============ รักนี้ดีต่อใจ ============
เสียงพูดที่ทุ้มต่ำกับเสียงหัวเราะคิกคักคุ้นหูทำให้คนที่จมอยู่ในพิษไข้ขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันก่อนจะกระพริบตาปริบๆอย่างปรับสายตาแล้วเบนไปยังที่มาของเสียงก่อกวนนั่นดวงตาคู่คมวาวขึ้นนิดๆยามเมื่อเห็นรอยยิ้มหวานของคนคุ้นใจถูกส่งให้ชายหนุ่มคุ้นตาอีกคน
คีตาเปล่งเสียงแหบพร่านิดๆออกมาลั่น แสบคอก็ใช่แต่ใจมันขุ่นมากกว่าเมื่อเห็นใครบางคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันทั้งที่เขาป่วยขนาดนี้“พริ้งคะ มานี่หน่อย”
เสียงร้องเรียกที่ดังมาจากเตียงกว้างเรียกให้คนหน้าหวานชะงักมือบางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะหน้าโซฟาก่อนจะปราดเข้าไปหาคนเรียกทันที เสียงหวานใสเอ่ยกับคนที่ทำตาขุ่นๆอย่างดีใจ“พี่คีย์ฟื้นแล้ว”
ท่าทางและน้ำเสียงของคนที่พุ่งเข้ามาแตะมือกับหน้าผากและแก้มเขาอย่างห่วงใยเรียกรอยขุ่นในดวงตาให้จางลงริมฝีปากอิ่มเกือบขยับยิ้มหากใครอีกคนไม่ลุกตามมาพร้อมส่งเสียง
“ไงมึง เปลี่ยนนิสัยเป็คนนอนขี้เซาั้แ่เมื่อไร”
คำทักทายที่คีตาหันไปแยกเขี้ยวใส่คนพูดทันทีแล้วออกปากถามอย่างไม่เกรงใจ “มึงโผล่มาทำไรบ้านกู”
“พี่คีย์ ทำไมพูดอย่างนั้นคะ พี่ภีมเขามารักษาพี่นะคะถ้าไม่ได้พี่ภีมป่านนี้คงต้องส่งโรงบาลไปแล้ว พี่คีย์ตัวร้อนมากเลยนะคะ”เสียงใสของใครอีกคนท้วงทันทีที่ได้ยินคำพูดของคนที่ขยับตัวขึ้นพิงหัวเตียงได้แล้ว
คำท้วงที่เหมือนจะเข้าข้างใครอีกคนมากกว่าเรียกดวงตาคมที่พอจะสร่างจากพิษไข้ให้วาววับตวัดมองคนข้างตัวแล้วหันกลับไปมองคนที่ยืนยืมกริ่มพลางเลิกคิ้วใส่เขาอยู่ข้างเตียงอีกที
“หว๋าาาาาาา” เสียงใสร้องลั่นเมื่อร่างตัวเองถูกดึงเข้าไปซบที่อกกว้างเต็มแรงมือใหญ่กดหัวคนที่พยายามดันตัวออกแน่น “พี่คีย์ทำอะไรคะเนี่ย ปล่อยพริ้งนะคะ”
คีตาไม่สนใจเสียงโวยวายข้างตัว มืออีกข้างกดร่างบอบบางให้แนบชิดเข้าหาแล้วตวัดสายตาเย็นๆไปมองหน้าเพื่อนตัวเองนิ่ง
ท่าทางหวงก้างที่คนมองได้แต่ส่ายหัวอย่างระอาดวงหน้าคมระบายยิ้มขำๆก่อนจะไหวไหล่เบาแล้วเอ่ยคำที่จี้ใจเพื่อนออกไปให้ได้ยิน“พอดีกูออกเวรแล้ว เลยแวะมาดูซากใกล้ตายเมื่อวานว่าคืนชีพยังเห็นมึงยังไม่ฟื้นก็เลยนั่งจิบกาแฟกับน้องพริ้งเขารอมึงตื่นเฉยๆ จะหวงไรนักหนา”
“เออกูหวงของกูละกัน” คำตอบกลับที่คีตาว่าอย่างไม่ไว้หน้าเพื่อนมือใหญ่ละออกจากศีรษะเล็กที่กดเอาไว้หากแต่ที่เอวกลับไม่ปล่อยออก
การกระทำที่คนถูกหวงหน้าแดงจัดดวงหน้าสวยเงยขึ้นไปสบคนที่ยังกอดเอวไว้แล้วเอ่ยเสียงเบา “พี่คีย์คะปล่อยพริ้งเถอะนะคะ พี่ภีมจะได้ตรวจพี่ได้ถนัด ปล่อยเถอะนะคะ”
คำท้วงที่เรียกให้สายตาคู่คมหันกลับมาสบตาด้วยก่อนจะเอ่ยหน้าตาย“ไม่ปล่อยค่ะ แบบนี้ไอ้ภีมมันก็ตรวจของมันได้ไม่เดือดร้อนหรอก”
ไม่ว่าเปล่า คีตาหันไปร้องบอกเพื่อน “มึงน่ะ จะทำไรก็มาทำฝากหยิบน้ำให้กูแดกด้วย แสบคอจะตายชักแล้ว”
คำที่ทำให้ภีรภัทรได้แต่หัวเราะในคอก่อนจะเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำส่งให้เพื่อนแล้วหันไปคว้าอุปกรณ์ตัวเองขึ้นมาจัดการตามจุดหมายที่แวะมาแต่แรกหากแต่ไม่วายหันไปส่งยิ้มให้คนที่กองอยู่ในแขนของเพื่อนอีกฝั่งอย่างอ่อนใจ
“เออ แดกน้ำเสร็จแล้วก็อ้าปากแล้วอมปรอทไว้ใต้ลิ้น เลิกพูดมากด้วย”คำพูดที่คีตายอมให้ความร่วมมือง่ายๆ แล้วนั่งนิ่งให้เพื่อนตรวจแต่โดยดี
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“เอ้าเสร็จแล้ว จะให้กุเอายาเม็ดให้แดกหรือจะเอายาฉีด”คนเป็หมอเอ่ยถามคนไข้อย่างเหนื่อยใจนี่ขนาดว่าไข้ยังไม่หายดีมันยังหวงคนข้างตัวขนาดนี้ ขืนแอบไปคุยกับสาวเ้าตอนที่มันสภาพดีๆสงสัยจะโดนซัดหน้าเอาดื้อๆ
“ต่างกันยังไง” คนถูกถามย้อนกลับสั้นๆมือใหญ่ลูบแขนคนข้างตัวอย่างเพลินมือ
