บทที่ 8
แต่บุคคลอีกด้านหนึ่งไม่ได้รู้สึกยินดีกับเหตุการณ์ในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาเหล่านี้ต่างก็กำลังถูกสอบสวนกันอยู่ภายในสถานีตำรวจ ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบคดีนี้ เป็นถึงระดับบิ๊กบอสของกรมตำรวจ และยังเป็นสหายคนสนิทของท่านประธานบริษัทไลท์... ท่านพลตำรวจตรีวสิน ไกรวงศ์ “คุณตำรวจ ผมคิดว่าถ้าคุณไม่ได้มีหลักฐานใดๆ ก็อย่ามาปรักปรำผมดีกว่าครับ ตามกฎหมายแล้ว ถ้าทางคุณตำรวจไม่มีข้อมูลอันเป็นเหตุ หรือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ไม่สามารถกักตัวของผมได้นะครับ ผมเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งเพียงเท่านั้น และมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ” แน่นอนว่าชายคนที่เรียกร้องสิทธิ์อยู่นั้นคือเจษที่มั่นใจว่ามันไม่น่าจะมีหลักฐานอื่นแล้ว ในการเอาผิดเขาได้ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เขาสามารถเดินออกจากที่นี่ได้เลย แต่เหมือนว่าจะผิดคาด ตำรวจที่สอบสวนเขาได้ยิ้มออกมาก่อนจะพูดขึ้นมา “แน่นอนว่าเรามีหลักฐานที่ได้มาอย่างสุจริตธรรม คุณเจษไม่ต้องห่วงนะครับ ทางเราจะให้โอกาสคุณในการสารภาพความผิดออกมาจะดีกว่านะครับ แน่นอนว่าโทษหนักจะได้กลายเป็นเบา…” ตำรวจสืบสวนยังคงยิ้มออกมา ในขณะที่เจษก็เริ่มจะลังเลแล้วว่า ทางตำรวจอาจจะมีหลักฐานจริงๆ แต่เขาก็ยังเชื่อว่าหลักฐานนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง หรือก็คือได้รับข้อมูลมาจากคนอื่นอีกทีหนึ่ง และเขาก็มั่นใจว่าหลักฐานที่อยู่ในมือของเขานั้นปลอดภัยหายห่วง“ถ้าทางคุณตำรวจมีหลักฐาน ทางกรมตำรวจจะต้องแจ้งข้อหาผมแล้วจริงไหม แต่นี่คุณบีบให้ผมสารภาพเอง ผมต้องบอกว่าผมต้องการทนายครับ” เจษที่มั่นใจในตัวเองสูงก็ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างนั้น ตำรวจที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยักไหล่ให้ข้างหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันหลังก่อนจะพูดขึ้นมา เพื่อให้เจษนั้นได้ทบทวนความคิดของตัวเองดีๆ“คุณเจษไม่ต้องห่วงนะครับ ทนายนั้นคุณได้ใช้แน่นอนเลยล่ะครับ ผมแนะนำให้หาทนายที่เก่งๆหน่อยก็ดีนะครับ ... ผมจะบอกอะไรดีๆให้นะครับ ทางกรมตำรวจเรานั้นมีหมายค้นในบริษัทชั้นที่แผนกการเงินของบริษัทไลท์ทั้งชั้น และทำไมคุณถึงคิดว่าตำรวจเราจะไม่เข้าไปค้นในห้องน้ำล่ะครับ...” ตำรวจคนนั้นกล่าวเสร็จก็หันมายิ้มให้กับเจษ ก่อนจะเปิดประตูออกไป และภาพที่เห็นนั้นคือท่านผู้อำนวยการที่ยืนอยู่เพื่อที่จะเข้าไปยังห้องสอบสวนอีกห้องหนึ่งเช่นเดียวกับเจษ และนั่นมันเป็นการย้ำเตือนว่า คนที่สามารถจะต่อรองเพื่อให้เขานั้นรอดได้ ในตอนนี้ก็ไม่ได้มีสถานะอะไรที่ต่างไปจากเขาเลยด้วยซ้ำ บวกกับประโยคของตำรวจที่สอบสวนเขาได้พูดขึ้นมา มันยิ่งทำให้เขารู้แล้วว่าความฉิบหายกำลังมาเยี่ยมเยียนชีวิตเขาแล้ว “แก ไอ้เจษ... แกกล้าขายพวกเราอย่างนั้นเหรอ แกอย่าได้หวังเลยว่าจะอยู่อย่างมีความสุข” ผู้อำนวยการที่หันไปทางเจษที่ทำหน้าเศร้าใส่เขา เขาจึงคิดว่าเจษนั้นเป็นคนให้ข้อมูลกับทางตำรวจเพื่อให้เล่นงานกลุ่มอำนาจของเขา แต่มันก็เป็นการเข้าใจผิด เจษที่พยายามจะอธิบายแต่ก็ไม่ทันแล้ว ประตูของห้องสอบสวนหนึ่งได้ปิดลงไปก่อนที่เสียงของเจษจะรอดผ่านมาได้ กลับมายังที่บริษัทไลท์ที่ตอนนี้ทุกๆคนต่างก็วุ่นวายกับงานของตัวเอง หนึ่งก็เพื่อหวังจะได้ตำแหน่งและเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่สาขาใหญ่เพียงเท่านั้น สาขาเล็กๆเองก็ด้วย เพราะกลุ่มการคอรัปชั่นของท่านผู้อำนวยการนั้น มันเกี่ยวโยงไปถึงสาขาอื่นๆอีกหลายสาขา มันทำให้ตำรวจต้องทำงานหนัก และหัวหมุนเลยทีเดียว “เสร็จสักที กว่าจะทำห้องเสร็จ ... เอาล่ะ ตั้งใจทำงานดีกว่า นี่เป็นโอกาสของเรา เราจะต้องทำได้” เธอยกมือขึ้นสูงก่อนจะกล่าวให้กำลังใจตัวเอง แต่ทันใดนั้นเอง“เออ.. ขอโทษนะครับ ผมนำเอกสารมาส่งให้ผู้จัดการแผนกการเงินคนใหม่ครับ” พนักงานส่งเอกสารเอ่ยขึ้นเขายืนอยู่หน้าห้องของแอม เมื่อแอมได้ยินอย่างนั้นก็หันมา และมองไปยังชายคนที่เอ่ยกล่าวกับเธอ แต่สิ่งทำให้แอมถึงกับตกใจนั้นคือคนที่มาส่งเอกสารให้กับเธอ นาย!!.. เธอ! ทั้งสองเอ่ยออกมาพร้อมกัน และชายคนนั้นก็คืออาร์ทที่ปลอมตัวมาเป็นเด็กเดินส่งเอกสาร สำหรับแอมแล้วการที่พบเจอกับผู้ชายที่เธอพึ่งจะมีสัมพันธ์ด้วยเมื่อคืนนับว่าตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สำหรับอาร์ทแล้วมันคือความตั้งใจแท้ๆ และเขาอยากจะทำอย่างนี้เหมือนกับในละครไทยมานานแล้ว มันเหมือนกับเป็นมุขตลกขำๆเสียมากกว่า “ไม่คิดว่าจะมาพบเจอคุณผู้หญิงที่นี่... จริงซิครับ รอแป๊บหนึ่งนะครับ” อาร์ทกล่าวออกมาก่อนจะก้มไปหยิบบัตรประชาชนของแอมขึ้นมายื่นให้กับเธอ“โลกกลมจริงๆเลยนะครับ มันอาจจะเป็นพรหมลิขิตหรือโชคชะตาทำให้เรามาพบกันก็ได้นะครับ” ถ้าไม่รวมเหตุการณ์ที่เขาเจอกันในตอนนี้ด้วยความตั้งใจของอาร์ท มันก็นับว่าเป็นโชคชะตาจริงๆนั่นแหละ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะทำงานที่เดียวกัน ส่วนแอมที่ตอนนี้กำลังทำอะไรไม่ถูกเธอได้แต่ยื่นมืออกไปรับบัตรประชาชนของเธอกลับมาโดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ หน้าของเธอนั้นแดงออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน และมันจะดีกว่านี้ถ้าพวกเขาสองคนจะไม่เจอกันอีก แต่เมื่อเจอกัน และยังต้องทำงานร่วมกันอีกมันก็แค่รู้สึกแปลกๆเพียงเท่านั้นเอง “ขอบใจนายมากที่เก็บไว้ให้ฉัน.. ฉันลืมไปเลยนะเนี้ย..