ตอนที่ฟ้ายังไม่สว่างดี ทุกคนก็เริ่มเดินตรงไปทางเดียวกัน
นั่นคือโถงบรรพชน
แต่ต่อให้ทางเดียวกันก็แยกออกเป็คนละโถงซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ละโถงมีป้ายชื่อสกุลแขวนเอาไว้ตามแต่ละสาย ผู้คนที่ทยอยเข้ามาส่งเสียงทักทาย พูดคุยกันตามประสาคนรู้จักระหว่างรอให้ญาติมากันครบ เมื่อถึงฤกษ์ ก็ค่อยทยอยแยกย้ายกันไปทำพิธีตามลำดับในโถงประจำสาย สายสกุลเหวินและอัน ดูมีคนมากกว่าสายสกุลเจี้ยนอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสายเฟยนั่นดูเงียบเหงากว่ามาก มีเพียงสาวใช้และพ่อบ้านชรามาทำหน้าที่แทน
ทันทีที่ก้าวเข้าโถงบรรพชนเสียงจอแจด้านนอกนั้นราวกับเป็อีกโลกหนึ่ง และนี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นแผ่นหลังที่กว้างใหญ่และแข็งแรงของชายคนหนึ่ง รวมถึงหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าชัดเจน โหนกแก้มและส่วนกรามรับกันเป็ใบหน้าที่ไม่อาจบอกว่าสวยหรือไม่ แต่เป็โครงสร้างของใบหน้าที่ความมุ่งมั่นสลักลึกถึงกระดูก เมื่อฉินซื่อมองเห็นบุตรสาวจึงก้าวเข้ามารับมือนางจากสาวใช้ไปกุมไว้
มู่หรงเจี้ยนหนิงก้มหน้าต่ำตลอดการดำเนินพิธี ตระกูลมู่หรงไม่ต้องใช้ผู้ชายเป็ผู้นำเพื่อทำพิธี หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่กลางดำเนินพิธีโดยมีพ่อบ้านใหญ่อยู่ด้านข้างคอยหยิบของส่งให้ เมื่อดำเนินพิธีเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาที่หัวหน้าสายสกุลต้องกล่าวคำมงคล หรือพูดสิ่งที่จำเป็ต่อลูกหลาย
เมื่อนางหันหลังกลับมา ดวงตาคู่นั้นก็จ้องมองมาที่มู่หรงเจี้ยนหนิงอย่างเปิดเผย “นี่คือ หนิงเอ๋อร์งั้นหรือ?”
ความเรียบของน้ำเสียงจับไม่ได้ถึงกระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลง แต่น้ำเสียงที่กว้างและกังวาน ชัดเจนและจับใจคนได้เป็อย่างมาก ได้ยินแบบนั้นฉินซื่อก็ดันบุตรสาวคนเล็กเบา ๆ ให้เข้าไปหา “ใช่ค่ะท่านแม่ หนิงเอ๋อร์ เรียกท่านย่าสิลูก”
เจี้ยนหนิงคารวะผู้ใหญ่ “หลานสาว คารวะ ท่านย่า” จากความเข้าใจ นี่คือประมุขตระกูลมู่หรง หัวหน้าสายสกุลเจี้ยน มู่หรงโหรวเจี้ยน
“อาเหยียน เ้าได้เห็นลูกสาวของเ้าหรือยัง?”
เขาเพียงพยักหน้า เจี้ยนหนิงหันไปมองตามสายตาแสดงคำถามของโหรวเจี้ยน “่นี้ราชสำนัก้าหินพลังงานเพิ่มจากเดิมสองส่วน อ้างว่า้าเสริมทัพชายแดน” น้ำเสียงของมู่หรงเหยียนเองก็ไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่เขาตอบเพื่อให้เหตุผลกับมารดา
โหรวเจี้ยนหันกลับมาพร้อมเสียงหัวเราะขึ้นจมูก “ช่างเถอะ วันนี้เป็วันปีใหม่ อย่าพูดเื่งานให้ลำบากไปทั้งปี” นางมองลูกหลานที่เหลืออยู่น้อยนิดในโถง เอ่ยปากถามบ่าวชรา “ท่านเขยแจ้งอะไรไว้หรือไม่?”
