เมื่อข้ากลายเป็นสามียอดยุทธ์ของท่านแม่คนงาม

    บทที่ 30 ผู้ท้าประลองคนสุดท้าย

              การต่อสู้ในงานประลองเลือกคู่ คู่แรกนั้น เป็นการการต่อสู้ระหว่าง เพราะยางจี ชายในชุดหนังสัตว์ร่างใหญ่ผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธ กับ ลิ่วเอี้ยงจื่อ คุณชายผู้สง่างามจากตระกูลลึกลับ ผู้หนึ่งเต็มไปด้วยพละกำลังดุจสัตว์ป่าที่น่าสะพรึงกลัว ผู้หนึ่งสงบนิ่งเคลื่อนกายพลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำ ช่างเป็นการปะทะกันของอ่อน และแข็งโดยแท้จริง

             

            สองคนไม่มีใครยอมใครในตอนแรก ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างก็พากันส่งเสียงโห่ร้อง ให้กำลังใจทั้งสองอย่างเต็มที่ ทว่า...พอผ่านไปได้ไม่ยี่สิบกระบวนท่า หยางจีดูเหมือนจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด

             

            “คนผู้นั้นจริง ๆ แล้ว...”

             

            “มองออกสมกับเป็นจอมยุทธอันดับหนึ่งจริง ๆ ใช่แล้วท่านซู การต่อสู้ของคู่นี้ตัดสินกันตั้งแต่ห้ากระบวนท่าแรกแล้ว ที่เห็นว่าสูสีเป็นเพราะเจ้าคนที่มีนามว่า ลิ่วเอี้ยงจื่อผู้นั้น เล่นแมวหยอกหนูกับคู่ต่อสู้ของมันอยู่ต่างหาก

             

            ถูกอย่างที่ฮั่วเหลียงกับ ซูหยวนเย่คิด ลิ่วเอี้ยงจื่อนั้นมีวรยุทธ์เหนือกว่า หยางจีหลายขั้นนัก ที่ไม่รีบเอาชนะก็เพราะอยากจะโอ้อวดต่อหน้าแม่นางชุดขาวเจ้าสำนัก ว่ามันนั้นเก่งกาจคู่ควรจะเป็นสามีของนาง

             

            “อ้าว พี่ชายเป็นอันใดไปเล่า ไหนบอกอยากจะหักข้าให้แหลกดุจหักตะเกียบมิใช่หรือ มัวรีรออันใดอยู่ หรือคิดจะถ่วงเวลา ยังมีคนรอประลองอยู่อีกมากโขเชียวนะ ระวังพวกเขาจะไม่พอใจเอา”

             

            “หน็อยยย...ยยย ไอ้คุณชายปากดี กล้าดูถูกข้ารึ ตายซะเถอะ!!” ยามนั้นหยางจีโกรธสุดขีด จนเลือดขึ้นหน้า มันพลันพุ่งเข้าหาลิ่วเอี้ยงจื่อ พร้อมโบกสะบัดขวานในมือมั่วซั่วไปหมด ทว่า...เพราะขาดสติ เช่นนั้น ลิ่วเอี้ยงจื่อจึงเบี่ยงตัวหลบอย่างได้ง่ายดาย แถมยังใช้ขาข้างหนึ่งยื่นไปด้านหน้า จนทำให้หยางจีที่พุ่งมาด้วยความรวดเร็วสะดุดล้ม ร่างใหญ่โตของมันร่วงตกเวที หน้าทิ่มพื้น ก้นชี้ฟ้าอย่างน่าขบขัน

             

            สตรีชุดขาวซึ่งเป็นผู้ดูแลการต่อสู้บนเวทีพลันประกาศชื่อของลิ่วเอี้ยงจื่อตามมาติด ๆ ว่ามันคือ ผู้ชนะการประลองในคู่แรก ยามนั้นเสียงโห่ร้องก็ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ก่อนที่นางจะเรียกผู้ได้หมายเลขสามขึ้นมาประลองกับ ลิ่วเอี้ยงจื่อต่อ..

             

            มิรู้ว่าเพราะเหล่าชาวยุทธ์ที่มาประลองเลือกคู่ในวันนี้มีฝีมือไม่เอาไหน หรือเพราะลิ่วเอี้ยงจื่อมีฝีมือร้ายกาจเกินไปกันแน่ คนแล้วคนเล่าที่ขึ้นมาประลองกับเขาล้วนพ่ายแพ้ตกเวทีไปตาม ๆ กัน จวบจนกระทั่งถึงผู้ที่ได้หมายเลขยี่สิบเก้าเป็นต้นไป ก็ไม่มีใครคิดขึ้นมาประลองกับลิ่วเอี้ยงจื่ออีก

             

            “ข้าจะเอ่ยเรียกอีกเพียงครั้งเดียว ยังมีผู้ที่ถือหมายเลขคนไหน อยากมาประลองกับคุณชายลิ่วอีกหรือไม่ หากไม่ข้าจะตัดสิ...”

