ตอนที่18 แม่ทัพของวุยก๊ก
ลึกเข้าไปภายในป่าอู้อวิ๋น
มีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่บนยอดเขาโครงหน้าได้รูปสมส่วน ดวงตาเรียวแหลม แต่เวลามองดูกลับเห็นถึงประกายตาที่สงบนิ่งที่คางมีเคราเล็กน้อยสอดรับกับหนวดดูไปน่าเกรงขามบุรุษผู้นี้อยู่ในป่าในเขาแต่กลับแต่งกายสะอาดสะอ้าน ที่เอวเหน็บกระบี่ไว้ 1 เล่ม แต่ทว่าเป็เพียงกระบี่ไม้เหมือนกับกระบี่ที่เอาไว้ฝึกฝนทั่วไป เขายืนหลับตานิ่งไม่ไหวติงสองมือไพล่หลังอยู่บนกิ่งไม้สูง เหมือนกับกำลังเงี่ยหูฟังอะไรบางอย่าง.....
ป่าอู้อวิ๋นเป็ป่าที่อยู่ภายในหุบเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวป่าอู้อวิ๋นจะมีต้นไม้สูงใหญ่เหมือนกับป่าทั่วๆ ไปเพียงแต่ว่าเมื่อเดินจาก่บริเวณตีนเขาลึกเข้ามาประมาณ 500 เมตร จะพบกับหมอกที่ครอบคลุมทั่วทั้งผืนป่าราวกับมีใครพ่นควันจากบนเขาลงมาสู่พื้นเบื้องล่างยิ่งวิ่งลึกเข้าไปไปในหุบเขามากเท่าไหร่หมอกก็จะยิ่งหนามากขึ้นๆ
แฮกแฮก แฮก......
ทีชที่สติกำลังจะหมดลง วิ่งหอบหายใจโดยไม่หยุดพักมาเป็เวลานานตอนนี้กำลังเอนหลังพิงต้นไม้ต้นหนึ่งด้วยความเหนื่อยล้า เขาหันกลับไปมองหาผู้เล่นจากกิลหมีดุที่ไล่ตามมาอีกครั้งแต่ทว่ากลับต้องใเพราะเขาพบแต่หมอกสีขาวปกคลุมจนมองอะไรไม่เห็นแม้แต่ต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปแค่ 2-3 เมตรก็มองไม่เห็นอีกแล้ว
ทีชรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมาตลอดเวลาที่เขากำลังวิ่งหนีอยู่ในหุบเขา ทีชจึงวิ่งหนีเอาตัวรอดมาโดยตลอดเลยไม่ได้สังเกตว่าผู้เล่นที่ไล่ตามเขาอยู่นั้นจริงๆแล้วถูกทิ้งห่างมาไกลมากแล้ว
‘แปลก ทำไมเราถึงยังรู้สึกว่ามีใครจับตามองเราอยู่ หรือเราจะคิดไปเอง’ทีชคิดอย่างแปลกใจ
ทันใดนั้นเองระหว่างที่กำลังยืนพักอยู่ ทีช ได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังวิ่งมายังจุดที่เขากำลังยืนอยู่ทีชรีบสงบจิตใจลงพร้อมกับมือของเขาที่กระชับกระบี่เอาไว้แน่น ร่างกายย่อลงเล็กน้อยเตรียมจู่โจมเต็มกำลังในตอนนี้เขาได้แต่คิดว่าหมอกเหล่านี้ต้องช่วยอำพรางการโจมตีของเขาได้อย่างแน่นอน
ชั่วอึดใจต่อมาปรากฏผู้เล่นโผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้แห่งหนึ่งพร้อมกันถึง2 คน ทีชที่เห็นเช่นนั้นพลันคิดว่าแย่แล้ว เพราะเขาคิดว่าจะเจอศัตรูแค่คนเดียวแต่กลับเจอพร้อมกันถึง2 คน ซึ่งถ้าเขาสังหารศัตรูได้ช้าละก็ คนอื่นๆ ต้องตามมาจนเจอแน่ๆแต่จะให้หนีตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว เมื่อคิดได้ทีชพลันเสือกแทงกระบี่ออกใส่ผู้เล่นคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดทันที
ฉึก!!
อ๊ากกกกก!!
