หอบมิติไม่ธรรมดามาเป็นชาวนาแม่ม่าย

    ตอนที่ 44 นั่งรอรับประโยชน์จากความขัดแย้งคนอื่น

    ได้ยินคำพูดนี้เข้า คนตระกูลลู่ก็หันมาสบตากันทันที


    นึกไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์ที่เฉียนโจวจะรุนแรงขนาดนี้


    หากคืนนั้นพวกเขาไม่เชื่อเหอจิ่วเหนียง มุ่งหน้าไปประตูเมืองทิศเหนือและออกจากเมืองกลางดึกละก็ เกรงว่าครอบครัวของพวกเขาคงกลายเป็นร่างไร้วิญญาณอยู่ท่ามกลางสมรภูมินรกนั่นไปแล้ว


    ต่อให้จะเป็นผู้ลี้ภัยเหมือนกันแต่พวกเขาก็อยู่ในเมือง ไม่ใช่ผู้ที่ร่วมก่อจลาจล การจะเอาตัวรอดก็คงยาก


    “พี่ชายทั้งสอง สถานการณ์ที่เฉียนโจวเป็นเช่นไรบ้างหรือ จะมีผลกระทบมาถึงจิงโจวหรือไม่?”


    ลู่จิ้งซวนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจไถ่ถามกลุ่มคนที่อยู่ข้าง ๆ พวกเขาเดินทางมาไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลยจึงอยากรู้สถานการณ์ และเพื่อไขความเคลือบแคลงบางอย่างในใจ


    “ข้าไม่รู้รายละเอียดมากนักหรอก รู้แค่ว่าผู้ลี้ภัยยึดเมืองเฉียนโจวได้แล้ว พวกเขาเผาทำลายสถานที่ ปล้นชิง ก่อเรื่องเลวร้ายสารพัด คาดว่าราชสำนักคงส่งคนไปจัดการแล้ว หากปล่อยให้ก่อเรื่องราวจนใหญ่โต เป่ยเหยียนต้องวุ่นวายเป็นแน่!”


    กล่าวจบ คนผู้นั้นก็ส่ายหน้าพลางเดินต่อไปด้วยสีหน้าโศกสลด


    แม้จิงโจวจะอยู่ห่างจากเฉียนโจวมาก แต่ใครจะรับประกันได้กันว่าจะไม่มีผลกระทบมาถึงที่นี่ อีกอย่าง จิงโจวเป็นเมืองที่รุ่งเรืองอย่างยิ่ง เกิดคนพวกนั้นโกรธจนสติฟั่นเฟือน บุกมาก่อเรื่องที่นี่จะทำเช่นไร


    ----------


    ข่าวคราวสถานการณ์ในเฉียนโจวมาถึงเมืองหลวงแล้ว หลายวันก่อนเหล่าขุนนางปรึกษาหารือเรื่องนี้จนทะเลาะกันอย่างไม่มีใครยอมใครในท้องพระโรง ฮ่องเต้เองก็คิดไม่ถึงว่าพลังของผู้ลี้ภัยจะรุนแรงถึงเพียงนี้ ลงมือฆ่าชาวบ้านคนธรรมดาไม่พอ แม้แต่พวกข้าหลวงก็ไม่ถูกละเว้น


    เดิมทีองค์เหนือหัวมีแผนการส่งคนไปควบคุมสถานการณ์ แต่ทั้งขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ไม่มีใครยอมไปเลย


    ฮ่องเต้พิโรธมาก พวกขุนนางเหล่านี้ไม่ได้เรื่องสักคน!


    สุดท้ายจิ้งอ๋องเสนอขุนนางระดับสูงท่านหนึ่งซึ่งอยู่ใต้บัญชาของเฉินอ๋อง เจ้าตัวไม่ทันได้ตัดสินใจ ฮ่องเต้ที่ร้อนพระทัยก็ตัดสินใจเลือกเขาทันที


    เป็นเหตุให้ขุนนางผู้นั้นถูกบีบบังคับให้เดินทางไปเฉียนโจวโดยไม่ทันตั้งตัว


    เฉินอ๋องไม่ได้มีความเห็นใด สถานการณ์วิกฤตของหนานไท่แก้ไขได้แล้ว และตอนนี้ไม่ได้มีเรื่องด่วนอะไร เฉียนโจวเป็นเมืองหนึ่งของเป่ยเหยียน ควรฟื้นฟูให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว เขาให้คำแนะนำกับขุนนางใต้อาณัติไปเล็กน้อย และกำชับให้เขาทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ


    ----------


    ณ ห้องส่วนตัวในหอสุราแห่งหนึ่ง 


    เสียงหัวเราะเบิกบานใจของชายผู้หนึ่งดังขึ้น “สามารถผลักปัญหาที่แก้ยากให้เขาได้แล้ว ไม่รู้ตอนนี้จะโกรธจนเสียสติไปแล้วหรือไม่ ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นมากไม่ใช่หรือ นี่อย่างไรเล่า ข้าโยนเรื่องนี้ให้เขาจัดการแล้ว! อยากรู้นักว่าเขาจะทำให้เมืองพัง ๆ นั่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร!”