ฮ่าๆ” แอมที่ต้องกล่าวอะไรออกมาสักอย่างเพื่อแก้เขินออกไป ส่วนอาร์ทที่ได้เห็นอย่างนั้นก็อยากจะแกล้งเธอเพิ่มนิดหน่อยจึงกล่าวออกมา“เรื่องเมื่อคืน...” อาร์ทกล่าวออกมาได้แค่นั้น ก่อนที่แอมจะวิ่งเข้ามาชาร์จที่ตัวของอาร์ท พร้อมกับนำมือของเธอมาปิดปากอาร์ทไว้ และมองออกไปยังกำแพงกระจกที่คนในแผนกสามารถมองเข้ามาได้ ก่อนจะเลื่อนมือไปปิดผ้าม่าน“นายจะบ้าหรือยังไง .. มาพูดเรื่องอะไรในตอนนี้.. เห้อ เอาเป็นว่าหลังเลิกงานไปเจอฉันที่ร้านเดิมได้ไหม เราจะได้ตกลงกันให้จบๆไป” อาร์ทที่ได้ยินน้ำเสียงของเธอก็อดที่จะขำไม่ได้ แต่คืนนี้เขานั้นไม่ว่างจริงๆ เพราะติดงานของสหประชาชาติ “ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีวันนี้ผมมีนัดสำคัญแล้ว.. เอาเป็นวันพรุ่งนี้เช้าที่ร้านกาแฟหน้าบริษัทเป็นอย่างไรครับ...” อาร์ทกล่าวออกมาตรงๆ ซึ่งแอมก็มองมายังหน้าของอาร์ทเล็กน้อย ใบหน้าที่ยิ้มอย่างบริสุทธิ์นั้นเธอเชื่อว่าเขาไม่ได้โกหก“อย่างนั้นก็ได้... แต่ตอนนี้นายต้องทำเป็นไม่รู้จักฉันก่อน อย่างที่เห็นฉันเพิ่งจะได้รับตำแหน่งผู้จัดการแผนกมา ฉันไม่อยากจะพลาดโอกาส..” แอมกล่าวตกลงกับอาร์ทพร้อมกับกล่าวขอร้องให้เขาเข้าใจเธอ ซึ่งอาร์ทก็พยักหน้าให้อย่างเข้าใจ จากนั้นอาร์ทก็ไอขึ้นมาเพื่อปรับเสียงของตัวเองให้ดีขึ้น และพูดขึ้น“สวัสดีครับ ผมชื่อว่าอาร์ท หน้าที่ของผมคือพนักงานแจ้งข่าวสาร หน้าที่ หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆของพนักงานแต่ละคนครับ... ก่อนอื่นเลยผมขอแจ้งให้คุณปิยนุช ทรงธรรม จะดำรงตำแหน่งผู้จัดการแผนกการเงินของบริษัทไลท์สาขาใหญ่ชั่วคราว ทำหน้าที่ตามควบคุมงานของแผนกให้เป็นไปตามเป้าหมาย หากภายใน 15 วันคุณสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ และดำเนินแผนการของแผนกได้ดีตามกำหนด ทางบริษัทจะพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งของคุณเป็นผู้จัดการแผนกอย่างเป็นทางการ และถึงตอนนั้นผมจะมาจะมาแจ้งผลให้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ” อาร์ทอ่านตามใบประกาศที่เขาเป็นคนเขียนมา พร้อมกับลายเซ็นของเขาเองก็ด้วย ก่อนจะยื่นเอกสารที่อยู่ในมือให้กับแอม และเอ่ยขึ้นมาต่อ“สวัสดิการต่างๆ รวมถึงการขอเบิกเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลทั้งตัวเอง และครอบครัวทางสายเลือด บริษัทจะเป็นธุระจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด รวมถึงสวัสดิการอื่นๆที่มีอยู่ตามหัวข้อนี้ แต่จะต้องยื่นเรื่องไปตามขั้นตอน ใช้เวลาสามวันทำการนะครับ ส่วนเงินเดือนของคุณจะถูกอัปขึ้นหลังจากผ่านช่วงทดลองงานนี้ไปได้เป็นเท่าตัว..แต่ตอนนี้ยังเท่าเดิมนะครับ ทางบริษัทของเราหวังว่าคุณปิยนุชจะทำงานได้เป็นอย่างดีตามที่บริษัทของเราคาดหวังเอาไว้นะครับ”