เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ควรจะเป็่เวลาแห่งการพักผ่อนที่แสนสงบสุข หลังจากที่ผมต้องเผชิญกับกองงานโปรเจกต์มหาประลัยมาตลอดทั้งสัปดาห์ ผมควรจะได้นอนหลับยาวๆ บนเตียงคิงไซส์หนานุ่มจนกว่าแดดจะแยงตา
แต่วันนี้... ทุกอย่างกลับไม่เป็อย่างนั้น
"แค่กๆ! โอ๊ย ทำไมมันไหม้เร็วจังวะ"
เสียงไอค็อกแค็กที่ดังแว่วมาจากด้านนอก พร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึกของน้ำมันและแป้งที่ลอยทะลุลอดช่องประตูห้องนอนเข้ามา ทำให้สติสัมปชัญญะของผมตื่นตัวเต็มที่ในชั่วพริบตา
ผมเป็คนหลับตื้นและตื่นง่ายอยู่แล้ว ยิ่งได้กลิ่นควันไฟแบบนี้ สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็สั่งให้ผมเด้งตัวลุกจากเตียงทันที สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้เปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องก็เช็กดีแล้วก่อนนอน
แล้วกลิ่นไหม้มันมาจากไหน?
คำตอบเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ... 'รูมเมตตัวแสบ' ของผม
ผมรีบคว้ากางเกงวอร์มมาสวมทับบ็อกเซอร์อย่างลวกๆ แล้วพุ่งตัวออกจากห้องนอนทันที ทันทีที่เปิดประตูออกไป ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาผมแทบจะกุมขมับ
ควันสีเทาจางๆ ลอยคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณโซนห้องครัวแบบเปิดโล่งของเพนต์เฮาส์ ต้นหนาวในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งสีขาว (ซึ่งน่าจะเป็เสื้อของผมที่ผมจงใจทิ้งไว้ในตู้ให้เขาใส่) กับกางเกงขาสั้นกุด กำลังยืนถือตะหลิวด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ มือซ้ายถือฝาหม้อขึ้นมาบังหน้าเป็โล่กำบัง มือขวาก็พยายามจะแซะก้อนสีดำๆ บางอย่างที่ติดหนึบอยู่บนกระทะเทฟลอนราคาแพงของผม
"แค่กๆ ไหม้หมดเลยเว้ย ไอ้กระทะเฮงซวยนี่มันไม่กันติดเหมือนที่โฆษณาเลยนี่หว่า"
เด็กดื้อบ่นกระปอดกระแปดพร้อมกับสำลักควัน ใบหน้าขาวเนียนบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าสีดำเป็หย่อมๆ เหมือนลูกแมวที่เพิ่งมุดปล่องไฟมาไม่มีผิด
ผมพ่นลมหายใจออกมายาวๆ พยายามระงับอารมณ์ทั้งขำทั้งโมโหที่ตีรวนอยู่ในอก ขำที่เห็นสภาพทุลักทุเลของเขา และโมโหที่เขาทำห้องครัวสุดหรูของผมเกือบพัง ถ้าเครื่องจับควันบนเพดานทำงานขึ้นมา สปริงเกอร์คงได้พ่นน้ำดับเพลิงจนห้องพินาศแน่ๆ
ผมก้าวยาวๆ เข้าไปประชิดแผ่นหลังบางของเขา เอื้อมมือข้ามไหล่เล็กๆ ไปแย่งตะหลิวออกจากมือเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอีกมือที่เอื้อมไปหมุนปิดเตาแก๊สและกดเปิดเครื่องดูดควันเบอร์แรงสุด
"พะ... พี่คิริน"
ต้นหนาวสะดุ้งสุดตัว หันขวับมามองผมด้วยดวงตาเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน ความใทำให้เขาเสียหลักเซถอยหลังมาชนแผงอกของผมเต็มๆ
"ทำอะไร"
ผมกดเสียงต่ำ ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเ็าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจกำลังเต้นระรัวเพราะัันุ่มนิ่มจากแผ่นหลังบางที่เบียดชิดเข้ามา
"ผะ... ผม..."