            “เซียง เซียงมานี่....” ยังไม่ทันที่สตรีชุดขาวผู้ดูแลการประลองจะพูดจบ เสียงหนึ่งก็เอ่ยเรียกนางให้เข้าไปหา มิใช่ใครอื่น เจ้าสำนักของนางนั้นเอง พอนางเข้าไปมาหาเหมือนจะโดนกระซิบอะไรสักอย่างที่หู ก่อนที่นางจะพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า แล้วเดินกลับมากลางเวที

             

            “เมื่อครู่ท่านเจ้าสำนักเรียกข้าเข้าไปแล้วบอกว่า ในเมื่อผู้ได้หมายเลขที่เหลือไม่กล้าประลอง เช่นนั้นนางก็จะมอบโอกาสให้ผู้อื่น ผู้ใดก็ได้ ผู้ที่ไม่ได้มาจับหมายเลข หรือเป็นผู้ที่ได้กระดาษเปล่า ๆ ในตอนแรก บัดนี้ถึงเวลาของพวกเจ้าแล้ว หากมีผู้ใดเอาชนะคุณชายลิ่วได้ ผู้นั้นจะได้เข้าหอกับท่านเจ้าสำนัก แต่หากไม่มีอีกแล้ว ข้าจะได้ตัดสินให้คุณชายลิ่วเอี้ยงจื่อเป็นผู้ชนะ”

             

            สิ้นเสียงประกาศของนาง เหล่าชายหนุ่มด้านล่างเวทีก็มองหน้ากันเลิกลัก พร้อมส่งเสียงเซ็งแซ่ ก่อนจะเกี่ยงกันขึ้นประลอง เพราะยามนี้ไม่มีใครอยากขึ้นไปโดนลิ่วเอี้ยงจื่อเล่นงานจนพ่ายแพ้ เจ็บตัวอีกแล้ว ทุกคนจึงพอจะเดาได้แล้วว่าผู้ชนะในการประลองเลือกคู่ครั้งนี้คงจะเป็น....

             

            พลันเกิดเสียง ตุบ! ขึ้นบนเวทีพร้อมร่างของใครบางคนที่กระโจนขึ้นไปยืนด้วยท่าทาง สง่างาม องอาจ

             

            “โอ้ เจ้าหรือผู้โง่เขลาไม่เจียมกะลาหัวอีกคน ที่คิดจะประลองเลือกคู่แข่งกับข้า” ลิ่วเอี้ยงจื่อเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าดูถูกเย้ยหยัน ทว่า...อีกฝ่ายกลับไม่ได้มีโทสะ แต่อย่างใด แถมมันยังระบายยิ้มอย่างมั่นใจก่อนเอ่ยว่า

             

            “เป็นข้าเอง คู่ต่อสู้คนสุดท้ายของเจ้า แต่...”

             

            “แต่อันใด”

             

            “แต่ข้าไม่ได้ขึ้นมาประลองแย่งชิงแม่นางชุดขาวผู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นหรอกนะ” คำกล่าวของมันทำเอาทุกคนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความประหลาดใจสุดขีด

             

            “กล่าวอันใดของเจ้า หากไม่ได้ขึ้นมาเพื่อประลองแย่งชิงแม่นางชุดขาวไปเป็นเจ้าสาว แล้วเป้าหมายของเจ้าคือ...?”

             

            ชายหนุ่มลึกลับแสยะยิ้มที่มุมปากก่อนชี้นิ้วไปยัง สตรีผู้หนึ่งซึ่งยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังของสตรีชุดขาวเจ้าสำนัก

             

            “เป้าหมายของข้าคือนางเท่านั้น มิใช่ใครอื่น!!” มันประกาศเสียงดังลั่น ยามนั้นหลายคนที่ได้ฟังก็ขมวดมุ่นคิ้วหนักกว่าเดิม บางคนก็ถึงกับระเบิดเสียงหัวร่อออกมา เพราะมีอย่างที่ไหน เขาให้มาประลองเพื่อเลือกเจ้าสำนักผู้งดงามไปเป็นเมีย แต่คนผู้นี้กลับไปสนใจศิษย์หญิงคนหนึ่งแทน งดงามหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ เพราะนางสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้

             

