แต่เดิมใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินก็เป็คนหมู่บ้านหยวีจุ่ยต่อมาเมื่อมีความเจริญเกิดขึ้นเขาจึงย้ายไปตั้งหลักปักฐานในตัวเมือง บ้านหลังเก่าที่ดินและป่าช้าล้วนแต่ยกให้หวงโหย่วฉายเป็ผู้ดูแลหวงโหย่วฉายเป็ญาติของญาติของญาติห่างๆ ของใต้เท้าหวังต้าซ่านเหริน
“เื่ก็ผ่านไปตั้งนานแล้วไม่ต้องพูดถึงก็ได้!” เซียวจงไห่คิ้วขมวด ริ้วรอยบนใบหน้าขยับไปมา “ไม่รู้ว่าใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินจะยอมให้พวกเราจัดการที่ดินรกร้างผืนนั้นเสียหน่อยแล้วทำการเพาะปลูกข้าวสาลี”
“ยินยอมสิ แน่นอนว่าต้องยินยอม” หวงโหย่วฉายตบขาฉาดรีบพูดอย่างดีใจว่า “พี่สี่ที่ดินรกร้างผืนนั้นของใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินปล่อยทิ้งไว้ก็คือรกร้าง มีคนเสนออยากช่วยจัดการให้เขามีหรือจะไม่ยินยอมเขาจะดีใจเสียมากกว่า!”
“ท่านผู้นำหมู่บ้าน หากเป็เช่นนั้นพวกเรามาทำสัญญากันเถอะ!” เซียวจิ่งเถียนครุ่นคิดสักพักก็พูดว่า
“พวกเราก็เอาตามที่กฎของหมู่บ้านตั้งไว้เกี่ยวกับการเช่าที่ดิน ระยะเวลาของสัญญาคือห้าปีโดยทุกปีจะจ่ายผลตอบแทนเป็สองส่วนของผลผลิตในแต่ละไร่ให้แก่ใต้เท้าหวังต้าซ่านเหริน”
“ตกลง เอาตามที่ว่านี้เลย!” หวงโหย่วฉายพยักหน้าหงึกๆพร้อมยิ้ม “เดี๋ยวข้าเข้าเมืองไปบอกใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินเสียหน่อยรอข้ากลับมาข้าจะไปหาพวกท่านที่บ้านเพื่อร่างสัญญาเช่า”
เขารู้ว่าใต้เท้าสวี่จือเสี้ยนถูกใจเซียวจิ่งเถียนเป็อย่างมากใต้เท้าสวี่จือเสี้ยนรู้ว่าเซียวจิ่งเถียนออกไปท่องยุทธภพมาหลายปีก็อยากให้เขาไปทำงานรับราชการที่กรม ถึงแม้ว่าชื่อเสียงจากภายนอกของเซียวจิ่งเถียนจะไม่ค่อยดีเท่าใดนักใต้เท้าสวี่จือเสี้ยนก็ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดที่ไม่ดีหรือรับไม่ได้ทั้งยังคิดว่าเซียวจิ่งเถียนจะสามารถปราบปรามนักเลงอาชญากรพื้นถิ่นนี้ได้โดยง่าย
ที่ใต้เท้าทำเช่นนี้คล้ายกับการเลือกแต่งภรรยารองเข้าบ้านอย่างไรอย่างนั้น
แต่เซียวจิ่งเถียนกลับตอบปฏิเสธความหวังดีของเขาอย่างสุภาพบอกว่าอยากอยู่บ้านทำไร่ทำนาดูแลบิดามารดายามแก่เฒ่าถึงอย่างไรใต้เท้าสวี่จือเสี้ยนก็ไม่ถอดใจจึงมีคำสั่งให้เขาดูแลเซียวจิ่งเถียนเป็พิเศษวันนี้เซียวจิ่งเถียนมาหาเขาถึงที่บ้านเพื่อขอเช่าที่ดินมีหรือที่เขาจะไม่เต็มใจช่วยเหลือ
ในระหว่างทางกลับบ้านเซียวจงไห่พูดอย่างไม่พอใจว่า “จิ่งเถียนชาวบ้านเขาเช่าที่ดินก็เช่าที่ดินดีๆ กัน มีที่ไหนเช่าที่ดินรกร้างยังไม่ต้องพูดถึงผลผลิตที่จะได้ แต่แค่ถางป่าเตรียมดินก็เสียเวลาเราไปตั้งกี่เดือนแต่ดูเ้ากลับไปเสนอให้ผลผลิตถึงสองส่วนเป็ค่าเช่าที่ ที่ดินรกร้างเช่นนี้จะไปคุ้มค่ากับค่าเช่าที่ได้อย่างไร?”