ต้นหนาวก้มหน้างุด หลบสายตาดุๆ ของผม ริมฝีปากบางสีพีชเม้มเข้าหากันแน่นอย่างคนมีความผิด
"ผมแค่จะทำข้าวเช้าให้พี่กิน..."
"ทำข้าวเช้า?"
ผมเลิกคิ้วสูง ปรายตามองผลงานศิลปะแอบสแตรกต์บนกระทะ
"ด้วยการเผาครัวพี่เนี่ยนะ? ไอ้ก้อนดำๆ นี่มันคืออะไร"
"ขะ... ไข่ดาวครับ"
เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม ชี้มือสั่นๆ ไปที่เครื่องปิ้งขนมปังที่มีควันลอยโขมงออกมา
"ส่วนนั่นก็... ขนมปังปิ้ง"
ผมถอนหายใจออกมาอีกรอบ ดึงปลั๊กเครื่องปิ้งขนมปังออก ก่อนจะหันมามองหน้าตัวการที่ยืนทำหน้าสลดอยู่ตรงหน้า คราบเขม่าสีดำที่ติดอยู่ตรงปลายจมูกรั้นๆ และพวงแก้มขาวใส ทำให้ความโกรธที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมลายหายไปในพริบตา
โคตรน่ารัก... น่ารักจนอยากจะจับมาฟัดให้จมเขี้ยว!
"พี่ด่าผมได้เลยครับ ผมขอโทษ ผมทำกระทะพี่พังแล้วแน่ๆ เดี๋ยวผมจะจ่ายค่าเสียหายให้..."
เขาพูดรัวๆ ด้วยความรู้สึกผิด น้ำเสียงสั่นน้อยๆ เหมือนเด็กที่โดนจับได้ว่าแอบขโมยขนม
"ใครบอกว่าพี่จะด่า"
ผมขัดขึ้นมา ดันไหล่บางของเขาให้ถอยห่างจากเตาไฟ
"ไปล้างหน้าซะ สภาพเหมือนลูกหมาตกบ่อโคลน แล้วไปนั่งรอที่โต๊ะอาหาร"
"แต่ว่ากระทะ..."
"ไม่ต้องมายุ่ง หน้าที่ทำลายล้างของนายมันจบแล้ว ไปนั่งรอเงียบๆ"
ผมออกคำสั่งเด็ดขาดด้วยใบหน้าเรียบตึง
ต้นหนาวทำหน้างอเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินลากเท้าไปเข้าห้องน้ำแต่โดยดี คงรู้ตัวว่าเถียงไปก็สู้ไม่ได้
เมื่อตัวป่วนพ้นสายตา ผมก็จัดการเคลียร์ซากอารยธรรมบนกระทะและในเครื่องปิ้งขนมปังทิ้งลงถังขยะ เปิดหน้าต่างบานใหญ่ริมระเบียงเพื่อระบายควันและกลิ่นเหม็นไหม้ออกไป จากนั้นก็เริ่มลงมือรังสรรค์อาหารเช้าใหม่ด้วยตัวเอง
ผมหยิบเนื้อหมูสับออกจากตู้เย็น นำมาหมักกับซีอิ๊ว พริกไทย และรากผักชีที่โขลกละเอียดอย่างคล่องแคล่ว ต้มน้ำซุปกระดูกหมูจนเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วห้อง ใส่ข้าวสวยลงไปเคี่ยวจนเม็ดข้าวบานได้ที่ ระหว่างนั้นก็ตั้งกระทะอีกใบ ทอดไข่ดาวให้ไข่ขาวกรอบนอกนุ่มใน และไข่แดงสุกกำลังดีแบบเยิ้มๆ โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวสีเหลืองทองและต้นหอมซอย
ปกติผมไม่ใช่คนชอบทำอาหารกินเองเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะสั่งเดลิเวอรี่หรือออกไปกินที่ร้านหรูๆ มากกว่า แต่พอคิดว่าอาหารมื้อนี้มีเด็กดื้อคนนั้นรอชิมอยู่ มันก็ทำให้ผมรู้สึกอยากทำมันออกมาให้ดีที่สุด ความรู้สึกของการได้ดูแลใครสักคนแบบนี้... มันก็ไม่เลวเหมือนกัน
ใช้เวลาไม่นาน ข้าวต้มหมูสับทรงเครื่องควันฉุยสองชามและไข่ดาวแสนสวยสองฟองก็ถูกนำมาวางเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารหินอ่อน
