เขาเห็นลูกชายย่องออกจากประตูเล็กที่กำแพงหลังคฤหาสน์มุ่งหน้าไปยังตรอกเปลี่ยวของเมือง
    ประมุขจ้าวแอบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่จ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างใจจดใจจ่อ
    ในความมืด มีเสียงร้องเบาๆ ดังขึ้น
    เขาเห็นจ้าวเฉินโจมตีชายแปลกหน้าคนหนึ่งอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยม
    เล็บมือของจ้าวเฉินแหลมคมผิดมนุษย์ เขากดร่างเหยื่อกับพื้นก่อนจะก้มลงกัดที่ลำคอและดูดเลือดอย่างหิวกระหาย
    ประมุขจ้าวยืนตัวแข็งทื่อ ใจเต้นแรงด้วยความตกใจและสิ้นหวัง
    เขาไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือลูกชายของตนเอง
    หลังจากนั้นจ้าวเฉินลากร่างเหยื่อไปซ่อนในพุ่มไม้ก่อนจะเช็ดคราบเลือดออกจากปากและเดินกลับคฤหาสน์อย่างเงียบงัน
    ประมุขจ้าวกลับมายังห้องของตนเองด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
    เขานั่งลงกับพื้น มือสั่นเทา น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
    “
    ข้า… ข้าทำผิดพลาดอะไรไป…”
    เขาพึมพำกับตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    เช้าวันต่อมา ประมุขจ้าวเรียกหมอประจำตระกูลมาดูอาการของจ้าวเฉิน
    หมอคนแล้วคนเล่าตรวจดูร่างกายของชายหนุ่ม
    แต่ทุกคนต่างส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง
    “
    ขออภัยขอรับ ประมุข ข้าไม่เคยเห็นอาการเช่นนี้มาก่อน…ร่างกายของเขาเหมือนจะถูกบางสิ่งกัดกินจากภายใน”
    “
    เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว”
    เสียงกระซิบของหมอแต่ละคนยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดในใจของประมุขจ้าว
    เขาไม่ยอมแพ้
    วันแล้ววันเล่า เขาออกตามหาหมอชื่อดังจากเมืองใกล้เคียง
    แต่ทุกครั้งที่หมอเหล่านั้นเดินออกจากห้องของจ้าวเฉิน
    ใบหน้าของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความกลัว
    บางคนถึงกับรีบเก็บข้าวของหนีออกจากคฤหาสน์ทันทีที่เสร็จสิ้นการตรวจ

    จนกระทั่งวันหนึ่ง
    ขณะที่ประมุขจ้าวนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ในห้องรับแขก
    มีเสียงเคาะประตูอย่างแผ่วเบา
    บ่าวไพร่เปิดประตูให้ชายชราในชุดนักพรตสีหม่น ใบหน้าผอมแห้งดวงตาลึกล้ำ
    “
    ข้าคือนักพรตหยาง” เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
    “
    ข้าเดินทางผ่านมาเมื่อคืน และเห็นนิมิตในฝัน…
    ข้าเห็นเงาดำปกคลุมคฤหาสน์แห่งนี้ มีเสียงร่ำไห้ของวิญญาณผู้ถูกสังเวย
    ข้าจึงรู้ว่าที่นี่มีผู้ถูกพิษร้ายแรง”
    ประมุขจ้าวลุกขึ้นอย่างมีความหวัง แม้จะยังลังเลใจ
    “
    ท่านช่วยลูกข้าได้หรือไม่?”
    นักพรตหยางไม่ได้ตอบตรงๆ แต่เดินตามประมุขจ้าวไปยังห้องใต้ดิน
    เมื่อเห็นจ้าวเฉินนอนอยู่บนเตียงหิน นักพรตหยางหลับตาและพึมพำคาถาเบาๆ
    เขาเริ่มจารึกอักขระสีดำลงไปบนตัวของจ้าวเฉิน และค่อยๆปรากฏควันสีดำลอยเข้าไปในร่างกายของจ้าวเฉินดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