เขารู้สึกว่าให้หนึ่งส่วนก็ถือว่ามากโขแล้วถึงอย่างไรก็ควรจะให้เช่าแบบไม่คิดเงินสักปีสองปีจึงจะเหมาะสมและคุ้มค่ากับแรงกายที่พวกเขาจะต้องทำการถางป่าเตรียมที่ดิน
“ท่านพ่อ บนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่จ่ายค่าตอบแทนแม้ว่าจะเป็ที่ดินรกร้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกแล้วจะไม่ได้สิ่งใดตอบแทนเลย”เซียวจิ่งเถียนพูดอย่างจริงจัง“ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลังต่างหาก”
มนุษย์โลกเป็อย่างไรเขาเข้าใจดีที่สุด
เมื่อเห็นบุตรชายพูดเช่นนี้ เซียวจงไห่จึงได้แต่เงียบและพยักหน้ายอมรับแล้วไม่พูดสิ่งใดอีก
จนกระทั่งหวงโหย่วฉายมาที่บ้านตระกูลเซียวเพื่อทำสัญญาเซียวฝูเถียนและเซียวกุ้ยเถียนถึงได้รู้ว่าเซียวจิ่งเถียนจะเช่าที่ดินรกร้างผืนนั้นทั้งสองคนคัดค้านหัวชนฝา พวกเขาคิดว่าเซียวจิ่งเถียนไม่ฉลาดหลักแหลมเอาเสียเลยคนฉลาดที่ไหนเขาเช่าที่ดินรกร้างกัน?
“น้องสาม เ้าจากบ้านไปหลายปีเ้าคงไม่รู้เื่ราวภายในหมู่บ้านเท่าใดนักที่ดินรกร้างผืนนั้นไม่สามารถปลูกสิ่งใดได้ทั้งสิ้นหากปลูกแล้วขึ้นจะถูกปล่อยให้รกร้างมาจนถึงบัดนี้หรือ?” เซียวฝูเถียนพูดอย่างไม่พอใจ“ในหมู่บ้านมีคนที่มีความสามารถด้านการเพาะปลูก พวกเขาต่างก็ไปลองเพาะปลูกกันมาหมดแล้วแต่ก็ไม่มีผู้ใดทำสำเร็จคนในหมู่บ้านต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าที่ดินผืนนั้นโดนความมันที่ออกมาจากต้นหยวนเป่าทำให้ดินกลายเป็ดินเสียไปแล้วหาก้าทำการเพาะปลูกจะต้องเปลี่ยนดินใหม่ทั้งหมดเ้าคิดดูสิที่ดินสิบไร่หากต้องเปลี่ยนดินจะยุ่งยากเพียงใด!”
ที่สำคัญคือแม้จะเปลี่ยนดินแล้วก็ยังไม่แน่ว่าจะเพาะปลูกได้สำเร็จ!