“ยาเม็ดแดกอีกสามวันเช้าเย็น แต่มึงจะไม่หลับเหมือนตายแบบเมื่อวานยาฉีดอีกเข็มเดียว แต่นอนยาว เอาไง” แม้จะถามออกไปหากแต่ภีรภัทรก็หันไปเตรียมยาฉีดขึ้นมาไว้ในมือเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนจะเลือกอะไร
คนอย่างคีตามันไม่ยอมมานั่งกินยาสามสี่วันหรอกสภาพดีก็แล่นไปทำงานแล้ว แถมยังเอาเหล้าเข้าปากอย่างเคยตัวแล้วยามันกินกับเหล้าไม่ได้ ไอ้ตัวดีนี่ก็ทิ้งขว้างกินไม่เคยครบโดสเสียทีเพราะงั้นเอายาแรงๆชนิดว่าให้นอนยาวๆแล้วหายไปเลยทีเดียวจะดีกว่า
“มึงเตรียมขนาดนี้แล้วจะถามกูทำซากอะไร”คีตาที่เห็นเพื่อนเตรียมยาในมือแยกเขี้ยวใส่เพื่อนตัวเองอีกรอบคำที่คนเตรียมเข็มกับยาในมือเหล่มองเพื่อนสนิทและหญิงสาวในอ้อมกอดของเพื่อนแล้วเอ่ยตอบยิ้มๆ
“กูจะไปรู้เหรอ เผื่อมึงนึกอยากจะป่วยให้พยาบาลส่วนตัวดูแลประคบประหงมหลายๆวันหน่อย”
“สัด!” คำสบถออกจากปากคนป่วยทันทีที่หมอหนุ่มไฟแรงจบประโยค“จะแซวกู กูไม่ว่าแต่อย่าลามปามถึงน้อง เดี๋ยวกูซัดให้”
คำพูดที่ราวกับว่าคนถูกแซวไม่ได้อยู่ในห้องนี้ด้วยยิ่งทำให้ดวงหน้าหวานขึ้นสีจัดคนถูกแซวเลยซุกหน้าลงกับอกอุ่นที่ยังร้อนผ่าวกว่าปกติอย่างไม่้าเข้าไปอยู่ร่วมในวงสนทนานี้อีก
ประโยคหาเื่จากเพื่อนและท่าทางที่ฟุบหน้าของหญิงสาวอีกคนทำให้หมอหนุ่มหัวเราะกับตัวเองเบาๆก่อนจะก้าวไปชิดตัวเพื่อนอีกครั้ง จัดการฉีดยาให้ แล้วเอ่ยเปลี่ยนเื่ไป
“อย่าเพิ่งซ่าให้มากนัก ไข้มันยังมีอยู่ นอนให้มันเยอะๆหน่อยแล้วไอ้เื่กวนใจมึงน่ะ ปัดทิ้งไปก่อน เครียดไรนักหนาวะน้องว่าแค่คืนเดียวมึงเดี้ยงแบบนี้เลย” คราวนี้คนเป็หมอถามอย่างเป็ห่วง“เป็บ่อยๆเดี๋ยวเส้นเืในสมองแตกหรอกมึง”
คำถามที่คีตามองหน้าคนถามก่อนจะเหลือบมองคนข้างตัวแล้วกรอกตาขึ้นมองเพดานอย่างหนักใจ
ท่าทางที่คนเป็เพื่อนเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตวัดสายตาไปมองคนข้างตัวเพื่อนดวงตาที่ตี่อยู่แล้วหรี่ลงมองคนทั้งคู่อย่างใช้ความคิด
เพราะเด็กคนนี้หรือ
ความคิดที่ทำให้คนรักษาเพื่อนเอ่ยปากออกมาอย่างโยนหินถามทางแกมขู่“ถ้ามึงยังกลับมาเป็ไข้สูงอีกในอาทิตย์นี้กูจะเอามึงเข้าโรงบาลแล้วสั่งห้ามเยี่ยม ‘ทุกคน’ เข้าใจที่กูพูดใช่ไหมคีย์”
คำพูดที่เรียกให้คนกรอกตามองเพดานหันกลับมาประสานสายตากับเพื่อนตัวเองนิ่งดวงตาคู่คมเบนสายตาตามเพื่อน ก่อนจะถอนใจเบา
“กูบอกอีกทีว่ามึงควรเป็จิตแพทย์มากกว่าเป็หมออายุรกรรมแบบนี้”คีตาว่าเสียงเรียบอย่างคุ้นชินกับการอ่านใจคนของเพื่อนก่อนจะตอบกลับ“ขอบใจที่เป็ห่วง แต่คิดว่าน่าจะไหว ไข้ไม่กลับหรอก”
“ดีใจที่ยินแบบนั้น งั้นกูไม่กวนล่ะ ไม่ไหวมึงโทรหากูได้นะ”ภีรภัทรว่าพลางตบไหล่เพื่อนเบาๆสองสามทีแล้วหันไปเอ่ยกับคนที่เงยหน้ามาส่งยิ้มให้เขา“พี่กลับล่ะ น้องพริ้งดูแลมันดีๆนะครับ อย่าให้มันเครียดอีก”
หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณมากค่ะพี่ภีม”
ภีรภัทรพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกจากห้องไป
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“เดี๋ยวพริ้งเอาลงไปเก็บเอง คุณแม่อยู่กับพี่คีย์เถอะค่ะ”ร่างบอบบางของคนหน้าหวานเอ่ยบอกกับผู้สูงวัยกว่าพลางยกถาดข้าวที่เกลี้ยงแล้วมาไว้ในมือก่อนจะผละออกจากห้องไป
ดวงตาคู่คมที่ยอมละสายตาจากคนที่หายไปหลังประตูบานใหญ่ก่อนจะหันกลับมามองคนที่เดินเข้ามานั่งใกล้ๆแล้วแตะมือวัดอุณหภูมิเขาอย่างห่วงใย
“ผมไม่เป็ไรแล้วครับแม่ ขอโทษที่ทำให้เป็ห่วง”
“ดีขึ้นก็ดีแล้วลูก”คนเป็แม่เอ่ยตอบสั้นพลางลูบหัวลูกชายตัวโตอย่างอ่อนโยน
“ผมขอโทษที่ผิดคำพูดกับแม่นะครับ” คนเป็ลูกเอ่ยเสียงเบาพลางหลุบตาต่ำท่าทางเซื่องซึมและหนักใจของลูกชายั้แ่ตื่นขึ้นมาเรียกให้เธอส่งยิ้มน้อยๆให้กับลูกตัวเอง
“แม่ไม่มีอะไรจะดุคีย์หรอกนะ แค่นี้ลูกก็คงจะรู้สึกแย่พอแล้วแม่ยังดีใจที่คีย์ยังหยุดทันก่อนจะเลยเถิดกันไปกว่านี้”เสียงของผู้สูงวัยเอ่ยปลอบเบาๆ