กระบี่แทงลึกเข้าที่หน้าท้องของผู้เล่นคนนั้นจนทรุดลงไปกองกับพื้นไม่รอช้าทีชดึงกระบี่ออกพร้อมกับพุ่งพรวดหาผู้เล่นอีกคนต่อทันที
เคร้ง!!
“มันอยู่ทางนี้ รีบมาเร็วเข้า!!” ผู้เล่นคนนั้นเปล่งเสียงะโเสียงดังพร้อมกับขวางดาบในมือกันทีชไว้ได้ทัน
‘บัดซบ ต้องรีบจัดการให้ได้’ ทีช เริ่มร้อนใจขึ้นมา
เคร้ง!เคร้ง!
เคร้ง!เคร้ง!
แต่ทว่าการต่อสู้กับดำเนินไปหลายกระบวนท่าแล้วทีช ยังไม่สามารถปลิดชีพอีกฝ่ายได้ เพราะในตอนที่ทีชยืนพักอยู่นั้นเขาฟื้นฟูค่าพละกำลังได้แค่นิดหน่อยส่วนพลังปราณหลังจากโจมตีใส่ผู้เล่นคนแรกไปแล้วกลับหมดลงอีกครั้ง ทีชในตอนนี้ทำได้แค่อาศัยแรงเพื่อเหวี่ยงกระบี่ซึ่งแรงเหวี่ยงที่เขาใช้อยู่ตอนนี้ก็แทบเต็มกลืนแล้ว
“ฮ่าๆ หมดแรงแล้วสินะ ส่งกระบี่ของแกมาดีกว่าน่าข้าจะให้เ้าได้ตายแบบไม่ทรมาน” ผู้เล่นคนนั้น เมื่อเขาเห็นสภาพของทีชก็พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
‘รอบนี้เราคงรอดยาก คงได้แต่หวังว่าจะดวงดีไม่ดรอปกระบี่หมายเลข 798’
ตุบ!!ตุบ!! ตุบ!!
เสียงเหมือนมีคนเข้ามาใกล้ดังขึ้นด้านหลังทีช หันกลับไปมองก็พบกับกลุ่มผู้เล่นอีก 3 คนที่กำลังกระจายตัวล้อมเขาไว้เรียบร้อยแล้ว
‘4 ต่อ 1 แถมพลังปราณเราก็หมด จะทำยังไงดีนะหรือเราต้องตายจริงๆ’ ทีช กวาดตามองโดยรอบอย่างรวดเร็วพลางคิดหาทางออกจากสถานการณ์
ทันใดนั้นพลันเหลือบตาเห็นผู้เล่นหนึ่งที่ดูน่าจะเป็นักเวททีช ตัดสินใจทันที พุ่งพรวดเข้าหาพร้อมกับเหวี่ยงกระบี่เข้าใส่ นักเวทที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกลายเป็เป้าหมายแรกพลันใจนร้อนรนลืมร่ายเวทเผลอะโหลบออกด้านข้างทำให้ทีชที่ตั้งใจเหวี่ยงกระบี่เพื่อข่มขู่ประสบผลสำเร็จหลบออกตรงช่องที่นักเวทเผลอเปิดทางได้อย่างพอดิบพอดีรวมกับหมอกที่หนามากทำให้ ทีช กลืนหายไปในหมอกอย่างรวดเร็ว
“ไอ้บ้าเอ๊ย!! ทำไมแกไม่ขวางมันไว้!!”ผู้เล่นคนหนึ่งตวาดเสียงดังใส่นักเวททันที
“ข...ขอโทษครับ” เด็กหนุ่มนักเวทกล่าวอย่างสำนึกผิด
“แกมันไม่ได้เื่ ไอ้หมอนั่นแรงจะยืนยังแทบจะไม่มีแกจะกลัวอะไรกับการโจมตีของมันวะ”ผู้เล่นคนที่ดวลกับทีชเมื่อสักครู่ต่อว่าเด็กหนุ่มนักเวท
ทีชที่หลบออกมาจริงๆ ไม่ได้ไปไหนไกลเขาวกอ้อมกลับไปโดยอาศัยหมอกบดบังพลางเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเสียงใกล้เข้ามาคราวนี้เขาตัดสินใจอีกครั้งแต่เป็การตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะคนที่ตามมามีคนเดียว ทำให้เขาลอบจู่โจมประสบผลเมื่อลอบสังหารสำเร็จเขาไม่รอช้าขยับไปจุดต่อไปทันทีจนกระทั่งเหลือคนสุดท้ายคือเด็กหนุ่มนักเวทที่กำลังยืนประจันหน้ากับเขาอยู่เด็กหนุ่มเห็นตอนที่เขาฆ่าผู้เล่นคนหนึ่งพอดี เขาจึงร่ายเวทไฟบอลใส่ทีช
แต่กลับไม่ทันแล้วเพราะทีชเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย เด็กหนุ่มมองทีชที่กำลังส่งสายตาเย็นเยียบมาให้พลันเหงื่อแตกขาสั่นด้วยความหวาดกลัว
“พ...พี่ชาย...ป..โปรดไว้ชีวิตด้วย!!” เขาทรุดตัวลงคุกเข่าอ้อนวอนพร้อมกับหลับตา
สวบ!สวบ! สวบ!
