เชนนั่งสงบนิ่ง มองตรงไปยังรูปปั้นพระแม่มารีเหนือศีรษะ ไฟดวงเล็กดวงน้อยที่เรียงรายอยู่ตามผนังส่องแสงระเรื่อเป็สีส้มอมเหลืองเพิ่มความขรึมขลังให้โบสถ์คริสต์แห่งนี้ได้อย่างน่าประหลาด
เขากลายเป็คนไม่มีศาสนาไปแล้วแต่มีเหตุบางอย่างทำให้ต้องปลีกเวลามา “เข้าโบสถ์” แห่งนี้
แค่ได้นั่งที่เดิมภาพเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนก็ผุดพรายออกมาเองเหมือนกับการฉายหนังซ้ำวนอยู่หนแล้วหนเล่า ภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งลอยวนในความรู้สึก แม้พร่ามัวแต่ไม่เคยเลือนหาย
เสียงตึงๆ ของเท้าคู่หนึ่งดังขึ้นชายร่างท้วมกระโจนพรวดเข้ามา แล้วมายืนค้อมตัวอยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม
“มาสายหลายนาทีนะเอ็ง” เขาพูดตำหนิ
“โทษทีพี่ รถเสียเพิ่งซ่อมเสร็จแถวนี้ผมไม่คุ้นเสียด้วย”
“นั่งลงเถอะแล้วก็เงียบๆ ด้วย ที่นี่เป็โบสถ์คริสต์ อย่าส่งเสียงดังไป”
ชายร่างท้วมค้อมศีรษะรับ
“เตรียมตัวให้พร้อมคงต้องไปหลายวัน…”
“ครับ ไม่มีปัญหา”
แล้วความเงียบก็ยึดครองทุกอย่างเอาไว้
……………………………….
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ยืนอยู่หน้าโรงเรียนเพ่งมองต้นตะเบบูญ่าข้างกำแพง กำลังออกดอกสะพรั่ง
อีกฟากหนึ่งในรั้ว ต้นไม้สูงใหญ่ออกดอกสีเหลืองเป็พวงระย้า พลิ้วไหวไปมาตามแรงลมกลีบดอกเหลืองบางส่วนปลิดปลิวจากขั้วกระจายลงสู่พื้น
“ดอกอะไร สวยจัง”
ชายหนุ่มหันมาตามเสียงใบหน้านั้นเรียวยาว ดวงตาสุกใส คิ้วยาวเรียวไปจนจรดหางตา ผมสั้นติดหนังศีรษะผิวของชายหนุ่มคล้ำสนิทจนเกือบดำ
“ดอกตะเบบูญ่าไงเล่า ไม่รู้จักหรือไง”
หญิงสาวผมยาวสลวยระต้นคอผิวขาวกระจ่างราวปุยหิมะ ั์ตาโต สวมเสื้อยืดสีขาวมีดอกไม้น้อยใหญ่ระบายอยู่บางๆ ส่วนกระโปรงยาวสีฟ้า
“ตะเบบูญ่า มีสีเหลือง ไม่ใช่หรือ”
“โธ่เอ๊ย ตะเบบูญ่า มีหลายสี หลายพันธุ์ในรั้วโรงเรียนเรียกว่าชมพูพันธ์ทิพย์ ส่วนสีเหลือง เขาเรียกตะเบบูญ่าเหลืองหรือเหลืองปรีดิยาธร ถ้าอยากเห็นทางด้านหลังของโบสถ์ก็มี เดี๋ยวจะชี้ให้ดู”
“สู้ผู้ชายอย่างเมฆไม่ได้เลยเกดเนี่ย”
“อย่าชมเลย” เมฆว่าอย่างขัดเขิน“โรงเรียนใกล้จะเลิกแล้วไม่ได้ชวนมาชมต้นไม้ใบหญ้านะวันนี้ ไปกันหรือยังเรา”
“เนื่องในโอกาสพิเศษอะไร” เกดถามด้วยน้ำเสียงระรื่น
“ออกรถใหม่”
“อยู่ไหนล่ะ รีบไปสิ อยากเห็น”
“รถไม่มีหลังคา”
“รถอะไรไม่มีหลังคา มีด้วยหรือ”
ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ
แล้วฝนก็เทเม็ดลงมา
…………………………………
“ฝนตกพี่”
ชายหนุ่มมองรอบโบสถ์แม้ภายในสภาพจะเก่าไปบ้าง แต่ยังงดงาม มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูกแสงระเรื่อของไฟเหนือเพดานโบสถ์ ขับเน้นความงดงามของภาพวาดซึ่งเรียงรายอยู่โดยรอบในขณะที่ด้านนอกฝนยังปรอยละอองไม่หยุดเขาได้ยินเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนยามกระทบหลังคาโบสถ์
“รถจอดอยู่ไหน”
“หลังโบสถ์พี่ จะไปกันแล้วใช่มั้ย”
ชายหนุ่มขยับลุกขึ้นจากม้านั่งยาว
“พี่ยังหล่อเหมือนเดิมนะเหมือนนายแบบมากกว่าที่จะมาจาก…”ชิตพูด
เขาหันหลัง เดินตรงไปทางออกพูดเสียงเบาราวกระซิบผ่านสายลม
“นายแบบเพิ่งออกจากคุก มีด้วยหรือ”
………………………………………………….