“แม่รู้?” คำปลอบโยนที่ถูกส่งมาแทนคำถามทำให้ชายหนุ่มเงยหน้ามองมารดาตัวเองนิ่ง
“น้องบอกแม่เองลูก” คุณกิตติยาว่าพร้อมขยับยิ้มบาง“คีย์รู้ไหมว่าน้องเป็ห่วงคีย์มากนะ เฝ้าั้แ่เมื่อวานไม่ไปไหนเลย”
“ยิ่งน้องดีกับผม ผมยิ่งรู้สึกแย่” คีตาว่าพลางขมวดคิ้วลงอีก แล้วพึมพำอย่างอึดอัดใจ“ผมไม่ภูมิใจเลยนะครับ ที่หยุดตัวเองได้ มันแทบจะเหมือนไม่ได้หยุดแล้วด้วยซ้ำเห็นหน้าน้องตอนนี้ ความรู้สึกผิดก็ตีแสกหน้าผมทุกทีจนผมจะบ้าแล้ว”
“คีย์ฟังแม่นะลูกพักนี้คีย์อาจจะอยู่ติดกับน้องมากจนมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างความเปลี่ยนแปลงที่แม่คิดว่าน่าจะเป็ไปในทางที่ดีกับน้องและตัวลูกเอง” ผู้สูงวัยทอดเสียงอ่อนพลางขยับยิ้ม
“แม่อยากให้คีย์วางความรู้สึกผิดลงไว้ก่อน สงบใจลงอย่างที่เคยทำมาตลอดแล้วมองน้องให้ชัดๆ ชัดจนถึงหัวใจ แม่คิดว่าสิ่งที่คีย์เฝ้ารอมาตลอดคีย์อาจจะได้มาแบบไม่รู้ตัวแล้วก็ได้นะลูก”คุณกิตติยายิ้มยามเมื่อเห็นแววตาสงสัยจากคนฟัง ทำให้เธอขยับพูดต่อ
“น้องบอกกับแม่ว่าน้องบอกคีย์ไปหมดแล้วเหลือแค่คีย์รู้สึกตัวเท่านั้นแหละ”
จบประโยคประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้งก่อนจะตามมาด้วยร่างเล็กบางๆของคนหน้าสวยที่เดินกลับมาทรุดกายลงข้างเตียงอีกข้างที่ว่างอยู่แล้วส่งยิ้มให้
“แม่ฝากพริ้งดูพี่เขาอีกสักวันนะลูก ตาปรือขนาดนี้ยาคงเริ่มออกฤทธิ์แล้วอีกสักพักน่าจะหลับ เดี๋ยวแม่ลงไปดูข้างล่างก่อน”ประโยคที่หญิงสาวเ้าของชื่อพยักหน้ารับเบาแล้วเอ่ยตอบ
“ได้ค่ะ เดี๋ยวพริ้งเช็ดตัวให้พี่คีย์เลยดีกว่า จะได้นอนหลับสบายๆ”ว่าจบคนที่เพิ่งลงนั่งก็ผุดลุกแล้วก้าวเร็วไปยังห้องน้ำเพียงชั่วครู่ก็ก้าวออกมาพร้อมกะละมังและผ้าขนหนูในมือร่างบอบบางวางของไว้บนโต๊ะหัวเตียงก่อนจะทรุดกายนั่งแทนที่มารดาของชายหนุ่มที่ออกจากห้องไปแล้ว “เช็ดตัวนะคะพี่คีย์เดี๋ยวจะได้นอนยาวๆ”
ประโยคที่ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่มมีเพียงแต่ดวงตาคู่คมที่มองสบกลับมานิ่ง พริ้งพราวยิ้มใส่ตาคนจ้องก่อนจะหันไปบิดผ้าขนหนูในกะละมังใบเล็กให้พอหมาดแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้คนที่พิงหัวเตียงอยู่
ผ้าขนหนูที่แตะลงบนใบหน้าย่างแ่เบาพร้อมกลิ่นหอมเจือจางทำให้สมองคนป่วยคลายลงริมฝีปากบางพึมพำเบา “หอมจัง”
“พริ้งเอาโคโลนที่พริ้งใช้ผสมลงไปด้วยค่ะ กลิ่นมันทำให้รู้สึกสบายเวลาพริ้งสมองตันๆก็จะเอามาผสมน้ำเช็ดหน้าแล้วมันสดชื่นดีพริ้งเลยคิดว่าน่าจะดีกับคนป่วย พี่คีย์ไม่ถือนะคะ”
คำถามที่ชายหนุ่มเพียงส่ายหน้านิดเป็คำตอบเรียกรอยยิ้มหวานให้ประดับที่ใบหน้าก่อนจะยื่นผ้าขนหนูตรงหน้าใส่มือเขา
“ฝากถือก่อนนะคะ ถ้าชอบก็เอาโปะหัวไปก่อนก็ได้ค่ะเดี๋ยวพริ้งเช็ดตัวให้พี่คีย์ต่อ”
จบคำพูดคนหน้าหวานก็หันไปบิดผ้าในกะละมังใบเดิมอีกครั้ง แล้วขยับเข้ามายกแขนแข็งแรงไว้บนตักตัวเองจัดการเช็ดให้อย่างเบามือ เมื่อจัดการกับแขนทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้วร่างบอบบางก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวสวยจะค่อยๆปลดกระดุมเสื้อนอนของคนป่วยออกช้าๆ
ท่าทางที่ทำให้คนมองกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อนเมื่อความใกล้ชิดเกิดขึ้นแบบที่คนทำไม่รู้ตัวกลิ่นหอมอ่อนๆที่ทำสติเขาหลุดไปเมื่อคืนก่อนลอยมาแตะปลายจมูกอีกครั้งดวงหน้าหวานที่ขยับเข้ามาชิดเมื่อกระดุมบางเม็ดที่ถอดออกไม่ได้ดั่งใจมือที่ขยับยุกยิกอยู่บนอกกว้างทำให้คีตาถึงกับสูดหายใจลึกดวงตาคมโชนแสงขึ้นยามที่จ้องคนตรงหน้านิ่ง ปลายลิ้นเลียขอบปากตัวเองเบาๆอย่างข่มใจ
ไม่รู้ตัวเลยนะว่าจะทำให้เขาคลั่งตาย