“เมื่อถึงตอนนั้นแล้วนอกจากจะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นไม่สำเร็จแล้ว ยังจะต้องชดใช้ค่าเช่าที่อีกสองส่วนนั้นอีก”เซียวกุ้ยเถียนพูดเสริม “น้องสาม เ้าต้องคิดให้รอบคอบนะ ครอบครัวเรารับความลำบากนี้ไม่ไหวจริงๆ”
เฉินซื่อและเฉียวซื่อต่างก็พากันเบะปากแต่ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ
พวกนางไม่ค่อยกล้าที่จะยั่วโมโหน้องสามีผู้นี้เท่าใดนัก
“พวกท่านวางใจเถอะ หากมีเื่อันใดข้ารับผิดชอบเองแต่เพียงผู้เดียว” เซียวจิ่งเถียนหยิบสัญญาขึ้นมาด้วยหน้านิ่งเรียบแล้วเดินกลับห้องไปทันที
“บอกว่าจะรับผิดชอบเองผู้เดียวแต่พอถึงตอนนั้นไม่ใช่พวกเราหรือที่ต้องอดอยากไม่มีข้าวกินไม่มีเสื้อผ้าใส่ไปกับเขาด้วย”เมื่อเห็นเซียวจิ่งเถียนกลับเข้าห้องไปแล้ว เฉียวซื่อจึงกล้าพูดประโยคนี้ออกมานางมองสามีแล้วกระซิบเสียงเบาว่า “ั้แ่น้องสามกลับมาครอบครัวก็ไม่สุขสบายเหมือนก่อนแล้ว ยิ่งอยู่ยิ่งลำบาก”
เซียวจงไห่และเมิ่งซื่อหน้าขรึมไม่พูดจา
เื่นี้พวกเขาก็เคยเกลี้ยกล่อมแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ
เมื่อม่ายซุ่ยเห็นทุกคนต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์เซียวจิ่งเถียนอยู่ นางเพิ่งมาก็พูดอะไรมากไม่ได้จึงลุกขึ้นเดินกลับห้องอย่างเงียบๆ
“ท่านพ่อท่านแม่ นี่พวกท่านจะทำตามเ้าสามจริงๆ หรือ?”เซียวกุ้ยเถียนเห็นสายตาที่ภรรยาส่งมาก็เข้าใจทันที จึงรีบพูดด้วยความโมโห “หากจะเช่าที่ดินดีๆเพื่อเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตมาจุนเจือครอบครัวก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เ้าสามกลับโง่งมไม่ลืมหูลืมตาคิดจะเช่าที่ดินรกร้างเช่นนั้นข้าไม่เข้าใจจริงๆ หากเื่นี้เล็ดลอดออกไป ชาวบ้านจะไม่หัวร่อจนฟันหลุดหรอกหรือ?”
“จิ่งเถียนบอกว่าเขามีวิธีของเขาที่จะสามารถทำให้ที่ดินรกร้างนั้นกลายเป็ที่ดินเพาะปลูกได้ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน” แม้เซียวจงไห่จะพูดเช่นนั้นแต่ในใจก็อดที่จะเป็กังวลไม่ได้ ลึกๆ เขาก็รู้สึกว่าเป็ไปไม่ค่อยได้
“เขาจากบ้านไปตั้งหลายปี จะทำไร่ทำนาเพาะปลูกเป็ได้อย่างไร?” เซียวฝูเถียนพูดหน้าเครียด“เพิ่งกลับมาไม่รู้เื่อันใดก็มาทำเช่นนี้ คนอื่นพูดอะไรก็ไม่ฟังครอบครัวเดียวกันไม่มีใจเดียวกันจะได้อย่างไร?”
“นั่นน่ะสิ นี่ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับค่าเช่าที่ดินสองส่วนของผลผลิตนั้นหากปีนี้สถานการณ์ไม่สู้ดีหรือเจอกับภัยแล้งจะทำเช่นไร? มิต้องรับผิดชอบควักเนื้อตนเองจ่ายไปหรอกหรือ? ใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินยิ่งไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาแต่อย่างใดเชื่อหรือไม่ว่าหากถึงตอนนั้นแล้วไม่มีผลผลิตมาจ่ายค่าเช่าที่ให้เขาสามารถรื้อบ้านของเราทิ้งได้อย่างแน่นอน” เฉินซื่อพูดพร้อมยิ้มเย็น“อีกอย่างสามีของเราทั้งสองต่างก็ออกเรือหาปลากันตลอดทั้งปีคงไม่มีเวลาว่างไปช่วยเขาจัดการที่ดินรกร้างผืนนั้นอย่ามาพูดทีหลังว่าพวกเราไม่มีน้ำใจก็แล้วกัน”
“ที่จิ่งเถียนทำเช่นนี้ก็เพื่อครอบครัวทั้งนั้น เขาวางแผนว่าจะเช่าที่ดินผืนนี้ปลูกข้าวสาลีจะได้เก็บเกี่ยวมาทำแป้งสาลีให้ครบตามที่เราตกลงกันไว้”เมิ่งซื่ออดไม่ได้ที่จะอธิบายแทนเซียวจิ่งเถียน“ที่จริงหมู่บ้านของเราก็ไม่ได้มีที่ดินมากมายอันใดนอกจากที่ดินรกร้างผืนนั้นก็ไม่มีที่ดินไหนจะสามารถเพาะปลูกได้อีก ที่ทำเช่นนี้เขาก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน”
“ท่านแม่หมายความว่าที่น้องสามทำเช่นนี้ก็เพื่อพวกเราหรือ?” เฉียวซื่อยิ้มเยาะ“ถ้าให้ผู้อื่นได้ยินเข้าพวกเขาจะคิดว่าพวกข้าเป็คนบังคับให้น้องสามไปเช่าที่ดินรกร้างนั้นเอาได้นะ!”