ต้นหนาวที่ล้างหน้าล้างตาจนสะอาดหมดจด นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เห็นอาหารตรงหน้า ดวงตากลมโตของเขาก็เป็ประกายวิบวับราวกับเด็กเห็นของเล่นชิ้นใหม่ ลืมความสลดเมื่อครู่นี้ไปจนหมดสิ้น
"โห! น่ากินชะมัด พี่ทำเองหมดเลยเหรอครับเนี่ย"
เขาเงยหน้าขึ้นมาถามผมด้วยความตื่นเต้น
"ก็ถ้าปล่อยให้นายทำ คงได้กินถ่านเป็มื้อเช้าแน่ๆ"
ผมตอบเสียงเรียบ นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"กินซะสิ จะได้เลิกวุ่นวาย"
ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำ ต้นหนาวรีบหยิบช้อนตักข้าวต้มเข้าปากทันที ความร้อนของอาหารทำให้เขาต้องเป่าปากฟู่ๆ แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดกิน อาการหิวโซของเขาแสดงออกอย่างชัดเจน
ผมไม่ได้ลงมือกินอาหารของตัวเอง แต่กลับนั่งเท้าคางมองคนตรงหน้าอย่างเพลิดเพลิน สายตาของผมจดจ่ออยู่ที่ริมฝีปากบางสีพีชที่ขยับเคี้ยวอาหารอย่างน่ามอง ทุกครั้งที่เขากลืนข้าวลงคอ ลูกกระเดือกเล็กๆ จะขยับขึ้นลง พวงแก้มขาวใสที่พองลมออกมายามเคี้ยวข้าว ทำให้เขาดูเหมือนแฮมสเตอร์ตัวน้อยๆ ที่กำลังกักตุนอาหารไว้ในกระพุ้งแก้ม
ยิ่งมอง ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหลงเด็กคนนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้วจริงๆ
"อร่อยไหม"
ผมเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
"อร่อยมากครับ โคตรอร่อยเลย ผมไม่เคยกินข้าวต้มหมูสับที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย"
เขาตอบทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก ดวงตาหยีลงเป็สระอิด้วยความสุข
ความภาคภูมิใจพองโตขึ้นในอกผมอย่างประหลาด แค่คำชมง่ายๆ จากปากเขา ก็ทำให้ผมรู้สึกดีกว่าตอนประกวดนวัตกรรมชนะเลิศระดับประเทศเสียอีก
"ทำไมถึงอยากทำอาหารเช้า"
ผมถามต่อ เปลี่ยนเื่เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอยิ้มออกมา
ต้นหนาวชะงักไปนิดนึง กลืนข้าวลงคอแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผมแววตาจริงจัง
"ก็... ผมแค่อยากตอบแทนที่พี่ให้ผมมาอยู่ด้วย ถึงผมจะจ่ายค่าเช่า แต่ห้องดีๆ แบบนี้ ค่าเช่าแค่นั้นมันเทียบไม่ได้เลย ผมอยากทำอะไรให้พี่บ้าง แต่... ผมดันทำพังซะนี่"
เขาเกาหัวตัวเองแกรกๆ ด้วยความเขินอาย
"ผมมันทำอาหารไม่เป็เลยจริงๆ ต้มมาม่าได้อย่างเดียว"
ผมมองความซื่อตรงของเขาแล้วรู้สึกหมั่นเขี้ยวจนอยากจะจับมาฟัดให้ช้ำ เด็กอะไรจะน่ารักได้ขนาดนี้วะ
ผมยื่นมือข้ามโต๊ะไปหาเขา ต้นหนาวสะดุ้งเล็กน้อยและหลับตาปี๋ เหมือนกลัวว่าผมจะเขกหัวเขา แต่ผมกลับทำเพียงแค่วางปลายนิ้วโป้งลงบนมุมปากของเขาเบาๆ เกลี่ยคราบน้ำซุปที่เลอะอยู่ออกให้อย่างนุ่มนวล