ความคิดที่คีตาชะงักลงเมื่อภาพคืนก่อนไหลเวียนเข้าหัวมือใหญ่จึงรวบมือบางที่แสนซนนั่นไว้ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้มันสั่น“เดี๋ยวพี่ถอดเองดีกว่าค่ะ พอจะมีแรงแล้ว”
คำที่ทำให้คนหน้าหวานเงยหน้าขึ้นมองคนพูดก่อนจะชะงักกึกเมื่อสบเข้ากับแววตาวาวๆของคนตรงหน้าดวงตาคู่หวานหลุบลงต่ำก่อนจะชะงักเมื่อเห็นสภาพตัวเองที่แทบจะปีนขึ้นไปอยู่บนตัวของใครอีกคนไหนจะระยะห่างที่ไม่ถึงคืบนั่นอีก ดวงหน้าหวานร้อนวูบก่อนจะยอมขยับถอยไปแต่โดยดีปล่อยให้อีกคนถอดเสื้อออกเองตามที่บอก
พริ้งพราวเสหันไปเอาผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้หมาดใหม่ก่อนจะหันกลับมาเจอกับมือของคนตัวโต“ส่งมาให้พี่เถอะค่ะ เดี๋ยวพี่เช็ดเองดีกว่า จนกว่าพี่จะหายไข้งดเข้าใกล้พี่สักระยะจะดีกับพริ้งมากกว่านะคะ”
คำพูดที่ทำให้หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับเบาก่อนจะขยับถอยออกมามองชายหนุ่มที่เช็ดตัวให้ตัวเองอย่างลวกๆ
ชายหนุ่มยื่นผ้ากลับคืนให้ก่อนจะขยับตัวอีกครั้ง “เช็ดหลังให้พี่หน่อยค่ะ”
“ค่ะ” เธอรับคำเสียงเบาก่อนจะลงมือเช็ดแผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างเบามือริมฝีปากบางเอ่ยบอกเบาเมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว
พริ้งพราวยื่นเสื้อตัวใหม่ให้คนที่หันหน้ากลับมาหาเธอแล้วเอ่ยถามทั้งที่หลบตา“แล้วกางเกงจะให้พริ้งช่วยเปลี่ยนให้ไหมคะ”
คำถามที่คีตากระตุกยิ้มที่มุมปากเป็ครั้งแรกของวันแล้วเอ่ยตอบออกไป“เอาไว้แต่งงานกันเมื่อไรพี่จะยอมให้พริ้งทั้งแก้ผ้า เช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พี่เลยค่ะ แต่ตอนนี้เดี๋ยวพี่ลุกไปเปลี่ยนเองดีกว่าพริ้งพยุงพี่ไปห้องน้ำก็พอค่ะ”
“พี่คีย์!” คนฟังร้องเรียกชื่อคนพูดเสียงหลง ใบหน้าหวานแดงวาบส่งค้อนให้คนพูดอีกทีหากแต่ก็ขยับตัวเข้าไปพยุงคนที่พยายามลุกจากเตียงแต่โดยดีทั้งที่ริมฝีปากบางพึมพำ “พูดอะไรบ้าๆ”
คำพึมพำที่คีตาเหลือบมองคนข้างตัวรอยยิ้มขยับกว้างกว่าเดิมอีกนิดแล้วเอ่ยซ้ำ “พี่พูดจริงนะคะ”
“พี่คีย์......!” อีกครั้งที่ร่างบางๆเรียกชื่อชายหนุ่มเสียงหลงดวงตาคู่สวยค้อนปะหลับปะเหลือกใส่อีกสองรอบ แก้มใสแดงจัดอย่างที่เขานึกพึงใจเสียงหัวเราะในคอจึงตามมาอย่างเช่นเคย
เสียงหัวเราะที่พริ้งพราวโวยวายอยู่ในใจ
ใครก็ได้เอาไอ้สองหึนี่ไปเก็บที เขินจะตายอยู่แล้ว ฮื่อออออ!
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
คีตามองคนที่ก้มหน้าก้มตาสนใจอยู่กับไอแพดในมือที่มีระยะห่างจากเขาเพียงเอื้อมมือนิ่งลอบถอนหายใจเบากับความรู้สึกที่มากมายของตัวเอง
อยากนอนหนุนตัก
อยากคว้าตัวให้ลงมานอนกอดกันเหมือนอย่างที่เคยทำ
และที่สำคัญที่สุด อยากจูบริมฝีปากแดงสดนั่นสุดๆ
หากแต่ก็รู้ตัวเองอยู่ว่าตอนนี้ควบคุมใจไม่ค่อยจะได้ถึงต้องมานั่งเก็บไม้เก็บมือมองเฉยๆอยู่นี่
อึดอัดจะตายห่าแล้ว
คีตาสบถในใจ นึกหงุดหงิดตัวเองที่เสียการควบคุมอย่างไม่เคยเป็แล้วดูท่าจะไม่กลับคืนง่ายๆซะด้วยสิคราวนี้
นี่ไงล่ะอันตรายของการไม่ยั้งใจอย่างที่เคยทำ
เมื่อรู้ว่าได้มากกว่าที่เคย มันก็ยิ่งอยากได้อีก
พี่จะลงแดงตายก่อนได้คำตอบจากพริ้งไหมคะเนี่ย เฮ้อ......
คำโวยวายในใจไล่วนไปถึงคำสัญญากับคนแถวนี้ก่อนที่จะชะงักลงเมื่อประโยคของแม่ตัวเองลอยมา
‘น้องบอกกับแม่ว่าน้องบอกคีย์ไปหมดแล้ว เหลือแค่คีย์รู้สึกตัวเท่านั้นแหละ’
รู้ตัวอะไรวะ
'พริ้งไม่ได้บอกว่าโกรธพี่คีย์สักคำเลยนะคะ'
'เื่เมื่อคืนพริ้งไม่ได้พลั้ง หรือเผลอ หรือแค่อารมณ์พาไปนะคะพริ้งเต็มใจและพร้อมจริงๆถ้าเป็พี่คีย์'
'พี่คีย์อ่ะ ต้องให้พริ้งพูดมากกว่านี้จริงๆหรือคะ'
กึก..........
ความทรงจำที่ไล่เลียงลอยเข้าหัวให้คีตาชะงักเบาเมื่อสมองที่กลับมาตื่นตัวเริ่มประมวลผลท่าทางของคนที่พูดที่ไว้ก่อนที่เขาจะน็อคดวงตาคู่คมที่จดจ้องคนที่นั่งอยู่ใกล้ตัวอ่อนแสงลงจนทอประกายหวาน
เื่จริง..........