“ท่านเขย แจ้งว่าจะมาให้ทันงานเลี้ยงเ้าค่ะ”
“บอกเขาว่าไม่ต้องมา ถ้าเขามา เบี้ยหวัดที่เหลือทั้งปีก็ไม่ต้องเอาแล้ว ่บ่ายข้าจะไปหาเขาเอง”
บ่าวชราอมยิ้ม รับคำแล้วส่งสัญญาณให้ทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปด้านนอก
โหรวเจี้ยนยิ้มแย้ม ไม่ใช่ยิ้มชื่นมื่นปั้นหน้า แต่เป็ยิ้มอารีของผู้าุโที่มองมายังผู้เยาว์ “วันนี้เป็วันปีใหม่ ข้าในฐานะทั้งประมุขตระกูล และผู้นำสายสกุลก็ขออวยพรให้ปีนี้ของพวกเ้าสำเร็จราบรื่น การเรียนก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัยและคว้าชัยชนะในทุกสนามรบ” ทุกคนขานรับคำอวยพรพร้อมกัน
หลังจากให้คำอวยพรอันเป็มงคลก็ถึงคราวของการแลกเปลี่ยนข้อมูลในครอบครัว
“เอาละ มาถึงเื่ภายใน ปีนี้เื่ดีที่สุดของสายสกุลของเรา คือเราได้แม่หนูน้อยคนนี้กลับมาจากประตูตำหนักเหยียนหลัวหวัง” นางมองมาที่เจี้ยนหนิงอย่างสื่อความหมาย ก่อนจะปลายตามองฉินซื่อและมู่หรงเหยียน “เื่ในอดีตข้าไม่ได้บอกให้แล้วกันไป เพียงแต่จะกระทำการใดต้องอย่าให้ส่งผลถึงภาพรวม สิบเอ็ดปีที่ผ่านมาอดทนเอาไว้ได้ อีกไม่กี่ชั่วลมหายใจ ถ้ายังไม่มีหลักฐานที่แน่นอน ต่อให้เป็ก้อนเืเ้าก็ต้องกลืนมันลงคอไปให้ได้” คำของนางไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด
“และจากนี้ไปพวกเ้าทั้งอาเหยียน หยางเกอเอ๋อร์ อี้เกอเอ๋อร์ หลีเกอเอ๋อร์ เ้าสามคนต้องรอบคอบเื่น้องสาวให้มาก ภัยที่พวกเ้าเคยเผชิญไม่ว่าจะเคยเจอจากที่แจ้งหรือที่ลับ บัดนี้จะทบทวี อาจจะสิบเท่า หรือร้อยเท่า และจะไม่มีช่องว่างให้ผิดพลาด เพราะเพียงหนึ่งความประมาท อาจหมายถึงสิ่งที่ย้อนคืนกลับมาไม่ได้อีกตลอดกาล” โหรวเจี้ยนยกมุมปากเยาะ “ส่วนเ้า ...เจี๋ยเอ๋อร์คนเดียวของสายตระกูลของเรา ว่าที่ประมุขคนถัดไปของสายสกุลและประมุขบ้าน เ้าเตรียมตัวเอาไว้แล้วหรือยัง?”
