วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดฤดูกาลดำนาก็เวียนมาอีกครั้ง
ในยามนี้ นิลซูบผอมจนไม่เหลือเค้าชายหนุ่มร่างกำยำ แววตาที่เคยสุกใสกลับเหม่อลอยไร้จุดหมาย ขอบตาดำคล้ำโหลลึก ผิวเนื้อเย็นซีดไร้สีเืราวกับซากศพเดินได้ เพราะทุกค่ำคืนชายหนุ่มต้องเผชิญบ่วงสวาทของผีเมียรัก ที่มารีดเค้นสูบกินพลังชีวิตและหยาดตัณหาไปจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง
ข่าวความเฮี้ยนของอีเดือนนับั้แ่ตายไปนั้นเงียบกริบไม่มีชาวบ้านคนใดเคยเห็นิญญาร้ายแผลงฤทธิ์หลอกหลอนมีเพียงร่างกายที่ผอมโซผิดหูผิดตาของนิลเท่านั้นที่เป็จุดสังเกต แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้เอะใจเื่ผีสาง พากันคิดไปว่าชายหนุ่มคงตรอมใจคิดถึงเมียจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ความหวาดผวาในอดีตจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา เมื่อถึงยามต้องลงแขกดำนา ทุกคนจึงพากันมาช่วยงานในที่นาของนิลอีกครั้งอย่างสบายใจ
โดยหารู้ไม่ว่า ดวงิญญาอาฆาตที่ทุกคนลืมเลือนไปนั้น ยังคงเร้นกายอยู่ท่ามกลางดงต้นกล้าและยอดข้าว
มันเฝ้าจับตามองผัวรักทุกฝีก้าวด้วยดวงตาแดงก่ำ คอยกันท่าไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้แม้แต่น้อย พร้อมกับกลิ่นหอมหวนของดอกราตรีที่มักจะลอยมาตามลมผิดที่ผิดเวลา แม้ใจอยากจะพุ่งไปบีบคอพวกผู้หญิงที่มาป้วนเปี้ยนใกล้ผัวใจแทบขาด แต่ตอนนี้อิทธิฤทธิ์ของมันทำได้เพียงสร้างภาพมายาในยามวิกาลเท่านั้น ยังไม่มีพลังพอจะปรากฏตัวทำร้ายใครในตอนกลางวันแสก ๆ จึงทำได้เพียงหมายหัวเอาไว้ เพื่อรอวันเอาคืน
“หวาน นั่นเอ็งจะไปไหนหรือลูก” เสียงยายจันเอ่ยทักขึ้นที่หน้าลานบ้าน
“ฉันจะเอาข้าวไปส่งพ่อที่นาลุงศักดิ์จ้ะป้า” หวานตอบพลางส่งรอยยิ้มสดใส
“อ้าว พวกพ่อเอ็งพากันย้ายไปช่วยลงแขกนาของไอ้นิลหมดแล้ว พอดีเลยงั้นป้าฝากปิ่นโตนี่ไปให้ไอ้นิลมันด้วยสิลูก ่นี้ป้าปวดเข่า เดินไกลไม่ไหวเลย”
หวานฝืนยิ้มเจื่อน สองมือบีบเข้าหากันแน่น ภาพในอดีตตอนโดนเดือนบุกมาจิกหัวตบกลางทุ่งและขู่จะเอาเคียวเกี่ยวไส้ยังคงหลอกหลอนอยู่ไม่หาย หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด ๆ ยิ่งคิดว่าต้องเดินเข้าไปในเขตที่นาของนิล เรียวขาก็ยิ่งสั่นเทา แต่เมื่อเห็นสายตาอ้อนวอนของคนแก่ ประกอบกับความสงสารพี่ชาย หวานจึงจำต้องพยักหน้ารับคำ “ก็ได้จ้ะป้า เดี๋ยวฉันเอาไปส่งให้”
เมื่อมาถึงที่นาผืนกว้าง หวานก็จัดการส่งข้าวให้ตาเชิดผู้เป็พ่อ แล้วเดินหิ้วปิ่นโตเถาเล็กเลียบตามคันนา ตรงไปยังเถียงนาน้อยที่นิลกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่
ระหว่างที่กำลังเดินไปนั้น จู่ ๆ ลมเย็นะเืก็พัดกรรโชกวูบ หอบเอากลิ่นคาวเืคละคลุ้งปนกลิ่นดอกราตรีฉุนกึกโชยมาปะทะจมูก จนหวานขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ิญญาของเดือนที่ชะโงกหน้าผีข้ามไหล่ผัวรักอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามา ใบหน้าซีดก็บิดเบี้ยวด้วยความอาฆาต มันอิจฉาหวานในวัยแตกเนื้อสาวสะพรั่ง ผิวพรรณขาวเนียน ใบหน้ามีเืฝาดสูบฉีด แตกต่างจากผิวซีดเผือดไร้ชีวิตของตนเองอย่างสิ้นเชิง มันก้มมองมือเหี่ยวแห้งซีดเซียวของตนสลับกับผิวเนื้อเต่งตึงของเด็กสาวด้วยความริษยา
ผีอีเดือนขบกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำ เล็บมือสีดำคล้ำงอกยาวทะลุปลายนิ้ว มันแผดเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยินดังลั่นทุ่ง แล้วพุ่งพรวดเข้าไปกระแทกฝ่ามือใส่ไหล่บางสุดแรง หมายจะผลักให้ศัตรูหัวคะมำตกคันนาคอหักตาย
แม้จะยังไม่มีฤทธิ์เดชมากพอจะผลักคนให้ล้มกลิ้ง แต่ด้วยความที่หวานเป็คนจิตอ่อน แรงอาฆาตนั้นก็มากพอจะทำให้หวานััได้ถึงความผิดปกติ
“อุ๊ย!” หวานสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกถึงความเย็นที่กระแทกเข้าตรงไหล่ จนร่างเล็กเสียหลักเซถลาแทบล้ม
“หวาน!”