ใช่ไหมวะ
'พักนี้คีย์อาจจะอยู่ติดกับน้องมากจนมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง'
'สงบใจลงอย่างที่คีย์เคยทำมาตลอด แล้วมองน้องให้ชัดๆชัดจนถึงหัวใจ'
ประโยคของคนเป็แม่เหมือนพายุกระหน่ำซ้ำพัดโหมเข้าใส่ให้ความทรงจำไหลเวียนเข้าหาตัวเองไม่หยุดหย่อนความทรงจำที่ทำให้คนที่เริ่มปะติดปะต่อกันได้เริ่มยิ้มออกก่อนจะยิ้มกว้างมากกว่าทุกครั้ง หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมานอกอก
ถ้าจะบอกว่าดีใจมากที่สุดในโลกเลยก็คงไม่เว่อร์เกินไปสำหรับความรู้สึกตอนนี้ของชายหนุ่ม
และเมื่อสมองปลอดโปร่งฤทธิ์ยาที่ออกอาการมาได้สักพักก็ออกฤทธิ์รุนแรงขึ้นความง่วนงุนถาโถมเข้าใส่ชนิดที่ชายหนุ่มได้แต่นึกด่าเ้าของยาในใจ
ยามึงจะเลือกมาออกฤทธิ์อะไรตอนนี้วะไอ้ภีม ให้กูเคลียร์กับน้องก่อน!!!!
เสียงร่ำร้องในใจเรียกให้คนที่ถูกความง่วงปกคลุมยื่นมือไปคว้าไอแพดออกจากมือหญิงสาวข้างกายแล้วโยนลงบนเตียงอีกข้างทันทีไม่ทันให้ใครอีกคนจะได้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างใร่างบอบบางก็ถูกดึงให้ถลาตัวลงมาหาคนดึงก่อนจะถูกกอดแน่นไว้ทั้งตัว
ดวงตากลมโตจ้องคนที่ยิ้มกว้างอย่างงุนงง หากแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามเสียงทุ้มก็พร่ำกระซิบซ้ำไปซ้ำมาข้างหูก่อนจะที่เ้าของเสียงจะฟุบหน้าลงกับไหล่เธอแล้วเข้าสู่นิทราอันแสนสุขไปดื้อๆ
“พี่รักพริ้ง รักมากที่สุดในชีวิตของพี่ รัก...จริงๆนะคะ”
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
ประตูห้องถูกปิดลงอย่างแ่เบาร่างเล็กสมส่วนของคุณกิตติยาก้าวเข้ามาก่อนตามด้วยหัวหน้าแม่บ้านร่างท้วมภาพที่ปรากฏสู่สายตาตรงหน้าทำให้รอยยิ้มแต่งแต้มบนริมฝีปากของผู้พบเห็นทั้งคู่
ดวงตาคู่สวยทอดมองคนที่นอนกอดกันแน่น ไม่สิเป็ลูกชายเธอต่างหากที่กกกอดหญิงสาวไว้แนบชิดอกอยู่บนเตียง ดวงหน้าสวยส่ายเบาอย่างอ่อนใจ
คนป่วยเอาแต่ใจอีกตามเคย
ความคิดที่เธอขยับยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด มือบางขยับตวัดผ้าห่มผืนใหญ่คลุมกายของคนทั้งคู่เอื้อมไปหยิบไอแพดที่นอนเคว้งอยู่อีกฝั่งของเตียงมาหย่อนไว้ในลิ้นชักหัวเตียงก่อนจะหันไปหาคนสนิทข้างตัวแล้วเอ่ยเบา
“ปล่อยเขานอนไปก่อนเถอะ อาหารนี่เอาไปเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวเขาตื่นแล้วค่อยมาอุ่นให้กินกันอีกที”
“ค่ะคุณท่าน” แม่บ้านร่างท้วมรับคำก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไปตามติดด้วยคุณหญิงเ้าของบ้าน
ถาดอาหารที่ถูกยกกลับลงไปด้านล่างเรียกสายตาให้คนที่เพิ่งก้าวเข้ามาถึงชั้นสองของบ้านขมวดคิ้วลงนิดก่อนจะหันไปมองดวงหน้าสวยของผู้เป็ภรรยาคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันคลายลงก่อนจะหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างจับสังเกต
“มีอะไรที่ผมควรรู้หรือเปล่า” คีตภพเอ่ยถามขณะส่งเสื้อสูทในมือให้กับศรีภรรยาคนสวย
“สินสอดที่คุณเตรียมไว้ อาจจะได้ใช้เร็วๆนี้ค่ะ”ผู้เป็ภรรยาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ขณะขยับเข้าไปปลดเนคไทเส้นหรูบนคอสามีอย่างเคยชิน
คำพูดที่เรียกรอยยิ้มให้แต่งแต้มบนใบหน้าคนฟังไม่แพ้กันพลางพยักหน้ารับ“เป็งั้นก็ดีสิ เมื่อไรก็ว่ามา ผมพร้อมอยู่แล้ว”
“ดูคุณชอบใจมากนะคะ เสียผลประโยชน์แท้ๆ”คุณกิตติยาว่าอย่างไม่จริงจังนักขณะถอยออกมาเมื่อเนคไทเส้นสวยถูกปลดลงมาอยู่บนมือเรียบร้อย
“เชื่อผมสิว่าเป็การเสียที่คุ้มค่า” คีตภพเอ่ยอย่างไม่เดือดร้อนใจขณะที่โอบเข้าที่เอวของคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถาม “เ้าคีย์เป็ไงบ้าง”
“ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ เหลือไข้ต่ำๆพรุ่งนี้คงหาย ตาภีมอัดยาฉีดให้อีกเข็มหลับสนิทไปแล้ว” ริมฝีปากขับขานขณะที่ก้าวเดินไปยังห้องนอนใหญ่พร้อมกัน
“แล้วคนเฝ้าล่ะ”