มู่หรงเจี้ยนหนิงหัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกจากอก ถึงขั้นว่าจำไม่ได้ว่าด้วยซ้ำว่าตัวเองตอบอะไรออกไป
หรือแสดงท่าทีอย่างไร ได้ยินแต่เสียงหัวเราะกว้างขวางของท่านย่า รวมถึงของคนในครอบครัวทุกคน
เมื่อแต่ละสายสกุลปิดประตูอวยพร และปลูกฝังลูกหลาน ่สายก็พากันมาทานอาหารร่วมกัน ลานเรือนด้านนอกวางโต๊ะอาหารเกือบร้อยโต๊ะ ล้วนเป็สกุลเหวินและสกุลอันที่ลูกหลานมากมายวิ่งเล่นกันจนบรรยากาศครึกครื้น สีสันของเสื้อผ้ามากมายจนตาลายไปหมด
สายสกุลเจี้ยนมีสองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งสำหรับครอบครัว และอีกโต๊ะอนุญาตให้ผู้ติดตามชั้นสูงของมู่หรงโหรวเจี้ยน ส่วนสายสกุลเฟยเป็โต๊ะเปล่าหนึ่งโต๊ะที่มีอาหารเหมือนกันทุกประการ แต่อาหารทุกจานมีเพียงธูปที่ส่งกลุ่มควันลอยหายไปในอากาศ
บนโต๊ะของสายสกุลเจี้ยนด้านข้างของเจี้ยนหนิงคือพี่รองเจี้ยนอี้ ที่คอยอธิบายเื่ราวต่าง ๆ ไม่หยุดปาก เขารู้และพูดเก่งกว่าสาวใช้ที่พูดเก่งที่สุดของนางเสียอีก เขาเล่าว่าสายตระกูลเฟยที่ไม่มีคนมาเพราะเมื่อหลายสิบปีก่อนได้พลีชีพที่ชายแดน ตอนที่แผ่นดินโหมวเทียนยกทัพไกลมาประชิด โดยมีพวกโหมวเลี่ยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
โหมวเลี่ยเป็องครักษ์ทองคำของแผ่นดินโหมวเทียน จัดลำดับความอันตรายสูงสุด เป็กองกำลังประจำตัวของจักรพรรดิอัคคีโหมวอวี้ตี้ เมื่อชาติที่แล้วนางเคยได้ยินว่ามีศึกใหญ่ครั้งหนึ่งที่พรากเอาชีวิตของโหมวเลี่ยลำดับที่เจ็ดและเก้าไป แต่ตระกูลมู่หรงกลับต้องสูญเสียสายตระกูลเฟยไปเกือบทั้งสาย เหลือรอดเพียงแต่ผู้าุโท่านเดียวที่ปิดด่านเพื่อบรรลุขั้นพลัง ส่วนสายตระกูลเจี้ยนก็สูญเสียไม่น้อย
ภาพลูกหลานหร่อยหรอของสองสายสกุล กับภาพที่ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองของอีกสองสายสกุล ก็ดูเหมือนว่าอะไรหลายอย่างจะไม่ง่ายอย่างภาพที่เห็น ระหว่างที่กำลังคีบอาหารเข้าและคิดเื่ราวในหัวไปเรื่อย กลับมีเสียงคนหัวเราะดังตรงมา ก่อนที่นางจะพบกับชายชราผู้หนึ่ง ถือจอกสุราเดินตรงมาที่โต๊ะเสี้ยววินาทีหนึ่งที่มองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้น เจี้ยนหนิงหรี่ตาลงอย่างอันตราย
“โหรวโหรว เ้ากลับมาได้สักที อยู่แต่กับชายแดนไม่ได้เจอกันเสียนาน วันนี้วันดีอย่างไรเ้าก็ต้องดื่มฉลองกับพวกเรา”
“ใช่แล้วเ้าค่ะท่านพี่หญิง น้องก็ขอดื่มให้ท่านพี่ ฉลองวันดีนี้ด้วยอีกคนนะเ้าคะ”
มู่หรงโหรวเจี้ยนรับคำว่าดี แล้วชนสุรากับสองคนที่เดินเข้ามา ก่อนจะต้องดื่มอีกหลายจอกจากคนที่เริ่มกล้าขึ้นมาชนเหล้ากับประมุขตระกูล ถึงแบบนั้นโหรวเจี้ยนก็ไม่ทำให้พวกเขาเสียศรัทธา นางลุกขึ้นกลางโต๊ะอาหารก่อนประกาศด้วยเสียงที่ทรงพลัง คาดว่ามีพลังลมปราณผสมอยู่ในนั้นด้วย
