วันที่สี่
เช้าวันที่สี่ แสงแดดยามอรุณส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบใบหน้าของไป๋จิ้งที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง เปลือกตาของเขาขยับไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ หลังจากจมดิ่งในห้วงนิทรามาหลายวัน เขากระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตา จากนั้นภาพแรกที่เห็นก็คือใบหน้าของพี่สาวที่คุ้นเคย
ไป๋หลันสะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกถึงแรงขยับจากเตียง นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นดวงตาของไป๋จิ้งปรือเปิดขึ้น นางรีบโน้มหน้าเข้าไปใกล้ “จิ้งเอ๋อร์…เ้าได้ยินข้าหรือไม่?” เสียงนางสั่นเครือด้วยทั้งตื่นเต้นและดีใจ
ไป๋จิ้งเหลือบตามองต้นเสียงช้าๆ สายตาของเขายังพร่าอยู่เล็กน้อย แต่แล้วก็เห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตาของพี่สาวได้ชัดขึ้น เขายกมุมปากพยายามยิ้ม ฝืนพูดเสียงแหบแ่ “พี่…หลัน…”
“ไป๋จิ้ง! น้องพี่!” ไป๋หลันเรียกด้วยความดีใจสุดขีด หยาดน้ำตาแห่งความสุขไหลพรากจากดวงตาของนาง นางค่อยๆ ประคองศีรษะน้องชายให้สูงขึ้นเล็กน้อย “เ้าได้สติแล้ว…เ้ารู้สึกเป็อย่างไรบ้าง?”
ไป๋จิ้งจ้องมองใบหน้าพี่สาว พลางพยายามรวบรวมสติ “ข้า…ยังไม่ตายหรือ?” เขากระซิบถามอย่างสับสน ใจหนึ่งนึกว่าตนเองคงสิ้นใจไปแล้ว
ไป๋หลันหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา นางส่ายหน้า “แน่นอน เ้ายังอยู่กับพี่…เ้าปลอดภัยแล้ว ไป๋จิ้ง พิษร้ายหายไปหมดแล้วนะ”
ไป๋จิ้งคลี่ยิ้มบาง แม้ร่างกายจะยังระบมเจ็บทั่ว แต่ในใจกลับโล่งสบายราวยกูเาออกจากอก “ข้า…ข้ารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่เลยพี่” เขาพูดเบาๆ “มันทรมานเหลือเกิน…แต่ตอนนี้…”
“ชู่ ไม่เป็ไรแล้วๆ” ไป๋หลันปลอบ มือข้างหนึ่งลูบเส้นผมปรกหน้าผากของน้องชายอย่างแ่เบา “ทุกอย่างจบแล้วนะ คนดี” นางกลั้นสะอื้นเอ่ยด้วยความรักใคร่
ไป๋จิ้งกะพริบตา น้ำตาชายหนุ่มเอ่อคลอ “พี่…ข้า…” เขารู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก สายตาของเขาพลันเห็นใบหน้าพี่สาวที่ซูบซีดเพราะอดหลับอดนอนหลายวัน “พี่หลัน ท่าน…ดูแลข้าตลอดเลยหรือ?”
ไป๋หลันยิ้มทั้งน้ำตา นางพยักหน้า “ใช่ เ้าคิดหรือว่าพี่จะทิ้งเ้าลง” นางแกล้งพูดดุเบาๆ ก่อนเสียงจะอ่อนลง “เ้าทำให้พี่กลัวแทบตายนะรู้ไหม” มือที่ลูบศีรษะเขาเปลี่ยนมาแตะแก้มซีดของน้องแทนอย่างแสนรัก
ไป๋จิ้งน้ำตารื้น เขายกมือที่ยังสั่นเทาเล็กน้อยขึ้นััมือพี่สาว “ข้า…ข้าขอโทษ ที่ทำให้พี่ทุกข์ใจเพราะข้า…” เสียงเขาเบาหวิว
“อย่าพูดเช่นนั้น” ไป๋หลันรีบส่ายหน้า “เ้าไม่ผิดอะไรเลย อย่าลืมสิว่าพวกเราเป็พี่น้องกัน” นางหยุดไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจลึกระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “เห็นเ้าปลอดภัย พี่ก็ไม่้าสิ่งใดอีกแล้ว”
นางประคองน้องชายนอนลงตามเดิม ไป๋จิ้งพยักหน้าน้อยๆ รู้สึกถึงเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาอีก “พี่…ข้ารู้สึกอ่อนแรงเหลือเกิน” เขายอมรับตามตรง
“เ้าผ่านเื่หนักมา ต้องพักอีกมาก” ไป๋หลันเอ่ย พลางหยิบชามข้าวต้มร้อนๆ ที่ตระเตรียมไว้ั้แ่เช้า นางคนข้าวต้มให้คลายร้อนก่อนตักขึ้นมาเป่าเบาๆ “ก่อนพัก เ้าต้องกินอะไรรองท้องหน่อยนะ กินสักนิดเถอะ จะได้มียารองกระเพาะ”