“ก็นอนอยู่ด้วยกันบนเตียงนั่นแหละค่ะ เ้าลูกชายคุณคงลากลงไปนอนด้วยกอดเสียแน่นเชียว” คุณกิตติยาว่าด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นขึ้นมาเล็กน้อยน้ำเสียงที่เรียกให้คนฟังหัวเราะเบา
ไม่ถูกใจทีไร เป็ลูกชายเขาทุกทีสิ
ความคิดที่ทำให้ขยับมือจาก่เอวขึ้นมาโอบที่แขนเรียวแล้วลูบเบาอย่างปลอบโยน“เถอะน่า....ถือว่าตามใจคนป่วยละกัน จะได้หายเร็วๆ”
ดวงหน้าสวยหันมาส่งค้อนให้คนข้างตัวก่อนจะเปิดประตูห้อง“ถ้าไม่ตามใจป่านนี้ปลุกให้ตื่นไปแล้วค่ะ”
ประโยคที่ทำให้เ้าของบ้านหลังใหญ่หัวเราะดังก่อนจะพากันหายไปหลังประตูบานใหญ่
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะครับ”ศิรวัฒน์เอ่ยถามเมื่อเดินออกมาพบภรรยาคนสวยหน้าบึ้งตึงอยู่บนโต๊ะกินข้าว
“ติดต่อพริ้งไม่ได้เลยค่ะ แชทกลับมาว่ายุ่งๆอยู่แล้วก็หายเงียบไปเลยรินเป็ห่วงค่ะ” รินลดาตอบพลางขยับไปตักข้าวให้คนข้างตัว ก่อนจะรินน้ำเย็นใส่แก้วใบสูง
ศิรวัฒน์ทรุดตัวลงแล้วขยับยิ้มให้ก่อนจะตอบ “ก็น่าจะยุ่งแหละครับเฝ้าไข้เ้าคีย์อยู่”
“หืม” คนที่เพิ่งหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเองหันหน้าไปมองคนพูด“พี่คีย์ไม่สบายหรือคะ”
“เห็นไอ้ภีมว่าแบบนั้นนะ” ศิรวัฒน์ว่าพลางขยับไปเอื้อมตักกับข้าวใส่จานคนข้างตัวก่อนจะตักให้ตัวเองต่อ“พอดีมันโทรมาเผาคนป่วยให้ฟังพี่เลยรู้ ว่าจะชวนรินไปเยี่ยมอยู่พรุ่งนี้”
“ไปค่ะ” คนข้างตัวตอบพร้อมดวงตาเป็ประกาย ขณะตักข้าวเข้าปาก
คำตอบที่ดูจะกระตือรือล้นทำให้ชายหนุ่มระบายยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยแซว“ไม่รอให้ถามก่อนสักหน่อยเลยหรือ ตัดสินใจก่อนเลยแบบนี้”
“ไม่ค่ะ” คนถูกแซวยิ้มกว้างก่อนจะหันมาตอบตาใสคำตอบที่ทำเอาศิรวัฒน์นึกอยากจะเบี้ยวนัดขึ้นมาตงิดๆ “รินจะได้ไปหาพริ้งด้วยเป็ห่วงจะแย่อยู่แล้ว ถ้าเจอตัวนะจะเข้าไปกอดให้หายคิดถึงแน่นๆเลย”
ตกลงว่าภรรยาเขาไม่ได้อยากไปเยี่ยมคนป่วยหรอกอยากไปเยี่ยมคนเฝ้าไข้มากกว่ากระมัง
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“ใครใช้ให้มึงมาเนี่ย” คนป่วยว่าอย่างหงุดหงิดใจใบหน้าคมเข้มที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มบัดนี้.........บูดสนิท
ส่วนสาเหตุน่ะหรือ
ก็ั้แ่เมื่อวานที่ยามันออกฤทธิ์จนคุยกันไม่จบดีข้ามมาจนบ่ายคล้อยวันนี้ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับสาวเ้าอย่างเป็เื่เป็ราวเลย
“ปากแบบนี้หายดีแล้วสิ ทำไมยังนอนแบ็บอยู่บนเตียงอีกล่ะ”ศิรวัฒน์ไม่วายแซวเพื่อน ดวงตาคู่คมสำรวจไอ้คนป่วยตรงหน้าก่อนจะหัวเราะเบา
นี่ถ้าไอ้ภีมมันไม่นั่งยันนอนยันว่าป่วยจริง มาเห็นสภาพตอนนี้คงด่าได้เต็มปากเต็มคำว่าสำออยก็ในเมื่อสภาพมันไม่เหมือนคนป่วยสักกะนิด หน้าก็ไม่ซีด ตัวก็ไม่ร้อนขยับลุกนั่งได้ตามใจสั่ง แถมยังหงุดหงิดโวยวายแบบนี้ มันป่วยตรงไหนวะ
“คุณหญิงท่านสั่ง”คำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำพร้อมหน้าที่บูดลงไปอีกของเพื่อนทำให้ศิรวัฒน์หัวเราะก๊ากอย่างสะใจ
เออแน่ะ นานทีปีหนจะเห็นมันโดนดุแบบเด็กๆสักที
เสียงหัวเราะที่เรียกสายตาขุ่นๆได้จากคนป่วยอีกระลอกใหญ่ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอนตัวลงนอนเมื่อไม่เห็นวี่แววว่าคนที่อยากคุยด้วยจะกลับเข้ามาในห้อง
“หัวเราะเสร็จก็กลับๆไปได้แล้ว กูจะนอน”
ประโยคที่ไล่เอาดื้อๆทำให้คนที่หัวเราะจนตัวโยนอยู่พยายามกลั้นขำอย่างเต็มที่ยิ่งมองไอ้ตัวโตๆของมันนอนลงบนเตียงแล้วส่งสายตาอาฆาตมาให้เขายิ่งขำ
เออ มันพาลเป็เด็กเลยวุ้ย
“ทำตัวไม่เข้ากับหน้าเลยสักนิดนะมึง”
“เื่ของกู” คนป่วยตอบสั้นขณะขยับผ้าห่มคลุมตัว และคงคลุมหัวไปด้วยหากคนมาเยี่ยมไม่ท้วงซะก่อน
“เออๆกูไม่กวนตีนมึงแล้วก็ได้ ลุกมาคุยกับกูก่อนมา”ศิรวัฒน์ว่าพลางกั้นขำกึกๆในคอ แล้วพยามเอ่ยด้วยเสียงจริงจัง
เมื่อเห็นเพื่อนพูดออกมาอย่างเป็จริงเป็จังขึ้นคนป่วยก็ขยับหลังขึ้นมาพิงหัวเตียงใหม่โดยดี แม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายยังพยายามกลั้นหัวเราะอยู่ก็เถอะ
“กูไม่มีอะไรคุยกับมึง”
