“คุณ”
ชายหนุ่มที่ปกติใบหน้านิ่งไร้อารมณ์แต่ยามนี้มุมปากยกยิ้มขึ้นแรกทีเดียวเขามองผ่านๆ เห็นเงาร่างไม่คุ้นเคยอยู่ที่สวนหย่อมหากเป็เพื่อนแม่ก็ดูจะอายุน้อยไปหน่อย แม้จะเห็นแต่แผ่นหลังกับเส้นผมยาวสยายก็ตามเมื่อเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ก็พบว่าเธอหันหลังมาอย่างรวดเร็วจนเขาถอยหลังหลบไม่ทัน
พบกันครั้งแรกเรียกความบังเอิญ
พบกันครั้งที่สองก็บังเอิญอีก
แต่พบกันครั้งที่สามจะเรียกอะไรดี
“คุณ...”
ธีรยาขยับแว่นตาด้วยความเคยชินแล้วเมื่อตั้งสติได้ก็ขยับเท้าถอยหลังออกมาเล็กน้อยแม้ครั้งก่อนเจอกับแวบเดียวแต่ในสถานการณ์ไม่ปกติ เธอจึงจำหน้าเขาได้อย่างน้อยก็ตอนนี้เธอใส่แว่นตาอยู่ เขายกมือขึ้นกอดอก เพียงการขยับตัวเล็กน้อยก็ทำให้เห็นว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตปลดลงมาสามเม็ด เห็นรอยสักที่มองไม่ชัดว่าเป็รูปอะไร ท่าทีสบายๆจนดูน่าหมั่นไส้ ทำให้ธีรยาเผลอเบ้ปากใส่
“พบกันครั้งแรกเรียกความบังเอิญแต่พบกันสามครั้งจะเรียกอะไรดี” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม
“สามครั้ง?”ธีรยาทำหน้างุนงง “คุณจำคนผิดแล้วค่ะ”
คราวนี้ชายหนุ่มเลิกคิ้วประหลาดใจ ยื่นมือดึงแว่นตาเธอออกหญิงสาวใรีบยื่นมือไปคว้าไว้ แต่คนตัวสูงลองสวมแว่นตาแล้วก็ส่ายหน้าไปมา
“คุณนี่สายตาสั้นมากเลยนะ”เขาบ่นแล้วส่งแว่นตาคืนให้ “มิน่าล่ะถึงทำเป็จำกันไม่ได้”
“เรา...เราเคยเจอกันมาก่อนหรือคะ?”
ชายหนุ่มยื่นหน้าไปใกล้ แต่เธอถอยหลังหนีเผลอทำไหล่ห่อเหมือนหนูกลัวแมว
“ให้ตายสิ!แบบนี้ผมน้อยใจแย่ คืนนั้นไม่ได้อยู่ในความทรงจำคุณเลยหรือไงนะ”
“คืนนั้น...”
จะว่าไปก็หน้าตาคุ้นๆอยู่นะ
หรือว่า
“คุณ!”
“นึกว่าต้องให้ทบทวนถึงจะจำได้”
โจวเจียอีกระตุกยิ้มที่มุมปากไม่เคยรู้สึกเสียหน้าขนาดนี้มาก่อน เธอเป็ผู้หญิงคนแรกที่ ‘จำเขาไม่ได้’ทั้งที่คืนนั้นก็เป็ ‘ครั้งแรก’ ของเธอ
“อย่าบอกนะว่าเป็ผู้หญิงที่แม่นัดมาให้ผมดูตัว”
“ดูตัว!”ธีรยาเบิกตากว้าง “เข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันมาเป็เพื่อนคุณแม่เพ็ญนภา”
หญิงสาวคิดตามที่เขาพูดแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้อาจจะเป็ลูกชายของคุณกานดา ผู้ชายที่แม่เพ็ญนภาเชียร์ออกนอกหน้าและเพราะความคิดนี้ทำให้เธอขยับเท้าออกห่างเขาอีกนิด ตัวเขาสูงมากและไหล่กว้างถ้าเกิดเขาสะดุดหินล้มตรงหน้าก็คงทับเธอแบนแน่ๆ
“ถ้างั้น...”