ไป๋หลันค่อยๆ ป้อนข้าวต้มซึ่งต้มเปื่อยจนเหลวเข้าปากน้องชายทีละคำ ไป๋จิ้งกลืนอย่างเชื่องช้า รู้สึกได้ถึงความอุ่นไหลผ่านลำคอและแผ่ซ่านสู่ท้อง แม้จะทานได้ไม่มาก แต่ความอร่อยและความหิวก็ทำให้เขารับไปได้หลายคำ
“ดีมาก” ไป๋หลันเอ่ยชมพลางยิ้ม “สีหน้าเ้าดีขึ้นกว่าที่คิดไว้เสียอีก” นางรู้สึกได้ว่าผิวแก้มของน้องชายเริ่มมีสีเืฝาดจางๆ อาจเพราะไข้สร่างและได้รับน้ำข้าวอุ่นๆ
หลังจากทานอาหาร ไม่นานไป๋จิ้งก็อ่อนล้าลงอีก เปลือกตาปรือปิด เขาจมสู่ห้วงนิทราอีกรอบด้วยความอ่อนเพลีย ไป๋หลันเก็บชามข้าวต้มแล้วห่มผ้าให้เขาเรียบร้อย นางมองใบหน้าน้องชายที่บัดนี้ไม่บิดเบี้ยวทรมานอีกต่อไปแล้ว มีเพียงความสงบและคลายทุกข์ นางยิ้มทั้งน้ำตาแล้วก้มลงจุมพิตหน้าผากน้องชายแ่เบา
ระหว่างที่ไป๋จิ้งหลับพักฟื้นต่อไป ไป๋หลันก็ไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า นางขนเครื่องนอนหมอนมุ้งและเสื้อผ้าที่เปรอะคราบพิษทั้งหมดออกมาซักล้างในลำธารใกล้เรือนอย่างขะมักเขม้น ผงซักสมุนไพรช่วยขจัดคราบและกลิ่นพิษออกไปจนสะอาด นางตากผ้าทั้งหมดไว้บนราวไม้กลางแดดจัด จากนั้นกลับเข้ามาเปิดหน้าต่างเรือนทุกบานให้อากาศบริสุทธิ์และแสงแดดสาดส่องเข้ามาขับไล่กลิ่นอับและไอพิษที่ตกค้างอยู่จนหมดสิ้น
ตกเย็น วันนั้นไป๋จิ้งรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากได้นอนพักเต็มที่ ในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่ผสานกับกลิ่นอาหารหอมกรุ่น เขาพบไป๋หลันกำลังปรุงยาต้มบำรุงร่างกายอยู่ไม่ไกลนัก นางได้ยินเสียงไอเบาๆ ของเขาจึงหันมองแล้วยิ้มสดใส “ตื่นแล้วหรือ น้องพี่ คราวนี้หลับสบายเชียวนะ”
ไป๋จิ้งยิ้มตอบ เขารู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเมื่อตอนเช้าเล็กน้อย ลำคอก็ไม่แห้งผากเท่าเดิม “ข้าหลับไปนานเท่าใด?”
“เกือบทั้งวันเลยล่ะ” ไป๋หลันพูดพร้อมเดินเข้ามาหา “เ้านอนดีมาก พี่ก็เลยไม่ปลุก เห็นเ้าได้พักเต็มที่แบบนี้พี่ก็ดีใจ”
ไป๋จิ้งมองใบหน้าพี่สาวที่ดูสดใสขึ้นมาก เขาเอ่ยเบาๆ “พี่…ขอบคุณนะ”
ไป๋หลันยิ้มพลางส่ายหน้า “พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องขอบคุณ ตอนนี้เ้าดีขึ้นมากแล้ว พักอีกสักหน่อย พรุ่งนี้คงมีแรงยืนเดินเองได้แน่”
ไป๋จิ้งยกมือขึ้นกุมมือพี่สาว “ข้าจะไม่มีวันลืมสิ่งที่พี่ทำให้ในครั้งนี้เลย” แววตาของเขาจริงจังและซาบซึ้งยิ่งนัก ไป๋หลันได้ยินแล้วก็ได้แต่ยิ้มรับด้วยหัวใจพองโต นางนั่งลงข้างเตียง กุมมือน้องชายแน่น
“พี่หลัน…” ไป๋จิ้งเอ่ยขึ้นอีก “ตอนที่ข้าไม่รู้สึกตัว ข้าเหมือนฝันร้าย มีเสียงพี่คอยเรียกข้าไว้…หากไม่ได้พี่ ข้าคง…” น้ำเสียงเขาขาดหาย
“อย่าคิดมากเลย” ไป๋หลันบีบมือน้องเบาๆ “เ้าปลอดภัยแล้ว เื่ร้ายๆ ก็ให้มันผ่านไปเถิด” นางปรายตามองไปนอกหน้าต่าง เห็นท้องฟ้ายามโพล้เพล้เริ่มปรากฏดาวระยิบระยับ “คืนนี้ฟ้าใส มีดาวด้วยนะ ไป๋จิ้ง เ้ารู้ไหมคืนก่อนๆ พี่กลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้อยู่ดูดาวกับเ้าแบบนี้อีก”
ไป๋จิ้งกระชับมือนางตอบ “จากนี้ไปเราจะได้ดูดาวด้วยกันอีกนานแสนนานเลยพี่” เขายิ้มบางๆ “ข้าสัญญา”
ไป๋หลันรู้สึกหัวใจอบอุ่น นางค่อยๆ ประคองไป๋จิ้งให้นอนพักลงอย่างเดิม “ตอนนี้เ้าไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว นอนพักเอาแรงอีกเถิด”
ไป๋จิ้งพยักหน้า เชื่อฟังพี่สาวแต่โดยดี ในอกของเขาอุ่นซ่านด้วยความรักและสำนึกบุญคุณ เขาหลับตาลงอีกครั้งด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ไม่หวาดกลัวความมืดมนอีกต่อไปแล้ว คืนวันที่สี่ผ่านไปอย่างสงบและอบอุ่นยิ่งนัก