    “ท่านนักพรตนั่นคืออะไร? มันจะทำร้ายลูกชายของข้าหรือไม่?”
    “
    พิษนี้มิใช่พิษธรรมดา…” นักพรตหยางกล่าวเบาๆ“เป็นพิษที่มาจากความมืดในจิตใจและพลังปีศาจจากภายนอก
    “ข้าจะพยายามสะกดมันไว้อักขระที่ข้าจารึกไว้จะทำให้บุตรชายของท่านไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และจะค่อยๆคลายพิษปีศาจออกไปในระหว่างนี้ข้าจะมอบตำรับยาให้ท่านประมุขฯจัดเตรียมให้บุตรท่านกินวันละ1 เม็ด ในอีก 100 วันให้หลังคุณชายก็จะฟื้นขึ้นมา”
    ประมุขจ้าวได้ยินดังนั้นเขาก้ดีใจเป็นอย่างยิ่งประกอบกับเมื่อมองตำรับยาในมือเขาซึ่งเป็นผู้นำตระกูลจ้าวที่เชี่ยวชาญเรื่องโอสถย่อมมองออกว่าสูตรโอสถนี้ไม่มีปัญหาทำให้โล่งใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นนักพรตหยางก็ขอตัวลาไปแม้ว่าประมุขจ้าวจะขอให้พักอยู่ที่นี่หรือจะมอบเงินทองให้เขาก็ไม่เอาก่อนที่จะยิ้มจากไปพร้ออมด้วยการเคารพอย่างสูงจากประมุขตระกูลจ้าวที่ไม่ทันได้เห็นแววตาและรอยยิ้มที่โหดเหี้ยมบนใบหน้าของนักพรตหยางในชั่วขณะที่หันกายไป

    รอบๆ ร่างของจ้าวเฉินมีอักขระสีดำยังคงส่งไอประหลาดสีดำค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างของชายหนุ่ม ราวกับกำลังพยายามสะกดบางสิ่งที่ด้านใน
    ประมุขจ้าวนั่งมองดูลูกชายของตนทุกวัน
    เขาคิดย้อนถึงความทรงจำในวัยเยาว์ของจ้าวเฉิน
    เด็กชายที่เคยร่าเริง สดใส กลายเป็นเงามืดที่ถูกความชั่วร้ายกลืนกิน
    ทุกครั้งที่เห็นลูกชายกระตุกตัวด้วยความเจ็บปวด
    หัวใจของประมุขจ้าวก็แทบสลาย
    เขาไม่อาจให้อภัยตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องลูกได้
    แต่เขายังไม่ยอมแพ้
    “
    เฉินเอ๋อร์… พ่อจะช่วยเจ้าเอง…” วันนี้คือวันที่ 90ที่นักพรตหยางบอกไว้

    สมาคมนักจารึกอักขระ สาขาเมืองเติ่งเซิง สามวันต่อมา
    หลี่หาว,ผู้อาวุโสเมิ่ง และที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน เป็นชายวัยกลางคนบุคลิกสง่างามใบหน้ารูปเหลี่ยมดวงตาแวววับสีหน้าสัตย์ซื่อแต่ดูสุขุมและทันคน ทั้งสามคนนั่งอยู่ในห้องรับรองและที่เหมือนกันคือทุกคนมองไปที่สิ่งของที่วางบนโต๊ะนั่นคือตราสัญลักษณ์สีทองแวววาว สลักสัญลักษณ์ของสมาคมนักจารึกอักขระเอาไว้ต่างคนต่างมีความคิดไม่มีใครพูดอะไรทำให้บรรยากาศในห้องดูอึดอัด

    ก่อนที่จะมีเสียงเคาะประตุดังขึ้นสลายความอึดอัดในห้องพร้อมทั้งเสียงของผู้รับรองคนนึงของสมาคมดังขึ้น“ท่านหัวหน้าสาขาด้านนอกมีคุณชายคนนึงแจ้งว่าชื่อ”เอี้ยเสวียน” มาขอเข้าพบขอรับ”

    ทุกคนในห้องต่างขยับตัวก่อนที่ผู้อาวุโสเมิ่ง จะกล่าวว่า “รีบเชิญ! ไม่ๆๆ ข้าไปเชิญเองดีกว่า”ก่อนที่จะหันมาบอกกล่าวกับประมุขตระกูลหลี่และท่านเจ้าเมือง“ข้อขอตัวไปต้อนรับท่านปรมาจารย์เอี้ยเสวียนก่อน”  