ต้นหนาวลืมตาขึ้นมองผมอย่างตกตะลึง ใบหน้าขาวใสซับสีเืขึ้นมาอย่างรวดเร็วลามไปถึงใบหู เขาอ้าปากค้างทำตัวไม่ถูก
ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเขา ริมฝีปากของผมกระตุกยิ้มบางๆ ที่มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้เห็น
"ไม่ต้องคิดมากเื่ตอบแทนหรอก"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง
"แต่มันมีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่นายต้องจำให้ขึ้นใจ"
"กะ... กฎอะไรครับ"
เขาถามเสียงสั่น ั์ตาสั่นไหวด้วยความประหม่า
ผมดึงมือกลับมา นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่สายตายังคงล็อกเป้าหมายอยู่ที่เขาอย่างไม่ลดละ
"ต่อไปนี้เื่ครัวห้ามจับ หน้าที่ทำอาหารเป็ของพี่..."
ผมเว้นจังหวะเล็กน้อย ให้คำพูดซึมซาบเข้าไปในสมองของเด็กดื้อตรงหน้า
"...ส่วนหนู มีหน้าที่กินอย่างเดียว เข้าใจไหม"
สรรพนามคำว่า 'หนู' ที่หลุดออกจากปากผมเป็ครั้งแรก ทำเอาต้นหนาวถึงกับช็อกค้างไปเลย ช้อนในมือของเขาแทบจะร่วงหล่นลงชามข้าวต้ม ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีกจนเหมือนจะมีควันพุ่งออกมาจากหู
"พะ... พี่คิริน! ทะ... ทำไมเรียกผมแบบนั้นเล่า ขนลุก"
เขาโวยวายตะกุกตะกัก ก้มหน้าก้มตาตักข้าวต้มเข้าปากรัวๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
ผมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก การได้แกล้งให้เด็กดื้อคนนี้เขินจนตัวบิด มันคือกำไรชีวิตที่คุ้มค่าที่สุดของผมแล้ว
"กินช้าๆ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก"
ผมเตือนด้วยความหวังดี แต่เขากลับยิ่งเคี้ยวเร็วขึ้นไปอีก
เช้าวันหยุดที่เริ่มต้นด้วยความปั่นป่วนและกลิ่นควันไหม้ กลับกลายเป็เช้าที่แสนหวานและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม (แม้ว่าผมจะยิ้มแค่ในใจก็ตาม) การมีต้นหนาวเข้ามาอยู่ในชีวิต ทำให้โลกที่เคยเงียบเหงาและเ็าของผม มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ผมตักข้าวต้มของตัวเองเข้าปากบ้าง รสชาติของมันอร่อยขึ้นกว่าปกติหลายเท่าตัว บางที... คงเป็เพราะบรรยากาศและคนร่วมโต๊ะที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ละมั้ง
ในขณะที่ต้นหนาวยังคงก้มหน้าก้มตากินเพื่อซ่อนความเขิน ผมก็เฝ้ามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาที่ยากจะปิดบัง
หนูไม่รู้ตัวหรอกต้นหนาว... ว่าหนูได้เข้ามาอยู่ในกำมือของพี่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
และพี่... จะไม่มีวันปล่อยให้หนูหนีไปไหนได้อีกตลอดชีวิต
ผมมองริมฝีปากบางที่มันวาวไปด้วยน้ำซุปนั่น แล้วลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก... ให้ตายเถอะ เห็นแล้วอยากจะจับมากินแทนข้าวต้มชะมัด!