    ผู้เป็นเจ้าของผรุสวาจาเหล่านี้หาใช่ใครอื่น เป็นจิ้งอ๋องนั่นเอง บุคคลที่นั่งตรงข้ามเขาคือบุรุษคนหนึ่งนามว่าหลินอี้ผิง รูปลักษณ์ธรรมดาทั่วไป หากอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตา


    ทว่าคนเราไม่อาจตัดสินจากภายนอกได้ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นคนทั่วไปไม่อาจเทียบได้เลย และที่สำคัญ จิ้งอ๋องให้ความสำคัญกับเขามาก


    หลินอี้ผิงนั่งพิงเบาะนุ่ม พัดวีช้า ๆ ริมฝีปากหยักยิ้มเล็กน้อย “องค์ชายอย่าเพิ่งดีใจเร็วไปหน่อยเลย เฉียนโจวดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากก็จริง แต่หากคนของเฉินอ๋องจัดการได้ละก็ นับว่าเป็นความชอบใหญ่หลวงเหมือนกัน ไม่แน่ แม้แต่องค์รัชทายาทเองก็อาจถูกนำมาเปรียบเทียบได้”


    จิ้งอ๋องโพล่งออกมาอย่างมั่นใจ “เจ้าประเมินเสด็จพ่อข้าต่ำเกินไปแล้ว ในใจเขาคิดแต่จะให้เสด็จพี่รัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเทียบคนในใจเขาได้ นอกเสียจากว่า…เสด็จพี่รัชทายาทจะไม่อยู่แล้ว”


    อ๋องมากแผนการยกมุมปากขึ้น ความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งจะมีแค่วันสองวัน แต่เขาไม่อาจเป็นคนลงมือเอง หาไม่คนอื่นจะใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ได้


    “ก็จริง ตำแหน่งองค์รัชทายาทใช่ว่าจะแตะต้องได้ง่าย ๆ …แต่หากองค์รัชทายาทไม่เข้มแข็งเองล่ะ?”


    หลินอี้ผิงมองคู่สนทนา รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งกดลึก 


    จิ้งอ๋องเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความเช่นไร “เจ้าหมายความว่า ให้เสด็จพี่รัชทายาทสู้กับเฉินอ๋องอย่างนั้นหรือ?”


    “องค์ชายก็แค่นั่งรอรับผลประโยชน์จากพวกเขา ไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


    คนเสนอแผนการรวบพัดกำไว้ในมือ สายตาจับจ้องไปที่จิ้งอ๋องราวกับรอให้เขาตัดสินใจ


    จิ้งอ๋องตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยท่าทางตื่นเต้น “สหายอี้ผิง เจ้าช่างฉลาดยิ่งนัก! แผนการนี้ไม่เลวเลย ข้าจะกลับไปคิดวิธีดู!”


    พูดจบอ๋องหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นและเดินออกไปทันที หลินอี้ผิงยังคงนั่งสบาย ๆ ราวกับพึงพอใจในผลลัพธ์นี้มาก


    หลังจากมั่นใจว่าจิ้งอ๋องกลับไปแล้ว ชายชุดดำคนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากคานไม้ด้านบนในทันใด คุกเข่าลงตรงหน้าหลินอี้ผิง “นายท่าน จิ้งอ๋องจะสามารถทำให้องค์รัชทายาททะเลาะกับเฉินอ๋องได้จริง ๆ หรือขอรับ?”


    จิ้งอ๋องมีนิสัยใจร้อน มีความทะเยอทะยานสูงแต่กลับไร้สมอง หากฝากแผนการไว้ให้เขาจัดการ จะไม่เกิดปัญหาจริง ๆ หรือ?


    หลินอี้ผิงยิ้มไม่แยแส “เขาไร้ความสามรถ แต่ก็มีนายของเจ้าอย่างข้าอยู่ไม่ใช่หรือ?”


    กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้น ดึงบางอย่างที่บริเวณหลังใบหูเบา ๆ


    นึกไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่เขาดึงออกมาจะเป็นหน้ากากหนังมนุษย์! จากนั้นใบหน้าหล่อเหลาจึงเผยออกมาให้เห็น


    “ฟู่∼ อากาศร้อนยิ่งนัก สวมหน้ากากนี่ไม่ง่ายเลยจริง ๆ เจ้าไปจัดการเรื่องของเจ้าเถอะ ไม่ต้องตามข้ามา”


    ชายหนุ่มใบหน้าคมคายโยนหน้ากากหนังมนุษย์ให้ลูกน้อง จากนั้นกระโดดออกไปทางหน้าต่าง


    ชายชุดดำเก็บหน้ากากหนังมนุษย์อย่างระมัดระวัง และกระโดดออกไปทางหน้าต่างเช่นกัน


    ----------


    การเดินทางของชาวบ้านตระกูลลู่จากอำเภอต้าหลิ่งมุ่งสู่หมู่บ้านอันผิงนับว่าราบรื่นมาก ไปรายงานตัวที่อำเภอ จากนั้นนายอำเภอส่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมานำทางพวกเขาไปส่งที่หมู่บ้านอันผิง


    ต้องบอกเลยว่าไม่เหมือนที่คิดไว้ เดิมทีพวกเขาคิดว่าหมู่บ้านอันผิงคงเป็นเหมือนหมู่บ้านที่พวกเขาเคยอยู่ ซึ่งเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็พอใจมากแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าหมู่บ้านอันผิงจะเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหมู่บ้านละแวกนี้ และมีจำนวนประชากรมากที่สุดเช่นกัน ทุกเจ็ดวันที่ประตูทางเข้าหมู่บ้านจะมีตลาด คนในหมู่บ้านโดยรอบก็จะมาจับจ่ายใช้สอยกันที่ตลาด เทียบกับเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งได้เลย


    เจ้าหน้าที่ที่นายอำเภอส่งมามีนามว่าจางเทียน เรื่องเหล่านี้จางเทียนเป็นคนเล่าให้พวกเขาฟังระหว่างทาง


    “ถึงแม้หมู่บ้านอันผิงจะมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่จำนวนประชากรก็เยอะมากเช่นกัน พวกเจ้าจะได้ที่ดินกว้างเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าจ่ายเงินเท่าไร”


    พูดถึงเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ก็ไร้หนทางจะช่วย คนกลุ่มนี้มีจำนวนสมาชิกเยอะเกินไป เดิมทีก็ไม่เหมาะจะอยู่ในหมู่บ้านอันผิงด้วยซ้ำเพราะจะทำให้เกิดความแออัด หากไปอยู่หมู่บ้านที่ติดป่าติดเขาสักหน่อย พวกเขายังพอถางพื้นที่เองได้ตามใจชอบ


    แม้หมู่บ้านอันผิงจะมีพื้นที่รกร้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจรับคนได้มากอยู่ดี ที่ดินงาม ๆ ก็ถูกคนอื่นยึดครองไปหมดแล้ว ตอนนี้ที่เหลืออยู่ก็แค่ที่ดินขาดสารอาหาร จืดจนไม่รู้จะจืดอย่างไร


    วันข้างหน้า ครอบครัวนี้ต้องมีชีวิตลำบากแน่นอน


    ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จางเทียนควรกังวลแทน คนกลุ่มนี้เป็นคนร้องขออยากอยู่ที่นี่เองก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา


    “เจ้าค่ะ เรื่องนี้พวกเรารู้ดี ถึงแม้ที่ดินดี ๆ จะน้อย แต่ก็อยู่ห่างจากเมืองไม่มาก วันข้างหน้าเด็ก ๆ ไปเรียนหนังสือจะได้สะดวก ผู้ใหญ่อย่างพวกข้าลำบากหน่อยไม่เป็นไรหรอก”


    เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางบอกกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่มองนางด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม “เจ้าหมายความว่า พวกเจ้าอยากส่งพวกเด็ก ๆ ไปเรียนอย่างนั้นหรือ?”


    ผู้เฒ่าลู่พยักหน้า “ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ รู้ตัวหนังสือเอาไว้เป็นเรื่องดี”


    เจ้าหน้าที่เกือบหลุดหัวเราะออกมา ครอบครัวลี้ภัยสภาพตกอับเช่นนี้แล้ว ยังคิดจะส่งลูกหลานไปเรียนหนังสืออีกอย่างนั้นหรือ?


    แต่เอาเถอะ นับว่าเป็นความคิดที่ดี เจ้าหน้าที่จึงพยักหน้าหงึกหงัก “การเรียนก็ต้องใช้เงิน พวกเจ้าเองก็มีชีวิตลำบากอยู่แล้ว…”


    พูดถึงตรงนี้จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าคนกลุ่มนี้มีม้ามาด้วยสองตัว คาดว่าคงมีสินเดิมติดตัวอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ


    อย่างไรเสียนับจากนี้ไปคนเหล่านี้ก็เป็นประชากรในเขตปกครองของเขา หากมีคนมีความรู้ มีอนาคตอยู่ในอำเภอนี้ ก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับพวกเขาเหล่าเจ้าหน้าที่ด้วย


    .


    .


    .


    คล้ายกับเรื่องหอบมิติไม่ธรรมดามาเป็นชาวนาแม่ม่าย ที่คุณอ่าน