    “ไปพร้อมกันเถอะ” เจ้าเมือง”หลิวหรงซิน” กล่าวขึ้นพร้อมทั้งลุกขึ้นยืน”“ปรมาจารย์ 9 ดาวทอง”ศักดิ์ฐานะเช่นนี้ให้ข้านั่งรอที่นี่จะเป็นการเสียมารยาทเปล่าๆ” ทั้งสามคนจึงเดินออกจากห้องรับรองของสมาคมลงมาที่ชั้นสามพบว่าเอี้ยเสวียนยืนมองเหล่าปรมาจารย์นักจารึกอักขระที่กำลังซ่อมแซมอาวุธด้วยความสนใจปราศจากท่าทีร้อนใจใดๆเหมือนว่าสามารถยืนรอแบบนี้ได้ทั้งวัน

    ผู้อาวุโสเมิ่งเมื่อเห็นเอี้ยเสวียนเข้าจึงเดินเข้าไปหาก่อนที่จะกล่าวอะไรขึ้นมา เอี้ยเสวียนหันกลับมาพร้อมทั้งกล่าวว่า”ข้อน้อยเอี้ยเสวียนยินดีที่ได้พบ ท่านผู้อาวุโสเมิ่ง และท่านประมุขหลี่ห้าว”“ไม่ทราบท่านนี้คือ?”

    ผู้อาวุโสเมิ่งได้ยินเช่นนั้นก็รู้ว่า เอี้ยเสวียนไม่ต้องการให้ตนสร้างความตื่นตระหนกในตัวตนของเอี้ยเสวียนออกไป จึงได้หัวเราะเสียงดัง และกล่าวว่า“สหายน้อยเอี้ยเสวียน! ยินดีที่ได้พบข้าได้รับจดหมายแล้วจึงรอหลานชายมาหาอยู่นี่” ผู้อาวุโสเมิ่งกล่าวแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็วในขณะที่อีกสองคนก็ยิ้มรับรู้ก่อนที่จะพากันไปที่ห้องรับแขก

    ภายในห้องรับแขกผู้อาวุโสเมิ่งน้อมกายพร้อมทั้งยื่นมือมอบตราสัญลักษณ์ให้กับเอี้ยเสวียนพร้อมทั้งกล่าวว่า “เมิ่งเชา หัวหน้าสาขาสมาคมฯประจำเมืองเติ่งเซิ่งน้อมพบท่านปรมาจารย์”

    เป็นเพราะว่าเมื่อสองวันก่อน ประมุขตระกูลหลี่ได้มาหาและสอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่เอี้ยเสวียนบอกมาทำให้ผู้อาวุโสเมิ่งได้ทำการตรวจสอบไปทางสำนักงานใหญ่และทราบว่าผู้อาวุโสประจำสำนักงานใหญ่ปรมาจารย์ “เหมียวเยิ่นเฟิง”เป็นคนมอบให้เอี้ยเสวียนกับมือพร้อมทั้งกำชับไว้ว่าใครข้องใจในความสามารถของเอี้ยเสวียนให้มาถามที่ตน.นั่นยิ่งทำให้ผู้อาวุโสเมิ่งตกใจมากยิ่งขึ้นประกอบกับการบอกเล่าเรื่องที่เอี้ยเสวียนเล่าว่าได้แนะนำวิธีการในการซ่อมทวนฟ้าทมิฬยิ่งทำให้ในใจของผู้อาวุโสเมิ่งสั่นสะท้านและมองเอี้ยเสวียนเป็นดั่งผู้อาวุโสถึงแม้ว่านจะมีอายุมากกว่าก็ตาม
    “ข้าเจ้าเมืองเติ่งเซิ่ง หลิวหรงซินคาราวะคุณชายเอี้ยฯและขออภัยที่มาพบโดยไม่ได้แจ้งไว้ก่อน”เจ้าเมืองหลิวหรงซิน กล่าวพร้อมทั้งคำนับก่อนที่จะขอโทษในความอุกอาจของตน

    เอี้ยเสวียนคำนับกลับไปพร้อมทั้งรอยยิ้ม “หามิด้ขอรับ เป็นข้าเสียอีกที่ต้องขออภัยท่านเจ้าเมืองที่ไม่ได้ไปพบท่านเจ้าเมืองข้าขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย” ก่อนที่จะมองไปที่หลี่หาว