“ฉันขอตัวก่อนนะคะ” เธอไม่อยากเข้าใกล้คนน่ากลัวแบบนี้เลยสักนิดภาพที่เขาเตะต่อยคนในโรงพยาบาลผุดขึ้นมาในหัว หญิงสาวรีบเดินจ้ำกลับเข้ามาในบ้านแต่เดินเข้ามาได้ไม่กี่นาทีก็เริ่มสับสนว่า เธอต้องเดินไปทางไหนถึงจะกลับไปห้องรับแขกได้
“ไม่นะ...อย่าบอกว่าหลงทางนะ”ธีรยาบ่นพึมพำ ขณะที่ลังเลอยู่ว่าจะไปทางไหนดี ก็มีมือข้างหนึ่งวางบนไหล่หญิงสาวสะดุ้งแล้วหันขวับไปมอง
“นี่!จะทำอะไร”
เสียงหวานๆแต่ส่งสายตาดุ ทำให้ชายหนุ่มพอใจอย่างมากเขายังคงยิ้มกริ่มไม่สนใจว่าเธอจะพยายามขยับตัวออกห่างเขามากแค่ไหน
“ในฐานะเ้าของบ้านก็จะพาแขกไปที่ห้องรับแขกยังไงล่ะ”เขาพูดเหมือนกลั้นหัวเราะ
“เ้าของบ้าน?”
คนที่ไม่อยากเจอก็เจอเข้าจนได้ ธีรยาไม่รู้จะทำอย่างไรดีไม่มีคนรับใช้ผ่านมาให้ขอความช่วยเหลือ ได้แต่จำใจเดินไปพร้อมกับผู้ชายตัวสูงคนนี้
“อ้าวทำไมมาพร้อมกับหนูหมิวได้ละลูก” คุณกานดาถามอย่างแปลกใจอันที่จริงนางตั้งใจอยากให้ลูกชายได้เจอลูกสาวของเพื่อนรัก ถึงจะไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆแต่เพ็ญนภาเอ็นดูเด็กคนนี้เหมือนลูกตัวเอง แต่ไม่เคยนัดหมายกันสำเร็จสักครั้ง คนหนึ่งเป็หมออีกคนเป็นักธุรกิจที่ไม่เคยอยู่ติดบ้าน แถมนานๆ จะกลับเมืองไทยสักครั้งหากไม่เพราะมาขยายกิจการที่เมืองไทยก็คงไม่ได้เจอกันบ่อยขึ้น
“เจอเด็กหลงทางนะครับคุณแม่”ชายหนุ่มเดินไปเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวนั่งเมื่ออีกฝ่ายนั่งเรียบร้อยจึงเดินไปนั่งข้างมารดา แล้วหันมายกมือไหว้คุณเพ็ญนภา
“สวัสดีครับคุณน้าเพ็ญนภา”
“จ๊ะ”เพ็ญนภาเห็นหน้าลูกชายของเพื่อนรักจากรูปในมือถือมาหลายครั้งแต่ก็เพิ่งได้พบตัวจริงกันวันนี้ “หน้าตาคล้ายพ่อเหมือนกันนะ”
“อีริคสูงได้พ่อนะ”กานดายิ้มภูมิในความหล่อเหลาของลูกชาย แน่นอน มันทำให้นางหวงลูกมากเช่นกัน“ชื่อจีนชื่อ โจวเจียอี แซ่โจวตามพ่อของเขา แต่เรียกอีริคก็ได้ ชื่อจีนก็เรียกยากเรียกชื่อฝรั่งก็ได้นะ เพื่อนอีริคเป็ชาวต่างชาติเยอะ เลยสะดวกเรียกชื่อฝรั่งนะ”
“ครับแต่ผมพูดภาษาไทยคล่องนะครับ” โจวเจียอียิ้มดวงตายังคงจ้องมองหญิงสาวที่ทำหน้านิ่งไม่สบอารมณ์อยู่ “แม่สอนมาดีครับ”
เพ็ญนภาหัวเราะอย่างถูกใจ บ้านร่ำรวยแต่ไม่ถือตัว และยังคงมีอารมณ์ขันด้วยแบบนี้คงเข้ากับธีรยาผู้บ้างานของนางได้บ้าง
“นี่ลูกสาวน้าเองจ๊ะชื่อธีรยา ชื่อเล่นหมิว เป็หมออยู่ห้องแล็บทำงานที่โรงพยาบาลรัฐ”คุณเพ็ญนภาแนะนำง่ายๆ
“ครับเคยเจอกันแล้ว”
“เอ๊ะ!ไปเจอกันตอนไหน” คุณกานดาประหลาดใจ ลูกชายตัวเองไม่ยอมดูตัวง่ายๆผู้หญิงที่ติดพันก็เป็พวกดารานางแบบที่หวังเงินในกระเป๋าเงินเท่านั้น
