สิ้นประโยคอันแสนใจร้ายนั้น ใบหลิวก็หลุบตาลงมองมือตัวเองที่กำแน่นอยู่บนตัก และนั่งนิ่งอยู่ท่านั้นไม่ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว ขณะที่กรกนกนอนพิงพนักโซฟาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและสับสน
ไม่มีใครเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก บรรยากาศหนักอึ้งเสียจนสองแม่ลูกทนอยู่ในห้องเดียวกันแทบไม่ได้
ห้องนั่งเล่นเงียบจนน่าอึดอัด ใบหลิวทำท่าจะขอตัวอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่กล้า กระทั่งผ่านไปพักใหญ่ เสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นและดับลงตามด้วยเสียงฝีเท้าของคนมาใหม่ที่เปิดประตูเข้ามาอย่างไม่รู้เื่รู้ราวภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
“อ้าว มานั่งทำอะไรกันตรงนี้ครับ”
เรวัตเอ่ยทักตามปกติโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าสองแม่ลูก
กรกนกเจอตัวต้นเหตุของเื่ก็ไม่ลังเลที่จะเปิดอกคุยให้มันจบ ๆ ไป
“กลับมาพอดีเลยค่ะ” น้ำเสียงเย็นเยียบของกรกนกทำให้เรวัตชะงักมือที่กำลังหยิบรองเท้าใส่เข้าตู้ลง เขาไม่ชอบน้ำเสียงของเธอเลย แต่ให้มาอารมณ์เสียใส่เพราะเื่แค่นี้ก็ไม่ใช่นิสัยของเขาเหมือนกัน
หนุ่มใหญ่คิดพลางถอนหายใจก่อนหันไปมองหน้าคนเป็ภรรยา
“มีอะไรรึเปล่า”
“มีสิ” กรกนกลุกพรวดจากโซฟา ดวงตาแดงระเรื่อจ้องเขม็งไปที่สามี “ฉันถามอะไรหน่อย”
เรวัตขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“เื่อะไร”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร”
คำถามสั้น ๆ ที่ทำเอาเรวัตนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเหลือบมองใบหลิวแวบหนึ่งโดยไม่สามารถห้ามตัวเองได้ทัน และการกระทำนั้นก็ไม่รอดพ้นสายตาของคนที่จ้องมองอยู่ตลอดไปได้
หนุ่มใหญ่ดึงสายตากลับมาทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะหยันจากคนเป็ภรรยา “ผู้หญิงคนไหน”
“ยังจะทำเป็ไม่รู้เื่อีกเหรอ”
เรวัตยืนอึ้งมองกรกนกสลับกับใบหลิวที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาด้วยความร้อนใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้...
“คิดว่าฉันโง่มากรึไง ถึงจะดูไม่ออกว่า่นี้คุณเปลี่ยนไป”
“ผมไม่เข้าใจ”
ความคิดของเขาถูกขัดจังหวะ เรวัตรู้ทันทีว่าบางอย่างกำลังจะบานปลายกว่าที่คิดเอาไว้ หนุ่มใหญ่หลับตาลงครู่หนึ่งแล้วสูดหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสติ ดูเหมือนว่าเธอก็แค่ระแคะระคายเท่านั้น แต่ไม่ได้รู้ความจริงทั้งหมด เพราะถ้ารู้คงไม่เอาแต่คาดคั้นเอาคำตอบจากเขาอยู่แบบนี้ต้องชี้หน้าด่าเราสองคน
และใบหลิวก็ไม่มีทางอยู่ในสภาพดีไร้รอยขีดข่วน จะยังไงก็แล้วแต่ใบหลิวไม่ควรอยู่ตรงนี้
“หนู... ขึ้นห้องไปก่อนไป” น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง “เดี๋ยวป๊าคุยกับแม่เขาเอง”
ใบหลิวลังเล ดวงตากลมโตมองคนเป็แม่กับพ่อเลี้ยงสลับกันอย่างตัดสินใจไม่ถูก
“ไปเถอะ” เรวัตย้ำอีกครั้ง
เอาเถอะอยู่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี บางทีถ้าเธอไม่อยู่ตรงนี้ป๊าอาจจัดการอะไรง่ายขึ้นก็ได้ หญิงสาวคิดพลางขยับตัวจะลุกขึ้นจากโซฟา แต่ยังไม่ทันจะได้ยืนให้เต็มความสูง เสียงของคนเป็แม่ก็ดังแทรกขึ้นมา
“นั่งลง!” น้ำเสียงเฉียบขาดของกรกนกไม่ได้ทำให้ใบหลิวใกลัว เธอชะงัก “ใครบอกให้ไป”
กรกนกหันมามองลูกสาว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
“ทำไม... ป๊าพูดคำเดียวก็รีบทำตามเลยเหรอ”
“...”