มันเริ่มต้นด้วยคำขอบคุณสำหรับการทำงานหนักในปีที่ผ่านมา คำพูดสวยงามมีความหมายกินใจสำหรับความสามัคคีปรองดอง และการก้าวขึ้นสู่ตระกูลที่ทรงอำนาจหนึ่งในห้าของดินแดนชางฉือ ท้ายสุดแล้วนางก็พูดถ้อยความแฝงความหมายบางประการ
“พวกเราล้วนอยู่บนเรือลำเดียวกัน เรือลำนี้ หากรุ่งเรืองก็รุ่งเรืองไปด้วยกัน เดินทางด้วยกันมานานเพียงนี้ ข้าขอให้ทุกคนเห็นผลประโยชน์ของตระกูลเป็หลัก ผลประโยชน์ส่วนตนเป็เื่รอง ข้าในฐานะประมุขคนปัจจุบันจะต้องปกป้องตระกูลให้ปลอดภัยสืบไป แต่หากพบการกระทำผิดต่อพี่น้องร่วมเป็ร่วมตาย ผิดต่อญาติทั้งทางสายเืหรือกฎระเบียบ ข้าผู้ควบคุมตระกูลมู่หรงในยามนี้ จะไม่ปล่อยผู้กระทำผิดเอาไว้สักคน!”
มู่หรงโหรวเจี้ยนยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน แข็งแกร่งและเจิดจ้าอย่างที่สุดภายใต้แสงตะวันยามสายที่อาบไล้ นางยกจอกสุราขึ้นดื่มหมดชาม ท่ามกลางเสียงโห่ยินดีของผู้คน สตรีเช่นนี้แม้แต่เจี้ยนหนิงก็ยังหลงใหลในความสง่าผ่าเผย
สายตระกูลเจี้ยนยังต้องต้อนรับและทักทายพูดคุยกับญาติ ๆ หลายคนหลังจากพุ่งเป้าไปที่โหรวเจี้ยนแล้ว ก็ยังมีคนมองมาที่เด็กหญิงซึ่งไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน มู่หรงโหรวเจี้ยนมองเด็กสาว ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “และในปีนี้สายสกุลของข้ามีข่าวดีอีกเื่ คือ หลานสาวสายตรงของข้า ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว” สายตาที่เคยแอบมอง ยามนี้กลับสามารถตั้งใจมองได้มากขึ้น เจี้ยนหนิงมองหน้าฉินซื่อ เมื่อได้รับการพยักหน้า นางจึงลุกขึ้นยอบกายทำความเคารพแก่ผู้คนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้
“นับว่าเป็เื่มงคลจริง ๆ สมุนไพรและของล้ำค่ามากมายในคลังสมบัติ รั้งชีวิตผู้สืบสกุลมาได้คนหนึ่ง คุ้มค่าเหลือเกิน” น้ำเสียงที่แทรกขึ้นมานั้นไม่ดังไม่เบา แต่กลับบาดลึก เจตนาประชดประชันอย่างที่ไม่อาจปล่อยผ่าน
คนบนโต๊ะอาหารเหลือบมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ความเงียบที่เหมือนดิ่งลงหุบเหว
“นั่นสิ แต่น่าเสียดาย ที่สายสกุลเจี้ยนมีหลานสาวสายตรงแค่คนเดียว จากนี้ไปเ้าต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะเสี่ยวยาโถว หากเ้าเป็อะไรขึ้นมา คนบ้านเ้าคงปวดใจน่าดู”
ผู้พูดเป็หญิงสาวสองคน นั่งอยู่โต๊ะสายสกุลเหวินคนหนึ่ง อีกคนนั่งอยู่ที่โต๊ะสายสกุลอัน ทั้งสองยกจอกเหล้าให้กันหลังพูดเสร็จ มู่หรงโหรวเจี้ยนยิ้ม ก่อนจะหันมาหาหลานสาวสายตรง “ยังไม่รีบขอบคุณกูมู่ทั้งสองคนอีกหรือ?”