“แล้วมันไม่ใช่หรอกหรือ?”เซียวอวิ๋นเหนียงทนฟังไม่ได้จนต้องตอกกลับเฉียวซื่อ “หากไม่เป็เพราะพวกเ้าบังคับเรียกร้องให้ท่านพ่อท่านแม่จ่ายสินสอดเพิ่มเป็แป้งสาลีสองกระสอบนั้นพี่สามจะต้องไปเช่าที่ดินรกร้างนั้นหรือ?”
“อวิ๋นเหนียงเ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร? นี่มันคนละเื่กันพี่สามของเ้าไปเช่าที่ดินรกร้างมันเกี่ยวอันใดกับพวกข้า?”เมื่อเซียวกุ้ยเถียนเห็นเซียวอวิ๋นเหนียงต่อว่าภรรยาของตนก็ไม่พอใจ พูดหน้าขรึมว่า“อีกอย่างเื่นี้มันเกี่ยวอันใดกับเ้า เป็สาวเป็นางมายุ่งวุ่นวายทำไมนัก?”
“จะไม่เกี่ยวกับข้าได้อย่างไร?” เซียวอวิ๋นเหนียงตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้“เหตุใดข้าอ้าปากพูดพวกท่านก็ติเตียนสั่งสอนข้าหรือว่าข้าอยู่ที่บ้านนี้ไม่มีสิทธิ์พูดอันใดเลยหรือ?”
“ในไม่ช้าเ้าจะต้องแต่งออกไปเป็คนของบ้านอื่นเ้าจะมายุ่งวุ่นวายกับเื่ของบ้านนี้ทำไม?” ก่อนหน้านี้เซียวฝูเถียนก็มีอารมณ์โกรธอยู่แล้วยิ่งเมื่อได้ยินเซียวอวิ๋นเหนียงพูดเช่นนี้ เขาก็ยิ่งโมโห“เ้าเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ เื่เหล่านี้ไม่ต้องมายุ่ง”
“พอแล้ว พวกเ้าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว”เซียวจงไห่โมโหจนทุบโต๊ะพร้อมพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ก็แค่เช่าที่ดินรกร้างผืนหนึ่งมิใช่หรือ? ไม่ได้ไปฆ่าคนหรือวางเพลิงบ้านใครเสียหน่อยจะทะเลาะกันไปทำไม? อีกอย่างไม่ลองทำดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเพาะปลูกไม่ได้หากเ้าสามไม่มั่นใจก็คงไม่เสี่ยงทำเช่นนี้หรอกความยากลำบากของครอบครัวเราเขารู้ดียิ่งกว่าใคร”
“ท่านพ่อพวกเราก็ทำเพื่อครอบครัวเช่นกัน!”เซียวกุ้ยเถียนโต้แย้งอย่างไม่พอใจ “หากเ้าสามกระทำการไม่รู้ความเช่นนี้ต่อไปพวกเราคงอยู่ร่วมกับเขาไม่ได้เสียแล้ว ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็แต่งงานมีครอบครัวแล้วพวกเราแยกบ้านกันใช้ชีวิตเสียดีกว่า ตาไม่เห็นใจก็เป็สุข”
เขาอยากแยกบ้านมาตั้งนานแล้ว
ครอบครัวใหญ่เช่นนี้อาศัยอยู่ด้วยกันจะเหนื่อยตายเมื่อใดก็หารู้ไม่
“สิ่งใดเรียกว่าตาไม่เห็นใจก็เป็สุข! จิ่งเถียนเป็น้องชายแท้ๆ ของพวกเ้ามีเื่อะไรพวกเราก็ปรึกษาหารือกัน อย่าคิดที่จะแยกบ้านโดยใช้สาเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้!” เซียวจงไห่พูดเสียงหนัก“พูดเช่นนี้ก็ไม่กลัวว่าคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะเอาหรอกหรือ? พวกเ้าดูสิมีครอบครัวดีๆ ครอบครัวไหนในหมู่บ้านที่แยกบ้านกันบ้าง? มีพี่น้องบ้านไหนไม่ร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อให้ครอบครัวสุขสบายบ้าง?”