“เมื่อกี้แม่ถามดี ๆ ทำไมไม่ตอบ เชื่อฟังป๊ามากกว่าแม่อีกเหรอ”
ใบหลิวเม้มปากแน่น “ไม่ใช่อย่างนั้น”
กรกนกหัวเราะเบา ๆ ออกมาด้วยความเ็ป “รู้ทุกอย่างอยู่แล้วสินะ รู้แต่ก็เลือกจะปิดบังแม่”
“แม่...” เอาอีกแล้วแม่เอาความโกรธมาลงที่เธออีกแล้ว ป๊าก็ยืนอยู่ตรงนั้นแท้ ๆ แต่เธอกลับเป็คนที่ถูกระบายอารมณ์ใส่ มือเล็กกำเข้าหากันแน่น ใบหลิวก้มหน้าลง ไม่อาจหาเสียงตัวเองได้อีก
“แม่ไว้ใจทั้งคู่... แต่สุดท้ายกลับกลายเป็ว่าแม่เป็คนเดียวที่ไม่รู้เื่อะไรเลย”
เรวัตก้าวแทรกเข้ามาทันที “พอทีเถอะ จะโทษอะไรก็โทษผมนี่ ใส่อารมณ์กับลูกทำไม!”
“ไม่เกี่ยวงั้นเหรอ เด็กคนนี้! เด็กคนนี้มันปิดบังฉันแล้วรู้เห็นเป็ใจไปกับคุณ!” กรกนกชี้หน้าลูกสาวที่ตอนนี้หน้าซีดเผือด
“รู้เห็นเป็ใจรึเปล่าผมไม่รู้” น้ำเสียงของเรวัตแข็งขึ้น “แต่นี่มันเป็ปัญหาของเราสองคน อย่าเอาแต่โทษคนอื่น เลิกทำแบบนี้สักที!”
กรกนกนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“ไม่มีปัญหาก็ไม่เคยจะหันมามองลูกสักครั้ง คุณเป็แบบนี้ตลอดไม่เคยเปลี่ยนเลย... จะเสียลูกไปอยู่แล้วก็ไม่รู้ตัวอีก!”
“ป๊า...” ใบหลิวพยายามฝืนแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว เสียงสั่นเครือดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองคนเป็แม่ด้วยสายตาตัดพ้อ
ความน้อยใจที่สั่งสมมานานพลันปะทุออกมา
“... แม่จำวันเกิดหนูไม่ได้ ไม่รู้ว่าหนูชอบสีอะไร” แค่เริ่มเธอก็สะอื้นจนพูดแทบไม่เป็คำ
“อีกไม่กี่เดือนหนูก็ต้องออกจากบ้านไปเรียนมหาลัยแล้วแม่รู้รึยังว่าหนูได้ที่เรียนต่อที่ไหน แล้วกว่าจะได้ทุนเรียนที่นี่หนูต้องพยายามเท่าไร ต้องนอนดึกกี่คืน”
ระหว่างที่พูดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมา
“หนูไปเรียนมหาลัยแล้วอาจจะยุ่งจนไม่ได้กลับมา... ถ้าแม่ใส่ใจสักนิดแล้วรู้ว่าครั้งก่อนการไปเที่ยวตอนปิดเทอมสำคัญกับหนูแค่ไหน มันอาจเป็ครั้งสุดท้ายของเรา แต่แม่ก็ยังมองข้ามมันไปแล้วเลือกเฝ้าน้องซ้อมฟุตบอลแทนทั้งที่จะให้ป๊าทำหน้าที่นั้นก็ได้ น้องก็ลูกป๊าเหมือนกัน แต่หนูมีแม่แค่คนเดียวนะคะ!”
กรกนกนิ่งงัน ริมฝีปากสั่นไหวเล็กน้อย
“นะ นั่นมันไม่เกี่ยวอะไรกับเื่นี้สักหน่อย”
“แล้วปัญหาของแม่กับป๊าหนูเกี่ยวอะไรด้วย!” ที่จริงก็เกี่ยวนั่นแหละ... แต่แล้วยังไงล่ะทั้งหมดนี่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกระทำของแม่หรอกเหรอ
ตอนโดนทิ้งครั้งแรกเธออายุแค่สิบขวบเองนะ
หากเธอกับป๊าเลว... แม่ก็ไม่ใช่คนดี ไม่ใช่นางเอกในเื่นี้เหมือนกัน
“หรือถ้าป๊ามีคนอื่นจริง ๆ แล้วหนูช่วยปิดไว้แล้วมันผิดตรงไหน หนูก็แค่ไม่อยากผลักไสคนคนเดียวที่ยื่นมือมาหาในวันที่หนูไม่เหลือใครสักคนเท่านั้นเอง”
“ถ้าทั้งหมดนี้ทำให้แม่รู้สึกว่าหนูทรยศ รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม... หนูก็ขอโทษค่ะ แต่ขอให้รู้เอาไว้ว่าหนูก็รู้สึกแบบนั้นมาตลอดเหมือนกันนั่นแหละ”
พูดจบใบหลิวก็หมุนตัววิ่งขึ้นชั้นบนไปโดยไม่ฟังอะไรอีก