แดดแจ่มหลังจากฝนซาลงไป ท้องฟ้าเป็สีเทา ลมพัดแรง ฝนปรอยละอองผู้คนในซอยเล็กแคบแห่งนั้นเดินกึ่งวิ่งเพื่อหลบฝนชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่บนจักรยานยนต์สีแดงวิ่งฝ่าสายลมเย็นดูจะไม่ร้อนใจกับสายฝนหล่นกระทบเท่าใดนัก บางจังหวะก็ชะลอพากันชี้ชวนดูชงโคที่กลีบดอกมีทั้งสีม่วง สีชมพู เบ่งบานอยู่หลังกำแพงสูงบางดอกปลิดปลิวทิ้งกลีบหล่นเกลื่อนบนทางเท้า
ซอยแคบเล็กแห่งนั้นแบ่งเป็สองฝั่ง ฟากหนึ่งเป็บ้านไม้หลังเล็กๆ เรียงรายกันเป็ทิวแถวส่วนใหญ่ปิดประตูหน้าต่างเสียสนิท แต่บางหลังเปิดหน้าต่างรับลมฝนกระจายความเย็นของสายฝนลงมาสู่พื้นดิน ส่วนอีกฝั่งเป็กำแพงสูงก่อด้วยอิฐสีแดงชุ่มน้ำหลังกำแพงเป็ตึกเก่า ถัดไปคือสุสานฝรั่ง
“กี่ปีแล้วนะ” หญิงสาวพึมพำ
“เกดคงผูกพันกับโรงเรียนเก่ามากสินะ”
“ใช่ เคยฝันถึงบ่อยๆ เพราะเรียนมาั้แ่เด็กแต่เกดก็รักโรงเรียนของเราเหมือนกันน่า อย่าน้อยใจไปเลย”
“ไปเที่ยวโรงเรียนเราก็ได้ ขับปรู๊ดเดียวถึงแล้ว”
“แหม ไหนว่ามีธุระจะคุยด้วย จะพาไปเลี้ยงข้าวอีกอยากจะซิ่งฉลองรถใหม่ก็บอกมาเถอะ”
“ก็ทำหมดทุก…” เมฆหยุดคำพูดไว้แค่กลางคันพร้อมกับรถมอเตอร์ไซค์เกิดอาการเสียหลัก หันบิดเอียงไถลไปทางขวาชายหนุ่มใช้เท้าแตะกับพื้นแทนเบรก เพื่อทรงตัวเอาไว้ให้มั่น ในจังหวะเดียวกันนั้นมีเสียงยางล้อรถยนต์บดพื้นถนนวิ่งตัดหน้าไปด้วยความเร็ว
“เป็ไรหรือเปล่าเกด…”
เมฆหันไปมองเพื่อนซึ่งเกาะเอวหลังเขาไว้หลวมๆดวงตาเบิกกว้าง
“ไม่หรอกแค่ในิดหน่อย”
รถยนต์สีดำโตโยต้ากลางเก่ากลางใหม่ซึ่งวิ่งตัดหน้าจอดสงบนิ่งอยู่ตรงสามแยกเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม
“ไอ้บ้า ขับรถภาษาอะไรวะ” เมฆสบถ
“ใจเย็นๆ เขาคงไม่มีเจตนามั้ง”
รถคู่กรณี คนขับเป็ชายร่างท้วมเปิดกระจกรถหันมายกมือโบกเป็การขอโทษ ส่วนคนนั่งหน้าหันมามองเพียงแวบเดียว
ผู้โดยสารคนนั้นใส่แว่นดำปิดบังดวงตามองเห็นแต่หนวดบางๆ ริมฝีปากเม้มสนิท
“นั่น…มัน” เกดอุทานมือซึ่งกอดเอวเขาคลายออก
“รู้จักกันหรือไง” เขาหันไปถาม
“ไม่ใช่หรอกมั้งตาฝาดน่ะ ไปเถอะ”
เมฆถอนหายใจ มองรถเก๋งสีดำเคลื่อนตัวออกไป