นิลเห็นน้องสาวทรงตัวไม่อยู่ ก็รีบเอื้อมมือคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ แต่แรงรั้งที่ผิดจังหวะ ทำให้ร่างของหวานถลาลงมานั่งทับอยู่บนตักกว้างของชายหนุ่มพอดิบพอดี
“นั่นผัวกู… อีหวาน! มึงออกไปจากผัวกูเดี๋ยวนี้!!!”
ผีอีเดือนเบิกตาถลนจ้องมองร่างสองร่างที่แนบชิด เืสีดำข้นไหลก็ทะลักออกจากเบ้าตาและรอยแผลที่ลำคอ ควันดำทะมึนแผ่พุ่งออกมาจากลำตัว มันกรีดร้องโหยหวนเสียงแหลมบาดแก้วหูด้วยความหึงหวง ก่อนจะถลาเข้าไปจิกทึ้งเส้นผมของหวานเพื่อลากหัวศัตรูออกจากตักผัวรัก ทว่าฝ่ามือผีกลับทะลุผ่านศีรษะของเด็กสาวไปราวกับอากาศธาตุ
เมื่อทำอะไรไม่ได้ มันจึงยืนกระทืบเท้าเร่า ๆ และกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บใจ
“เป็ยังไงบ้างหวาน เอ็งเจ็บตรงไหนไหม” นิลเอ่ยถาม พลางกวาดสายตาสำรวจร่างเล็กด้วยความเป็ห่วงตามประสาพี่ชาย
“มะ… ไม่เป็ไรจ้ะพี่นิล สงสัยฉันคงเดินสะดุดรากไม้” หวานรีบขยับตัวลุกพรวดออกจากตักกว้าง พลางยื่นปิ่นโตให้ “นี่ปิ่นโตจ้ะ ป้าจันฝากมาให้ วันนี้แกปวดเข่าเดินมาไม่ไหว”
“ขอบใจเอ็งมากนะหวาน ฝากบอกแม่ด้วยว่าไม่ต้องเป็ห่วง พี่ยังพอกินข้าวได้อยู่” นิลรับปิ่นโตมาถือไว้พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าซูบตอบ
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน หวานลูบหัวไหล่ตนเองที่ยังคงหลงเหลือไอเย็นให้รู้สึก หญิงสาวขมวดคิ้ว ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านให้ออกไป
‘คงไม่ใช่หรอก… ป่านนี้พี่เดือนคงจะไปผุดไปเกิดนานแล้ว’
หญิงสาวหารู้ไม่ว่า คำว่า ‘เกิดใหม่’ ไม่เคยมีอยู่ในหัวของผีอีเดือนเลยสักนิด และบ่วงกรรมอันแสนระทมนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
นับจากวันนั้นเป็ต้นมา หวานมีเหตุให้ต้องหิ้วปิ่นโตมาส่งข้าวให้นิลและพ่อที่กลางนาทุกวัน และหญิงสาวก็ต้องเผชิญกับเื่ราวแปลกประหลาดชวนขนลุกอยู่เสมอ แม้จะระมัดระวังตัวเพียงใดก็ตาม บางวันเดินอยู่ดี ๆ ก็สะดุดล้มหน้าคะมำราวกับถูกขัดขา บางวันปิ่นโตในมือก็ถูกกระชากอย่างแรงจนเกือบหกกระจาย หนักเข้าก็รู้สึกคล้ายมีเล็บคมหยิกเข้าที่ต้นแขนจนเกิดรอยเขียวช้ำจ้ำเื
นิลที่มาทันเห็นท่าทางซุ่มซ่ามของน้องสาวอยู่บ่อยครั้งก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ชายหนุ่มจึงมักจะเอ่ยปากหยอกเย้า
“หวานเอ็งนี่นับวันยิ่งโต ยิ่งซุ่มซ่ามนะ”
เอ่ยว่าแล้วก็เข้ามาช่วยพยุงจับแขนจับไหล่ให้น้องลุกขึ้น โดยไม่รู้เลยว่าทุกความเ็ปที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากแรงริษยาของิญญาเมียรักที่ยืนหน้าคว่ำถมึงทึง แผ่รังสีอำมหิตอยู่ข้างกาย
กระทั่งฤดูลงแขกดำนาเสร็จสิ้นลง ชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายกลับไปทำนาของตน หวานจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าตนเองคงหมดสิ้นเวรกรรม ไม่ต้องมีเหตุให้เฉียดกรายเข้ามาที่เรือนท้ายไร่อันวังเวงของพี่ชายข้างบ้านอีกแล้ว
แต่เื่ราวกลับไม่เป็ดังคาด อาการปวดเข่าของยายจันกำเริบหนัก สองขาบวมเป่งจนก้าวลงจากเรือนไม่ไหว หวานทนเห็นความลำบากของคนแก่ไม่ลง สุดท้ายก็ต้องยอมหิ้วปิ่นโตเดินลัดเลาะมาที่เรือนท้ายไร่อีกครั้งจนได้