เสียงของทีช ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ จนสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า และทันใดนั้นเอง
ฉึก!!
อั๊ก!!
เด็กหนุ่มนักเวทลืมตาขึ้นมามองด้วยความใสายตาเขาสบกับสายตาของทีช เด็กหนุ่มถึงกลับรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนความกลัวฝังลึกเข้าไปในจิตใจ เขาได้แต่คิดในใจว่าถ้าเกิดใหม่เมื่อไหร่เขาจะออกจากกิลหมีดุและจะไม่เข้าใกล้ทีชอีกเด็ดขาด เพราะเขาได้เห็นถึงวิธีการของทีชที่ล่อพวกเขามาสังหารทีละคนๆบางคนโดนแทงเข้าจุดตายจนทำให้ตายในดาบเดียว และยิ่งเขาเห็นว่าตอนนี้ชุดของทีชเปรอะเปื้อนไปด้วยเืของพวกพ้องของตัวเองยิ่งทำให้ดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก….
......
เมื่อทีชจัดการกับเด็กหนุ่มนักเวทเสร็จแล้วก็ก้มลงเก็บของที่ดรอปพร้อมกับที่กำลังจะเดินจากไป แต่ทว่าสัญชาตญาณของเขาได้ร้องเตือนขึ้นอย่างรุนแรงเขาจึงรีบพุ่งหลบออกด้านข้างเมื่อตั้งหลักได้เขาหันกลับไปมองที่จุดเดิมที่ยืนอยู่เมื่อสักครู่นี้กลับพบกระบี่ไม้ปักอยู่1 เล่ม
“โฮ่...ไม่เลวนิพ่อหนุ่ม” เสียงของบุรุษวัยกลางคนดังขึ้น
ทีชรีบเงยหน้าไปตามเสียงก็พบกับบุรุษวัยกลางคนสวมชุดจอมยุทธดูสะอาดสะอ้านใบหน้ามีเคราเล็กน้อย ดวงตาแหลม กำลังยืนอยู่บนต้นไม้พร้อมกับส่งยิ้มอย่างใจดี
จิตใจของทีชพลันรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดเมื่อเห็นรอยยิ้มของบุรุษคนนั้นเขาจึงเอ่ยถามออกไป “ท่านเป็ใครหรือครับ”
……
หน้าประตูเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว
ห่างจากประตูออกมาราว500 เมตร ปรากฏภาพที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องสั่นสะท้านชายหนุ่มสวมชุดเกราะสีดำที่เปื้อนไปด้วยเื ในมือของเขามีดาบ 2 เล่ม ที่กำลังถืออยู่พร้อมกับยืนตระง่านขวางคนกลุ่มหนึ่งอยู่ รอบๆตัวเขามีศพของทหารและเหล่าผู้เล่นนอนตายอยู่ไม่ต่ำกว่า20 ศพ ผู้เล่นกลุ่มที่เป็คู่ต่อสู้ของชายหนุ่มชุดดำติดสัญลักษณ์ของกิลหมีดุเอาไว้แสดงว่าเป็คนของกิลหมีดุที่คอยดูแลเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวแทนกิลัผงาดนี่เอง
ภาพตรงหน้าทำให้หลายๆคนถึงกับตะลึงและไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายหนุ่มคนนี้ถึงได้กล้าต่อกรกับกิลสาขาของกิลัผงาดซึ่งเป็กิลอันดับ 6 ของทวีปตะวันออก
“หมอนั่นเป็ใคร ทำไมถึงเก่งแบบนี้”ผู้เล่นที่เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งเอ่ยปากถามเพื่อนที่อยู่ข้างๆ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าหลังจากนี้หมอนั่นลำบากแน่”ชายอีกคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายกับหวาดกลัว
“เท่จังเลย....”