“ท่านพ่อ แต่ถ้าหากเ้าสามเลือกที่จะทำเช่นนี้ต่อไปพวกเราก็ใช้ชีวิตกันอย่างเป็สุขไม่ได้!”เซียวฝูเถียนพูดด้วยความโมโห“เื่ใหญ่เช่นนี้เขาไม่ปรึกษาหารือกับพวกเราคนในครอบครัวสักคำก็ตัดสินใจด้วยตนเองแล้วเช่นนี้จะไม่ให้พวกข้าโมโหได้อย่างไร?”
“หากพี่ใหญ่กับพี่รองคิดว่าไม่สามารถใช้ชีวิตที่ดีต่อไปได้เช่นนั้นพวกเราก็แยกบ้าน” เซียวจิ่งเถียนปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูโดยที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดเขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ที่ข้ากลับมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้้าเพิ่มภาระหรือเป็ตัวถ่วงให้พวกท่านหากทุกคนคิดว่าใช้ชีวิตแบบใดมีความสุขสะดวกสบาย พวกเราก็เลือกใช้ชีวิตเช่นนั้นส่วนจะแบ่งแยกบ้านนี้อย่างไรพวกท่านก็ปรึกษากัน ได้ข้อสรุปแล้วค่อยบอกข้า”
“แยกบ้านอะไรกัน? ข้ายังไม่ตายเสียหน่อย!” เซียวจงไห่ตบโต๊ะะโลั่น“เพียงเพราะเื่เล็กน้อยแค่นี้ก็ทะเลาะกันเรียกร้องจะแยกบ้านพวกเ้าไม่กลัวคนอื่นเขาหัวเราะเยาะกันหรืออย่างไร? ข้าจะบอกพวกเ้าไว้เลยหากข้าไม่อนุญาตใครก็อย่าหวังว่าจะได้แยกบ้าน!”
ม่ายซุ่ยยืนอยู่หน้าประตูได้ยินเสียะโดังลั่นออกมาจากห้องหลักของบ้านก็รู้ทันทีว่าพวกเขายังทะเลาะกันเื่ที่เซียวจิ่งเถียนไปเช่าที่ดินรกร้างผืนนั้นนางจึงค่อยๆ หันหลังเดินกลับไปที่ห้องจากนั้นก็ขึ้นไปบนโต๊ะผิงไฟคลี่ผ้าปูที่นอนออกมาแล้วซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มนางนอนหงายมองไปบนเพดานแล้วคิดว่า อันที่จริงที่เซียวจิ่งเถียนทำเช่นนี้ก็เพื่อครอบครัวที่ดินของครอบครัวก็มีน้อยนิดแต่สมาชิกกลับมีมากมาย การที่ออกไปเช่าที่ดินจากภายนอกก็ถือว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
ท่านแม่ก็เพิ่งพูดไปว่าตอนนี้นอกจากที่ดินรกร้างผืนนั้นก็ไม่มีที่ดินอื่นเหลือให้เช่าทำการเพาะปลูกได้อีก
หากที่ดินรกร้างผืนนั้นเป็ที่ดินทำเลทองไหนเลยจะเหลือตกมาถึงมือของเซียวจิ่งเถียนได้!
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
******เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ Fishermanหนุ่มประมงที่รักที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก #Fishermanหนุ่มประมงที่รัก #readAwriteด้วยน้า