“แต่กูมี!” ศิรวัฒน์ว่าเสียงดังก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อนอีกนิดแล้วลดเสียงลง“บอกกูมาซะดีๆว่าไอ้คืนที่กลับจากงานเกิดอะไรขึ้น อ้อ ไม่ต้องเสือกบอกว่าไม่มีอะไรกูเห็นนะที่คอน้องน่ะ”
คำที่คีตาได้แต่แยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทตัวเองกรอกตาขึ้นบนอย่างหงุดหงิดใจ ไอ้ซีนมันตาไวแค่ไหนเขารู้ดี
“ยังไม่ได้เขาหรอกน่า ไม่ต้องไปไกลเลยมึง”เสียงตอบที่เบาลงทำให้คนฟังหรี่ตาลงนิดก่อนจะขยับยิ้มเมื่อเห็นท่าทางยุ่งยากใจของเพื่อนตัวเอง
“อืมมมมม ยังไม่ได้ แต่........” คนฟังลากเสียงก่อนจะะโขึ้นไปนั่งข้างเพื่อนตัวเองบนเตียงลดเสียงลงอีกนิดราวกับกลัวคนที่นั่งคุยกันอยู่อีกห้องที่ไร้ประตูกั้นได้ยิน“ก็เหมือนได้แล้วละมั้ง”
“สัด รู้ดีไปแล้วมึง”คำสบถที่คีตาพ่นออกมาทันทีที่จบประโยคแล้วพ่นลมหายใจแรงๆอย่างคลายอารมณ์
“เฮ้อออ คีย์ มึงควรจะจริงจังสักทีอย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์มันลอยไปแบบนี้ มึงกับน้องไปไกลจนเกินกว่าจะเป็พี่กับน้องเหมือนเดิมแล้วนะเว้ย”ประโยคเคร่งเครียดออกจาปากคนที่ชอบเล่นอยู่เป็นิจ
ความเงียบที่เป็คำตอบทำเอาศิรวัฒน์สบถอุบเมื่อเห็นเพื่อนยังนิ่ง
“คีย์ กูขอถามหน่อย คืนนั้นน้องมันขัดขืนมึงไหม”คำถามที่ชายหนุ่มอีกคนหันมาสบตาเพื่อนก่อนจะส่ายหน้า “นั่นไง แล้วมึงยังรออะไรอีกกูว่าอาการน้องมันชัดเจนมาพักใหญ่ๆแล้วนะว่าอะไรเป็อะไรขนาดกูคนนอกยังรู้แต่มึงจะไม่รู้เนี่ยนะให้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกยังง่ายกว่าเชื่อว่าไอ้คนที่อ่านใจชาวบ้านเขาได้เป็ว่าเล่นแบบมึงไม่รู้ตัว”
ประโยคที่คนฟังก็ยังเงียบซึ่งคราวนี้คนพูดก็จงใจปล่อยให้เงียบตามศิรวัฒน์เหลือบมองหน้าเพื่อนก่อนจะโวยวายในใจ
แม่งรู้แต่ก็ไม่ทำอะไร น่าโมโหชิบหาย
คนห่วงเพื่อนยังคงเข่นเขี้ยวในใจไม่หยุดเมื่อเห็นสีหน้าของคนข้างๆชัดเจนและคงจะก่นด่า (ในใจ)ไปอีกหลายๆประโยคหากว่าเสียงของเพื่อนไม่ดังขึ้นแทรกความคิดเขาเสียก่อน
“อย่าห่วงเลยมึง คงไม่ช้า.......ไปกว่านี้แล้วล่ะ”คีตาตอบเบาราวกับพึมพำกับตนเอง ก่อนจะหลับตาลงแล้วเอนหัวพิงเตียงเงียบๆ
ท่าทางที่ศิรวัฒน์ยกมือตบไหล่ๆเพื่อนเบาๆก่อนจะลงจากเตียงแล้วเดินออกไปหาคนที่คุยกันอยู่ในห้องข้างๆ
============ รักนี้ดีต่อใจ ============
“พริ้ง มีอะไรจะบอกรินไหม”ร่างบอบบางที่จิ้มขนมใส่ปากอยู่เอ่ยถามเพื่อนสนิทที่นั่งทำงานอยู่ข้างๆเป็รอบที่สามเห็นจะได้
“หนูรินอยากรู้อะไรล่ะ” คนหน้าหวานตอบทั้งที่สายตายังไม่ละจากหน้าจอดวงตากลมโตกวาดสายตาอ่านข้อความตรงหน้าอย่างรวดเร็วก่อนจะโต้ตอบ
“รินไม่ได้อยากรู้ รินแค่อยากให้พริ้งเล่าต่างหาก”คนน่ารักกว่าเอ่ยพลางมุ่ยหน้าลงเมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่สนใจตัวเองเท่าไร
เสียงงุ้งงิ้งข้างตัวทำให้คนที่จัดการงานในมืออยู่ชะงักแล้วเหลือบมองเพื่อนตัวเล็กที่หน้างออยู่ตัดสินใจพับหน้าจอลง แล้วหันตัวมาเผชิญหน้ากับเพื่อน
“เอ้า อยากให้พริ้งเล่าอะไรว่ามา”
เมื่อเพื่อนกลับมาสนใจตัวเองรินลดาก็วางขนมในมือก่อนปลายนิ้วเรียวสวยจะชี้ไปยังคอเพื่อน “มันมาได้ไง”
กึก......
คำถามที่เรียกให้คนถูกถามชะงักก่อนที่ดวงหน้าสวยจะแดงขึ้นดื้อๆดวงตากลมโตเสหลบอย่างจงใจ
“คือ.........”
“เล่ามาเดี๋ยวนี้นะ!” คนน่ารักโถมตัวเข้าไปล็อคคอเพื่อนที่กำลังจะอ้าปากเถียงทันที“เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย”
“ก็ได้ๆ ปล่อยก่อนสิ หายใจไม่ออก” คนที่ทำหน้าหนักใจว่าพลางแกะแขนเพื่อนสาวออกแขนที่รินลดายอมคลายออกตามคำเพื่อนก่อนจะขยับไปนั่งเสียชิดดวงตาคู่สวยมองเพื่อนอย่างใจจดใจจ่อ
“คือพริ้งคงพูดไม่ถูกหูพี่คีย์มั้ง คุยๆอยู่ก็โดนจูบเฉยเลย”พริ้งพราวว่าเสียงเบายามเมื่อนึกถึงที่มาของรอยบนคอ
“แล้วไงต่อ”
คำถามที่คนเล่ายู่หน้าใส่เพื่อนไปทีก่อนจะขยับปากต่อ “ก็รู้สึกได้ว่าไม่เหมือนทุกทีแหละพริ้งรู้สึกว่าพี่คีย์โกรธก็เลยปล่อยให้ทำตามใจจนพอใจเดี๋ยวก็หยุดเหมือนทุกที............”