“ชุดดำถือดาบสองมือ เท่สุดๆ ไปเลย ฉันรักเขา.....”
เหล่าผู้หญิงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ไกลๆต่างก็ชื่นชมในความเท่และความกล้าหาญของดาร์คทำเอาตอนนี้ผู้ชายที่มุงดูอยู่ต่างก็รู้สึกอิจฉา แต่พวกเขาทำได้แค่อิจฉาเพราะพวกเขาคงไม่กล้าไปหาเื่กับกิลหมีดุหรือกิลัผงาดแน่
“บัดซบ!! มันมีแค่คนเดียวพวกแกมัวทำอะไรอยู่!!”ชายผมสีส้มที่เป็คนสนิทของโคล่าพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“จอมเวท โจมตีเต็มกำลัง นักธนูยิงมันเข้าไปอีก!!”ชายผมสีส้มออกคำสั่งอีกครั้ง
‘สมิทคงพาอลาโน่เข้าไปในเมืองเรียบร้อยแล้วสินะหวังว่าจะล็อกเอ้าท์ออกไปสักพักก่อน เฮ้อ....ส่วนเราคงมาได้เท่านี้’
ผลสุดท้ายดาร์คก็จบชีวิตลงทั้งตัวมีลูกธนูปักอยู่เต็มไปหมดจนมองดูคล้ายกับเม่นเมื่อเสียชีวิตชุดเกราะที่ดรอปออกจากตัวกลายเป็ขยะไปทันทีเพราะชุดเกราะและผ้าคลุมขาดวิ่นจนไม่อาจนำไปซ่อมได้อีก จะมีแค่ดาบ 2 เล่มที่เป็แค่ดาบเกรด C เท่านั้นที่เหลือไว้ให้พร้อมกับเงินในกระเป๋าสัมภาระที่ดรอปออกมาจำนวน 10เหรียญทองเท่านั้นทำเอาผู้เล่นของกิลหมีดุถึงกับรู้สึกว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำไปล้วนแต่ไร้ประโยชน์......
........
ปึก!
เปรี๊ยง!
เสียงการต่อสู้ดังอยู่ตรงหน้าปากทางเข้าของป่าอู้อวิ๋นิ และ โคล่ากำลังขับเคี่ยวกันอย่างเมามันทั้งสองคนสูสีกันจนแยกไม่ออกว่าใครกำลังได้เปรียบหรือเสียเปรียบิในตอนนี้ได้ใช้วิชาพลองเห้งเจียแห่งซ่งหลินไปแล้วหลายกระบวนท่าแต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้เขาเริ่มร้อนใจมากขึ้น ในตอนแรกเขายังเป็ห่วงทีชกะว่าจะรีบตามไปช่วย แต่ในตอนนี้เขาต้องรีบเปลี่ยนความคิดเพราะเขากำลังรับมือกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ
ส่วนทางโคล่าในตอนแรกเขาคิดว่าจะประลองเพื่อความสนุกแก้เบื่อที่ต้องอยู่ในเมืองเริ่มต้นมานานจนหมดความรู้สึกตื่นเต้นไปนานแล้วแต่ปรากฏว่าหลังจากที่ดวลกับิไปหลายกระบวนท่าแล้ว กลับยังโค่นเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้โคล่าเองจึงเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดมากขึ้นจนเริ่มหงุดหงิด โดยเฉพาะวิชาพลองของเด็กหนุ่มที่ในตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่าน่าจะเป็วิชาที่คิดขึ้นเองเพราะเด็กหนุ่มตรงหน้าน่าจะมีเลเวลน้อยกว่าเมื่อดูจากพละกำลังที่เป็รองตัวของเขาที่มีเลเวล150 แต่ทว่าวิชากระบวนท่าที่เด็กหนุ่มใช้กลับรุนแรงกว่าเขามาก
‘นายท่าน้าให้ข้าช่วยหรือไม่ขอรับ’ เสียงที่ราบเรียบกล่าวกับโคล่า
‘ไม่ต้อง!! ข้า้าจัดการมันด้วยตัวเอง!!’ โคล่าตอบกลับเสียงนั้น