    หลี่หาวที่ถูกมองรีบกล่าวว่า “คุณชายเอี้ย เอ้ยไม่ใช่ท่านปรมาจารย์เอี้ย ข้ายินดีทำการค้ากับท่านขอรับ นี่คิอผลึกหยินหยางและนี่คือดาบสวรรค์และวัตถุดิบในการซ่อมแซมขอรับ”หลี่หาวรีบกุลีกุจอหยิบของทั้งหมดในแหวนมิติออกมาให้เอี้ยเสวียน

    เอี้ยเสวียนผลักผนึกหยินหยางออกไป ก่อนที่จะกล่าวว่า“ขอผู้อาวุโสทุกท่านเรียกข้าว่าเอี้ยเสวียน น้องชายแซ่เอี้ยก็ได้ขอรับข้าไม่สามารถรับการคารวะจากผู้อาวุโสกว่าได้ และผลึกนี้ไม่มีความชอบไม่ขอรับรอข้าซ่อมแซมดาบสวรรค์เล่มนี้ให้สมบุรณ์ก่อนถึงจะรับมอบผลึกจากท่านประมุข”
    “
    เคารพไม่สู้ทำตามถ้าอย่างงั้นพวกข้าทั้งสามขอเอาเปรียบเรียกน้องชายเอี้ยแล้วกันฮ่าฮ่า” เจ้าเมืองหลิวหรงซินกล่าวพลางหัวเราะ บรรยากาศค่อยคลายความเคร่งเครียดลง

    ก่อนที่เอี้ยเสวียนจะหันไปมองที่ผู้อาวุโสเมิ่งก่อนที่จะกล่าวว่า”ผู้อาวุโสเมิ่งไม่ทราบว่าข้าจะขอยืมใช้ห้องหลอมโลหะและห้องจารึกอักขระของสมาคมใช้ได้หรือไม่ขอรับ?”
    ผู้อาวุโสเมิ่งรีบกล่าวว่า “แน่นอนๆ เดี๋ยวข้อจะให้คนจัดการให้แต่ว่าข้ามีคำขอเล็กน้อยคือข้าขอเข้าไปเป็นลูกมือเพื่อดูท่านทำงานได้หรือไม่ขอรับคุณชายเอี้ย”

    เอี้ยเสวียนกล่าวตอบด้วยความนอบน้อม“ยินดีเป็นอย่างยิ่งเพื่อระหว่างทำงานมีอะไรผิดพลาดท่านจะได้เตือนข้าด้วย”ก่อนที่จะหันไปกล่าวกับประมุขตระกูลหลี่ว่าไม่เกินสิบวันท่านสามารถมารับดาบสวรรค์ที่นี่ได้”

    หลี่หาวได้ยินเข้าก็ยินดีเป็นอย่างมากก่อนที่จะขอตัวออกไปก่อนเพราะรู้ว่าเจ้าเมืองมีเรื่องที่คุยกับเอี้ยเสวียน

    เมื่อประมุขตระกูลหลี่จากไปในห้องรับรองเหลือเพียงสามคน เจ้าเมืองหลิวหรงซินและทุกคนกลับมานั่งล้อมวงที่โต๊ะรับแขกก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ “น้องชายเอี้ยเสวียนวันนี้ที่ข้ามาพบท่านนอกจากจะขอบคุณท่านเรื่องที่ช่วยซ่อมแซมทวนฟ้าทมิฬแลเวข้ายังมีเรื่องหนึ่งที่อยากปรึกษาและขอความช่วยเหลือ…”
    เอี้ยเสวียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไรหรือขอรับที่ทำให้ท่านดูหนักใจขนาดนี้?”
    “
    หลายเดือนก่อน มีชาวเมืองจำนวนมากหายสาบสูญไปโดยไม่ทราบสาเหตุ”เจ้าเมืองกล่าว “ข้าพยายามสืบสวน แต่ไม่พบเบาะแสใดๆ เลยอยากให้ท่านช่วย…”
    เอี้ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ข้ามีเวลาพอสมควรก่อนจะเดินทางกลับไปเยี่ยมท่านพ่อที่เมืองเหลยอิ๋นเฉิง“ข้ายินดีที่จะช่วยท่านเจ้าเมืองในการพิสูจน์เรื่องดังกล่าวขอรับ”

    เจ้าเมืองหลิวหรงซิน ยิ้มด้วยความยินดี”ก่อนที่จะกล่าวว่าข้าเป็นตัวแทนของชาวเมืองเติ่งเซิ่งขอบใจเจ้ามาก” 

    คล้ายกับเรื่องจอมอักขระ จ้าวศาสตรา ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185