มู่หรงเจี้ยนหนิงกระตุกมุมปาก ถือว่าท่านให้โอกาสข้าเองนะ ท่านย่าคนดีของข้า “ขอบคุณกูมู่ทั้งสอง และทุกท่านที่เป็ห่วง หลังจากนี้ผู้เยาว์จะดูแลตัวเองเป็อย่างดี และจะเรียนรู้การบริหารตระกูลต่อจากท่านย่าให้ดีที่สุด”
ความหยิ่งยโสนี้แสดงให้เห็นผ่านเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งมีคิ้วตาที่ราวกับถอดแบบมาจากมู่หรงโหรวเจี้ยน โครงหน้าและจมูกจิ้มลิ้มมาจากฉินซื่อ และปากได้รูปมีเนื้อมีหนังจากมู่หรงเหยียน นางคือส่วนผสมของความเย่อหยิ่ง อ่อนหวานและหนักแน่น แม้ยังไม่โตเต็มวัยและเหมือนลูกนกที่ขนยังขึ้นไม่เต็ม แต่ก็เริ่มฉายแววบางอย่างออกมาแล้ว นอกจากสายตระกูลเจี้ยนที่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจเต็มหน้าแล้ว คนที่เหลือถ้าไม่หน้าดำหน้าแดง ก็ก้มหน้าก้มตาจมอยู่กับความคิดมากมายในหัว การก้าวเดินในสกุลใหญ่คราวนี้มีหมากที่เจิดจรัสเกิดขึ้นอีกตัว แต่จะทำหน้าที่ไหนในกระดาน เวลาเท่านั้นจึงจะให้คำตอบได้
เพราะพวกเขาล้วนรู้ว่าการต่อสู้เื่การสืบทอดตำแหน่งประมุข ได้เริ่มต้นเปิดฉากแรกด้วยการทักทายระหว่างครอบครัวครั้งนี้แล้ว
หลังงานเลี้ยงเลิกมู่หรงเจี้ยนอี้กับมู่หรงเจี้ยนหลีอยู่ในเรือนอุ่นของอันโซ่ว แล้วค่อยเล่าให้ฟังว่า มู่หรงเหวินซิน และ มู่หรงอันจิ่น ที่แทรกพูดขึ้นมาคือพี่น้องต่างสายเืที่โตมากับมู่หรงเหยียน ทั้งสองคนคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในรุ่นต่อไปที่จะเป็ประมุขของตระกูลมู่หรงรุ่นถัดไป “ถ้าไม่มีเ้าน่ะนะ... แล้วเ้ารู้เื่การสืบทอดตระกูล? ท่านแม่บอกเ้าแล้ว?”
ตระกูลมู่หรงผู้หญิงเป็ผู้ถือสิทธิ์สืบทอด ฉินซื่อไม่ได้บอกนาง แต่เป็ข้อมูลที่ได้รับจากสาวใช้ รวมถึงลำดับการตั้งป้ายิญญาในศาลบรรพชน รวมถึงการที่ไม่ตั้งมู่หรงเหยียนเป็ผู้สืบทอด นั่นมีสองความหมายหนึ่งคือมีตัวเลือกที่ดีกว่า กับอีกข้อคือไม่มีตัวเลือกใดเหลืออีกแล้ว
พวกเขาไม่สามารถให้อำนาจการสืบทอดแก่ฉินซื่อได้ โหรวเจี้ยนมีบุตรชายเพียงคนเดียว และหลานชายอีกสามคน และไม่สามารถยกการสืบทอดไปให้แก่สายอื่นได้หากไม่มีเหตุอันสุดวิสัย เพราะหมายถึงการยกทรัพยากรในการพัฒนาตัวเองไปให้ผู้อื่นจัดสรร เมื่อเป็เช่นนั้นสตรีคนเดียวที่เหลืออยู่ในสายสกุลและจะขึ้นเป็ผู้สืบทอดคนต่อไป ก็มีเพียงมู่หรงเจี้ยนหนิงคนเดียวเท่านั้น