            “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ เจ้านี่ช่างเป็นคนตลกยิ่งนัก แถมยังซื่อบื้ออีกต่างหาก ดีข้าชอบ งั้นเอาเช่นนี้ ในเมื่อข้าจะได้เป็นสำนักชายอยู่รอมร่อแล้ว ศิษย์หญิงคนเดียวทำไมข้าจะยกให้เจ้าไม่ได้ เอ่ยปากยอมแพ้ข้าซะ แล้วนางจะเป็นของเจ้าทันที” ลิ่วเอี้ยงจื่อกล่าวออกมาอย่างหยิ่งผยองทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มการประลองด้วยซ้ำ ทว่า....พอสิ้นเสียงของมัน เสียงตวาดของสตรีชุดขาวนามว่า เซียงเซียง ก็ดังขึ้น

             

            “มิได้เด็ดขาด!!! กฎย่อมเป็นกฎ พวกเจ้าถือวิสาสะอันใดมาเปลี่ยนมัน ผู้ชนะการประลองต้องเข้าหอ กับนาง... ขะ...ข้าหมายถึง ต้องเข้าหอกับเจ้าสำนักของเราเท่านั้น ผู้อื่นไม่เกี่ยวข้อง” ไม่ใช่แค่นางที่ไม่ยอม ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่พอใจเป็นอย่างมาก ราวกับ สตรีที่โดนคนผู้นั้นหมายปอง สำคัญยิ่งกว่าเจ้าสำนักของพวกนางหลายเท่า

             

            “ชิ นังแพศยากล้าขึ้นเสียงกับข้ารึ มิรู้หรือว่าข้ากำลังจะกลายเป็นเจ้าสำนักชายคนใหม่ของเจ้า เห็นที่แบบนี้ข้าคงต้องสั่งสอนเสียหน่อยแล้ว ต่อไปจะได้เลี้ยงเชื่องๆ” ลิ่วเอี้ยงจื่อพลันหันไปมองเซียงเซียงด้วยแววตา และใบหน้าที่ดูน่ากลัว ซึ่งผิดกับสีหน้าที่มันแสดงออกก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง มิเพียงแค่นั้นพอกล่าวจบ มันก็พลันพุ่งเข้าไปหานางเพื่อจะตบสั่งสอน ทว่า...ร่างหนึ่งก็กระโจนเข้ามาขวางเสียก่อน

             

            “คิดทำร้ายอิสตรีเช่นนี้ ยังกล้าเรียกตนเองว่าเป็นบุรุษเพศอีกหรือ เดิมข้าก็ไม่ชอบการกระทำของเจ้าตั้งแต่ดูอยู่ด้านล่างแล้ว ยามนี้ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ วันนี้ข้าขอเป็นตัวแทนมารดาเจ้าเพื่อสั่งสอนสักหน่อยเถิด”

             

            “สามหาว!! ผู้ใดจะสั่งสอนใครกันแน่ รับมือเจ้าสวะ!! เพลงกระบี่ร้อยบุปผาเหลืองสะบั้นชีพ!!” ลิ่วเอี้ยงจื่อพลันชักกระบี่ออกมา และพุ่งเข้าใส่ซูหยวนเย่เพื่อหมายเอาชีวิต กระบี่เหล่ารวดเร็ว ว่องไว จนตามองตามไม่ทัน และทุกการจู่โจมมุ่งเน้นจุดตายเพียงอย่างเดียวหากการประลองเลือกคู่หนนี้ไม่ได้มีกฎว่าห้ามประลองถึงขั้นเอาชีวิต มิรู้ต้องมีกี่คน ที่ต้องสังเวยชีวิตด้วยเพลงกระบี่ชุดนี้ไปแล้ว

             

            อันที่จริงก็นับว่ายังอยู่ในกฎของการประลอง ทว่า...ลิ่วเอี้ยงจื่อนั้นโกรธจนหน้ามืดมันก็เลยลืมไปจนหมดสิ้น แต่มันก็หาได้สนอีกต่อไปแล้ว เพราะยามนี้ลิ่วเอี้ยงจื่อคิดว่าตนเองมีวรยุทธ์เหนือผู้ใดในที่แห่งนี้ หากคนของสำนักไม่ยอมรับในผลของการประลอง หากสตรีชุดขาวเจ้าสำนักไม่ยอมที่จะเข้าหอ ลิ่วเอี้ยงจื่อก็คิดที่จะใช้กำลังบังคับ มันไม่สนว่ากระบี่ในมือจะต้องอาบไปด้วยโลหิตของผู้ใด เพราะนี่คือคติที่มันยึดถือมาตลอด ‘ผู้อ่อนแอต้องยอมสยบแทบเท้าผู้แข็งแกร่งกว่าเสมอ’

             

            ทว่า....

             

            ผู้ท้าประลองคนสุดท้ายตรงหน้าของมันยามนี้ จะใช่ผู้อ่อนแอผู้นั้นแน่หรือ...?

             

            จบบท