“แล้ว..........?”อีกคนยังคงต่อประโยคทั้งที่เห็นชัดว่าคนเล่าหน้าแดงเถือกไปถึงหูแล้ว
“โอ้ยยย จะให้เล่าหมดเลยหรือไงเนี่ยพริ้งยังไม่เคยถามหนูรินสักคำเลยนะว่าคืนเข้าหอเป็ไงขนาดไหน”คนที่ถูกเพื่อนไล่บี้โวยวายเมื่อเขินจนขีดสุดมือบางยกขึ้นมาเคาะหน้าผากของคนอยากรู้เสียที
“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเื่เลยนะ เล่าต่อเดี๋ยวนี้เลย”หากแต่คนถูกเพื่อนปะทุษร้ายทำเพียงแค่ล็อคแขนเพื่อนไว้กับตัวแล้วถามต่ออย่างไม่ยอมแพ้
พริ้งพราวถอนหายใจอีกพรืดเมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ยอมแพ้แน่จึงกลั้นใจฝืนอาการร้อนวูบวาบที่หน้าแล้วเล่าต่อ“พี่คีย์ไม่หยุดไง พริ้งก็เคยบอกหนูรินแล้วถ้าพี่คีย์ไม่หยุด พริ้งก็จะไม่ห้ามแล้วมันก็เลยตามเลยอย่างที่หนูรินเห็นนั่นแหละ”
“หมายความว่า......หมายความว่า......” คราวนี้คนฟังแทบจะะโเกาะคนเล่าดวงตาคู่สวยเป็ประกายระยับอย่างตื่นเต้น
พริ้งพราวมองหน้าเพื่อนที่คิดไปไกลสุดกู่แล้วอย่างอ่อนใจระคนขำแล้วเอามืออีกข้างดันหน้าเพื่อนที่ยื่นเข้ามาใกล้จนชิดออกแล้วเอ่ยคำที่ดับฝันคนจินตนาการสูงเสียงดัง
“ยัง!”
“อ้าว โธ่.....อะไรกันเนี่ย”คนที่ลุ้นสุดตัวปล่อยแขนเพื่อนลงอย่างผิดหวัง ดวงหน้าน่ารักลดรอยยิ้มลงก่อนจะบ่น“โห่....พี่คีย์อ่ะ ไม่ได้ดั่งใจเลย”
คำบ่นที่พริ้งพราวได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจกับความคิดเพื่อน
รินลดานี่ล่ะตัวยุชั้นดีที่อยากให้เธอถูกพี่คีย์จับกินเสียทีด้วยเหตุผลที่ว่าอยากเป็เพื่อนเ้าสาวบ้าง
เหตุผลที่ทำเอาเธออึ้งไปตอนที่ได้ยิน
นี่ยุให้เพื่อนเสียตัวเพียงเพราะอยากให้เพื่อนแต่งงานสักทีตัวเองจะได้เป็เพื่อนเ้าสาวสมใจ
“พอๆ เลิกบ่นเลิกมโนได้แล้วยัยคุณหนูช่างฝัน แล้วนี่มีเื่อื่นอีกป่ะเนี่ยเห็นโทรหาพริ้งรัวั้แ่กลับจากงานเลย”พริ้งพราวตัดบทเปลี่ยนเื่อีกครั้งหากแต่คราวนี้สำเร็จเมื่ออีกฝ่ายยอมตามน้ำ
“มีสิ แต่ไม่ต้องแล้วมั้ง พริ้งน่าจะรู้แล้วเปล่าจากคืนนั้นอ่ะ”คำที่ทำให้คนฟังมองหน้าคนพูดอย่างไม่เข้าใจ ทำให้รินลดาเอ่ยต่อ “ก็วันงานอ่ะรินกับพี่ซีนเห็นน่ะสิว่าพี่คีย์อ่ะไม่ปกติเหมือนที่แสดงออกหรอกนะหน้าน่ะยิ้มๆเหมือนเดิมแหละ แต่ตาอ่ะชัดมากว่าหึงอยู่แน่ๆแล้วรินคิดว่าพริ้งคงไม่ทันสังเกตหรอกเพราะเพิ่งไปปะทะกับที่บ้านมาก็ว่าจะโทรมาเตือนว่าอย่าไปกระตุกหนวดเสือเข้า แต่ดูเหมือนจะไม่ทัน”
คนพูดจบประโยคด้วยรอยยิ้มแหย๋ประโยคที่ทำให้คนฟังนึกร้องอยู่ในใจเมื่อความเข้าใจพุ่งเข้าสู่สมองเป็ฉากๆ
มิน่าเล่าถึงได้ฟิวส์ขาดง่ายขนาดนั้น
“เข้าใจล่ะ” หญิงสาวว่าพลางพยักหน้าหงึกหงักกับตัวเอง
“นั่นแหละ รินก็เลยโทรหาพริ้งแทบตาย แต่พริ้งก็ไม่รับอ่ะ”รินลดาว่าซ้ำแล้วถามต่ออย่างห่วงใย“ว่าแต่พริ้งไม่เป็ไรแน่นะที่ไปปะทะกับที่บ้านมา”
คนถูกถามสั่นหัวไปมา “ลืมไปแล้วด้วยว่าทะเลาะกัน โดนพี่คีย์ปั่นหัวจนไม่มีเื่นั้นอยู่ในหัวเลยอ่ะ”
“ก็ดีแล้วล่ะ รินดีใจนะที่ไม่ต้องเห็นพริ้งร้องไห้และทุกข์ใจเื่นี้”
คำพูดที่เรียกให้คนฟังนิ่งลงก่อนจะขยับยิ้มออกมา
ก็จริง
คีตาทำให้เธอลืมเื่ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่เสียน้ำตาสักหยดเพราะตอนนี้ในหัวเธอมีแต่เื่ของชายหนุ่มเต็มไปหมดทั้งหัวเลยต่างหาก
ฉับพลันดวงหน้าขาวๆก็แดงขึ้นอีกรอบเมื่อประโยคย้ำชัดบางคำดังก้องขึ้นในหัว
‘พี่รักพริ้งรักมากที่สุดในชีวิตของพี่ รัก...จริงๆนะคะ’
อ่า.....เื่นี้อย่าให้รินลดารู้จะดีกว่านะเดี๋ยวจะขยันยัดเยียดเธอให้ชายหนุ่มขึ้นอีกเท่าตัว
============ รักนี้ดีต่อใจ ============