ิรับรู้ถึงบุคคลที่ยืนมองการต่อสู้อยู่ในใต้เงาของต้นไม้ใกล้ๆ ดี เขาเองรู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาของคนผู้นั้นิจึงคอยชำเลืองมองตลอดหากว่าคนผู้นั้นลงมือละก็มันคงรอดออกไปได้ยาก
“เหอะ แกไม่ต้องกังวลข้าไม่คิดจะให้หมอนั่นเข้ามาร่วมต่อสู้เด็ดขาดข้าเองก็มีศักดิ์ศรีของหัวหน้ากิลหมีดุ!” โคล่า พูดเพื่อให้ิตั้งใจดวลกับเขา
“หึ หมีควายอย่างแกที่ยกคนมา 100 กว่าคนเพื่อจัดการกับคนแค่5 คนนี่นะมีศักดิ์ศรี” ิ กล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก
“เด็กน้อยอย่างแกจะไปเข้าใจอะไร หุบปากซะ ถึงเวลาที่ข้าต้องจบการต่อสู้แล้ว‘วิชา พลังปราณหมีคลั่ง หมีคลุ้มคลั่ง!!’ ”
โคล่าใช้วิชา‘พลังปราณหมีคลั่ง’ ออกมาเพื่อหวังจบการต่อสู้วิชาพลังปราณหมีคลั่งเป็วิชาทั่วไปที่อยู่ในเกมเป็วิชาที่มีสอนอยู่ในโรงเรียนฝึกยุทธ์ของเมืองเริ่มต้นเพียงแต่ว่าจะสอนแค่ขั้นต้นเท่านั้นแต่ที่โคล่าใช้ออกมานั้นเป็ขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนที่พัฒนาปราณจนเป็หมีคลุ้มคลั่งได้นั้นมีแค่30% จากคนทั้งหมดที่ฝึกวิชานี้
เมื่อผู้เล่นฝึกจนกลายเป็พลังปราณหมีคลุ้มคลั่งผู้เล่นจะมีพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากเหมือนกับพละกำลังของหมี
ฮ่าห์.......เปรี๊ยง!
อั๊ก!!
ิใช้พลองกันการโจมตีได้ทันท่วงทีแต่ก็สู้แรงไม่ไหวจนต้องกระเด็นออกไปพร้อมกับกระอักเื
‘แย่แล้วปกติพลังของเราก็สูสีอยู่ แต่ตอนนี้เราแพ้แรงควายของมันขาดลอยเลยสงสัยต้องใช้ไอ้นั่น’ ิคิดพลางตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
“วิชาตัวเบา ตีลังกาทะยาน์!!”
ิใช้วิชาตัวเบาออกครั้งแรก เขาะโขึ้นสูงเมื่อดิ่งลงมาก็เหวี่ยงพลองฟาดใส่โคล่าเต็มแรงโคล่ายกดาบขึ้นกันไว้ได้อย่างง่ายดาย เขายกขาขึ้นถีบสวนกลับแต่ปรากฏว่าขาถีบเข้าใส่อากาศที่ว่างเปล่าแล้วทันใดนั้นเองหูของเขาก็ได้ยินเสียง
“วิชาพลองเห้งเจียแห่งซ่งหลิน กระบวนท่าที่ 3 พลองขวางสมุทร”
ิที่โจมตีตอนแรกเสร็จแล้วอาศัยความไวจากวิชาตัวเบาพลิกตัวหลบไปยังมุมอับสายตาของโคล่าอย่างว่องไวพร้อมกับใช้การโจมตีที่ทรงพลังฟาดเข้าไปเต็มแรง
เปรี๊ยง!!
อ๊ากกกกก!
โคล่าที่ตามความเร็วไม่ทันโดนโจมตีเข้าไปเต็มๆถึงกับตัวเซ แต่แล้วิไม่รอช้าพุ่งพรวดเข้าใส่คอมโบติดต่อกันทันที
“วิชา พลองเห้งเจียแห่งซ่งหลิน กระบวนท่าที่ 1 เห้งเจียแผลงฤทธิ์!!”
ตูม!!
“วิชา พลองเห้งเจียแห่งซ่งหลิน กระบวนท่าที่ 4 พลองทะยาน์”
ตามต่อด้วยท่าโจมตีงัดขึ้นจนโคล่าตัวลอยิะโขึ้นตามพร้อมกับใช้ท่าปิดบัญชีต่อทันที
“วิชาพลองเห้งเจียแห่งซ่งหลิน กระบวนท่าที่ 2 พลองฟาดโลกา”
เปรี๊ยง!!