นั่นคงเป็อีกหนึ่งเหตุผลที่มู่หรงเจี้ยนหนิงที่ไม่ฟื้นมาตลอดหลายปี ยังได้รับการดูแลอย่างดี
“ไม่รู้” อันที่จริงนางยังไม่ได้สนิทสนมกับพวกเขาทั้งคู่มากนัก แต่เพราะเจี้ยนอี้ทำตัวไม่มีกำแพงเลย หลัง ๆ ก็ไม่มีกระดูกสันหลังด้วย เอนตัวเลื้อยไปกับเก้าอี้จนนางไม่รู้จะเอ่ยถัดทานอะไรไปทำไม เพราะพวกเขาอยู่ในเรือนอุ่นของนาง สถานที่ภายในครอบครัวเช่นนี้ ท่านจะตีลังกาแล้วคอไม่หักตาย นางก็จะไปพูดทำไม
“แล้วทำไมถึงมั่นใจตอบไปแบบนั้นเล่า?” เขาดูใ
“เพราะ...” นางคิดถึงคำพูดของโหรวเจี้ยนในศาลบรรพชน
เมื่อเห็นนางทำท่าคิดไม่ได้ตอบอะไร เขาก็ถอนหายใจ “เ้านี่นะ ลมปราณก็ยังไม่เปิด ทดสอบพลังก็ยังไม่ได้ทำ เกิดเ้าไม่มีวรยุทธ์ขึ้นมาจะทำยังไง?”
“จะเป็ไปได้ยังไงละเ้าโง่!” เจี้ยนหลีที่นั่งปอกส้มกินอยู่อีกฝั่ง โยนเปลือกส้มใส่เจี้ยนอี้
“เอ่า ก็พวกเราทดสอบชะตากันตอนห้าขวบ แต่นางอายุสิบเอ็ดแล้วยังไม่ได้ทดสอบชะตาเลย เ้ารู้ได้ยังไงละว่านางจะมีวรยุทธ์ระดับไหน?”
“ก็แค่ช้าไปหน่อยเดียวเอง น้องเล็กข้าเชื่อเ้า” เขาทำท่าทางมั่นใจ ปากก็เคี้ยวส้มที่ตัวเองปอกเปลือกไว้ แต่ถึงแบบนั้นโครงหน้าแบบนี้ก็ช่างน่ามองเหลือเกิน นางถอนหายใจ ชาติก่อนแม้จะอยู่ในหมู่เด็กผู้ชายแต่นางกลับไม่มีตาไปมองความงดงามของใครเลย เพราะทุกย่างก้าวต้องคิดคำนวณอันตรายที่แฝงอยู่รอบด้าน แต่ยามนี้เห็นคนหน้าตาดีสองคนอยู่สถานที่ส่วนตัว ทำตัวตามสบายและผ่อนคลายเช่นนี้ แม้แต่ตัวนางเอกก็อดจะคลายไหล่ลงเล็กน้อยไม่ได้
“เ้ามั่นใจอะไรขนาดนั้น?” มู่หรงเจี้ยนอี้มองเหยียดมู่หรงเจี้ยนหลีอย่างหมั่นไส้ เ้าเด็กคนนี้ยิ่งโตยิ่งแย่ ไม่นับถือพี่ชายอย่างเขายังไม่ว่า ยังมาทำเหมือนพี่ชายคนนี้เป็พวกคนโง่ซะอีก หลังจากแยกย้ายกันเข้าสำนักศึกษาแล้วไม่น่ารักเลย
ตอนที่พวกเขาจะต่อปากต่อคำกันต่อ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากหน้าประตู
“เื่นั้นอย่าเพิ่งพูดถึงเลย ข้าว่าเรามาพูดเื่งานวันเกิดของหนิงเอ๋อร์ที่จะจัดเดือนหน้าก่อนเถอะ”