“ที่โรงพยาบาลครับ”ปกติเขาไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่คนตัวเล็กไม่ยอมปริปาก เขาจึงชิงลงมือเล่าเสียเอง
“โรงพยาบาล?”กานดาทำท่าใ “ลูกไม่สบายเหรอ”
“เปล่าครับพอดีลูกน้องทำเื่ไว้” เขายิ้มและส่งสายตาให้หญิงสาว “วันนั้นคุณคงเสียขวัญน่าดูแต่ทางทนายของเราติดต่อชดใช้ค่าเสียหายและบริจาคเงินให้ทางโรงพยาบาลแล้ว”
“เสียขวัญ?นี่มันเื่อะไรกันยัยหมิว ไม่เห็นเล่าให้แม่ฟังเลย”คราวนี้คุณเพ็ญนภาทำหน้ากังวล ธีรยาจึงจำเป็ต้องเปิดปากพูดบ้างไม่อย่างนั้นแม่จะเป็กังวลเื่งานของเธอ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคนทะเลาะกันที่โรงพยาบาลค่ะ เื่พวกนี้ทางผู้ใหญ่เป็คนดูแลจัดการหมิวไม่รู้เื่ด้วย แล้วอีกอย่างก็คนละแผนกกัน”
“อ่อ...มิน่าล่ะผมกลับไปที่แผนกฉุกเฉินอีกครั้งแต่ไม่พบคุณ” เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ จริงๆเขาก็อยากเจอคุณหมอคนสวยอยู่เหมือนกัน
เป็ครั้งแรกที่เขาอนุญาตให้ผู้หญิงที่มีเซ็กส์นอนบนเตียงเดียวกันถึงไม่อนุญาตเธอก็โดนเขาจับกินจนสิ้นเรี่ยวแรงไปไหนไม่ได้อยู่แล้วแต่ไม่คิดว่าตอนเช้าเขาออกไปคุยงานกับลูกค้า กลับเข้ามาพบแค่ที่นอนยับยู่ กระดาษโน้ตที่เขียนไว้ให้เธออยู่รอกินข้าวเที่ยงด้วยกันก็เหมือนกับไม่ถูกหยิบขึ้นมาอ่านเลยเขาทั้งหงุดหงิด โมโห เสียหน้าเหมือนเป็คนถูกทิ้งทั้งที่ทุกครั้งเขาเป็ฝ่ายทิ้งคนอื่นก่อน
“ผมเป็ห่วงว่าวันนั้นคุณาเ็อะไรหรือเปล่า”
“ฉันไม่ได้เป็อะไรสักหน่อยก็คุณ...” ธีรยายั้งปากไว้ก่อนจะพูดออกไป “ก็ไม่มีอะไรนี่”
“ทะเลาะกันในโรงพยาบาลเอ๋? ที่มีคลิปออกสื่อไปทั่วนั้นนะเหรอ” คุณกานดาถามลูกชาย“ตายจริง! ทำไมทำตัวเหลวไหลอย่างนี้ ที่โรงพยาบาลก็ไม่เว้น”
“จะไม่ให้เกิดเื่แบบนี้อีกแล้วครับ”โจวเจียอีผงกศีรษะให้มารดา แล้วลอบมองไปทางหญิงสาว
“ไม่รู้ว่าคุณหมอจะมาเลยไม่ได้เตรียมของขวัญแทนคำขอโทษ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะฉันไม่ได้เป็อะไร แล้วอีกอย่างทางคุณก็จัดการทุกอย่างแล้ว”
ได้ยินว่าถึงขนาดซื้อเครื่องวัดความดันรุ่นใหม่ล่าสุดบริจาคให้ทางโรงพยาบาลตั้งห้าเครื่อง
“ไม่ได้สิ”เขาทำหน้าจริงจัง “เอาอย่างนี้ คราวหน้าผมเอาไปให้ที่บ้านคุณหมอดีไหมครับหรือไปที่โรงพยาบาลดี”
“หา!”ธีรยาทำตาโต “ทางที่ดีไม่ต้องมาเจอกันอีกจะดีกว่าค่ะ”
“ยัยหมิวอย่าเสียมารยาทยังไงก็เป็ลูกชายของเพื่อนแม่นะ” คุณเพ็ญนภาเข้าข้างฝ่ายชายเต็มที่“ยัยหมิวไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับน้าหรอกนะ เขาออกจากบ้านเด็กกำพร้าไปนานแล้ว”