!!
ไม่ปรากฏเสียงของโคล่าที่ควรจะร้องออกมาด้วยความเ็ปอย่างที่ควรจะเป็นั่นก็เพราะพลองที่ควรจะกระทบกับร่างของเขากลับถูกขวางไว้ด้วยหอกเล่มหนึ่ง
“โปรดหยุดมือ นายท่านของข้าได้สลบไปแล้วเ้าเป็ผู้ชนะการประลองเรียบร้อยแล้ว ข้าขอให้จบแต่เพียงเท่านี้ได้หรือไม่”บุคคลที่ยืนดูการต่อสู้มาตลอดได้พุ่งเข้ามาแล้วใช้หอกขวางการโจมตีของิเอาไว้ได้เอ่ยปากเชิงขอร้อง
“เหอะ งั้นเ้าก็พาเ้านายของเ้ากลับไปซะ”ิบอกกับคนผู้นั้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ในใจของินั้นหงุดหงิดที่เขาไม่สามารถปลิดชีพโคล่าได้แต่อีกใจหนึ่งเขากลับรู้สึกโล่งใจ เพราะวินาทีที่คนตรงหน้าเข้ามาขวางเขารู้สึกได้ทันทีว่าตัวเขายังไม่อาจรับมือกับคนคนนี้ได้แต่ทันใดนั้นเองมีเสียงกล่าวขึ้นลอยๆ
“เข้าไปสอดการต่อสู้ของคนอื่น ยังมีหน้าเอ่ยปากขอร้องอีก ดูๆไปเ้าตกต่ำลงไปมากเลยนะ หึหึ”
บุรุษสวมชุดบัณทิฑสีฟ้าอ่อนในมือถือพัดโบกไปมา พูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ชายคนที่ถือหอกด้วยสายตาเรียบเฉย.....
ิเห็นคนที่มาใหม่ก็จำได้ทันที‘กุยแก’ นั่นเอง
“สวัสดีกุยแก พี่ทีชกลับเข้าไปในเมืองแล้วเหรอครับ”ิเอ่ยปากถามถึงทีชทันที
‘กุยแกงั้นหรือ ถึงเ้านี่จะสู้เราไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัวล้วนแต่ห้ามประมาทเด็ดขาด’ชายที่ถือหอกคิดในใจพลางกำลังหาวิธีช่วยเ้านายออกไป
“ข้าแค่้าพาเ้านายกลับไปถ้าครั้งนี้เ้าปล่อยข้าไปจะถือว่าข้าติดค้างเ้าหนหนึ่ง” บุรุษถือหอกกล่าว
“หืม....แม่ทัพ ‘เบ้งตัด’ ก็พูดไป ข้าก็แค่พูดหยอกท่านเล่นไปเท่านั้นท่านไม่จำเป็ต้องติดค้างข้าหรอก” กุยแกตอบกลับ
“เหอะ งั้นข้าก็ขอขอบคุณเ้า ไว้เจอกันใหม่ข้าลาล่ะ”พูดจบเบ้งตัดก็อุ้มเ้านายของเขาเดินกลับเข้าเมืองไปทันที
“คนที่ชื่อ ‘เบ้งตัด’ อย่าบอกนะว่าเป็แม่ทัพคนนั้นของวุยก๊ก”ิถามอย่างสงสัย
“ใช่แล้วท่านิ เขาคือแม่ทัพที่กลับกลอกที่สุดของวุยก๊ก......”กุยแกตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเคย
“ท่านิ นายท่านของข้าหนีไปทางหุบเขาสินะ” กุยแกถาม
“ใช่แล้ว ท่านรู้ได้อย่างไร” ิใในการวิเคราะห์ของกุยแก
“งั้นข้าว่าเรากลับไปรอนายท่านในเมืองกันดีกว่าพวกเรามีคนแค่นี้ไม่มีทางหาตัวนายท่านในป่าอู้อวิ๋นพบอย่างแน่นอน” กุยแก
กุยแกเห็นว่าต่อให้ตามเข้าไปในป่าซึ่งมีแต่หมอกที่บดบังทัศนวิสัย ทำให้ยากต่อการค้นหา เขาจึงชวนิกลับไปรอที่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวแล้วค่อยคิดอ่านวางแผนกันต่อไป......
‘นายท่านข้าขอภาวนาให้ท่านปลอดภัย.....’