โจวเจียอีเลิกคิ้วเขารู้ว่าเพื่อนแม่หรือคุณเพ็ญนภาใช้บ้านตัวเองเป็สถานสงเคราะห์เด็กหรือบ้านเด็กกำพร้าตะวันฉายหลายครั้งที่แม่มอบเงินบริจาคและให้ทุนการศึกษาเด็กที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่ไม่คิดว่าผู้หญิงตรงหน้าที่สวยหวานหยาดเยิ้มขนาดนี้จะเป็เด็กที่คุณแม่อุปการะ
“ก็ฝากไว้ที่แม่เพ็ญนภาก็ได้ค่ะ”
ธีรยาพูดเสียงเบาเดาว่าเขาคงพอรู้แล้วว่าเธอเป็เด็กกำพร้าไม่ใช่คุณหนูผู้ดีมาจากไหนไม่ใช่คนฐานะเดียวกับเขา เขาก็คง...เลิกสนใจไปเอง
“หรือเอาไปให้ที่โรงพยาบาลก็ได้อยู่แผนกอะไรนะลูกหมิว” คุณกานดาพูดแล้วหันไปถามหญิงสาว
“หนูทำงานในห้องแล็บค่ะ” คนอื่นไม่เรียกเธอว่าหมอด้วยซ้ำไปแต่เื่พวกนี้เธอไม่ได้ใส่ใจนักที่ตัดสินใจเลือกเรียนสาขาพยาธิวิทยาส่วนหนึ่งก็เพราะไม่อยากเจอคนไข้โดยตรงอยู่แล้ว
“ไม่ดีหรอกครับคุณหมอทำงานยุ่งผมไม่ไปรบกวนดีกว่า เอาเป็ว่าวันหยุดหน้าของคุณหมอวันไหนครับเรานัดเจอกันดีไหม”
“ไม่...”
“ดีจ๊ะ”คุณเพ็ญนภาตอบแทนลูกสาว “จริงๆ ยัยหมิวหยุดวันเสาร์หน้า เห็นว่าจะไปหาเช่าชุดใส่ไปงานแต่งงานรุ่นพี่อยู่พอดี”
“วันเสาร์หน้า”คนงานยุ่งขมวดคิ้วแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูตารางงาน“ถ้าเป็ตอนสิบเอ็ดโมงเช้าได้ไหมครับผมไปรับที่บ้าน คุณหมออยากไปที่ไหนผมขับรถไปส่งให้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะเกรงใจ” ธีรยารีบพูดขึ้น
“คนกันเองไม่ต้องเกรงใจ”
“แต่คุณคงงานยุ่ง”เธอหันสบตากับเขาขยิบตาให้หวังว่าเขาจะรับมุกเธอบ้างแต่อีกฝ่ายกดบันทึกตารางงานเรียบร้อยแล้วยิ้มยียวนอารมณ์ดี
“ผมเคลียร์งานแล้วครับยังไงก็ขออนุญาตชดเชยที่ทำให้คุณหมอเสียขวัญในวันนั้น”
“เรียกคุณหมอๆฟังห่างเหินจัง” คุณเพ็ญนภาหัวเราะออกมา “เรียกหมิวก็ได้เอ๊ะ...อายุน่าจะน้อยกว่าอีริคนะ ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ”
“สามสิบครับ”
“ยัยหมิวยี่สิบหกแล้วเขาเป็เด็กหัวดีเรียนเร็ว เข้ามหาวิทยาลัยตอนอายุยังน้อยแต่ก็เพราะเอาแต่เรียนนั้นแหละ ไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนคนอื่น จบมาก็ทำงานทันทีน้าก็รู้สึกผิดกับลูกสาวมากจริงๆ”
“คุณแม่”
เห็นทุกคนเป็ใจขนาดนี้ ธีรยาแต่ได้แต่ยอมรับนัดของผู้ชายตัวโตเขายังคงยิ้มเหมือนเดิม ครู่หนึ่งคนรับใช้ก็มาแจ้งว่าอาหารเย็นพร้อมแล้วเดิมทีโจวเจียอีไม่ได้คิดจะกินข้าวเย็นพร้อมมารดา แต่มีหญิงสาวหน้าตาน่ารักอยู่ด้วยวันนี้เขาจึงร่วมรับประทานอาหารเย็น คนเป็แม่ย่อมดีใจนานๆลูกชายจะอยู่บ้านกินข้าวด้วยสักหน ผิดกับธีรยาที่อยากกลับก่อนก็ไม่ได้ ทำได้แค่ยอมกินข้าวเย็นที่นี่ เอาเถอะถือเสียว่าได้ประหยัดเงินไปอีกมื้อก็แล้วกัน ส่วนสายตาของผู้ชายคนนั้นเธอจะทำเป็มองไม่เหมือนกับที่เคยเกือบลืมเขาไปแล้วเช่นกัน.