ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 16 จับกลุ่ม


    วิหคร่างยักษ์บินร่อนลงสู่ขุนเขาหลักแห่งทิศบูรพา อากาศเย็นสบายพัดผ่านมาโดยไม่ขาดสาย ขุนเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านอาคม หากไม่สังเกตให้ดี จะดูเหมือนว่าขุนเขาแห่งนี้เป็นขุนเขารกร้างทั่วๆไป ข้าและกลุ่มของเมิ่งฉิงพากันลงมาจากวิหคของลู่จิน“ข้าส่งพวกเจ้าได้เพียงเท่านี้ หน้าที่ของข้าได้สิ้นสุดลงแล้วหวังว่าพวกเราจะได้พบเจอกันอีก”“หวังว่าจะได้พบกันอีกเช่นกัน!”พวกข้าตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันพวกเรายืนจับกลุ่มกันโดยไม่ไปไหน เหตุเป็นเพราะพวกข้าไม่รู้จักเส้นทางของขุนเขาหลักแห่งนี้ หากเดินออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะโดนอะไรทำร้ายก็เป็นได้ ใครจะไปรู้...ใช่หรือไม่? เงาร่างทั้งสองโผล่ออกมาจากที่ใดสักแห่ง พวกเขาเดินมาทางกลุ่มของข้าแล้วผายมือออกมาพร้อมๆกัน“ศิษย์สำนักหยางอิน เชิญทางนี้”พวกข้าพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะเดินตามร่างทั้งสองนั้นไป ด้านหน้าของข้าเป็นสะพานขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา เมื่อเดินทางข้ามผ่านโดยใช้สะพานแห่งนี้ ข้าก็พบว่า รอบข้างของขุนเขาหลักยังเต็มไปด้วยขุนเขาเล็กย่อยกระจัดกระจายกันไปในแต่ละทิศ ในแต่ละขุนเขาจะมีลักษณะที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก บ้างก็ยังคงเป็นฤดูหนาว บ้างก็ใบไม้ผลิ บ้างก็เป็นทะเลทราย บ้างก็เป็นภูเขาน้ำแข็งสายตาของข้าจ้องมองสองข้างทางโดยไม่ละสายตา ในใจก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเสียจนท้องไส้ปั่นป่วนไปเสียหมด เมิ่งฉิงและคนอื่นๆยังคงเหยียบอาการที่ตื่นเต้นเอาไว้จนมิด ในขณะที่ความตื่นเต้นของข้ามันหลุดออกมาจากสีหน้าของข้าแล้ว“จากตรงนี้ พวกท่านเดินตรงไปเรื่อยๆก็จะพบกับลานชุมนุม ลานชุมนุมกว้างตรงนั้นก็คือจุดรวมตัวกันของศิษย์ทุกสำนัก...เชิญ...”หลังจากเอ่ยจบประโยค ร่างของทั้งสองก็เลือนรางหายไปต่อหน้าต่อตา พวกข้าตกใจกันเล็กน้อยแต่ก็ยังสามารถประคับประคองสติของตนเองเอาไว้ได้ “พวกเรา ไปกันเถอะ!”“โอ้!”แขนของทั้งห้าคนพลันยกขึ้นสูงกันอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเขาจ้องหน้ากันไปมาครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา และเดินไปรวมตัวกับศิษย์สำนักอื่นๆในที่สุด ชายชราผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มนั่งอยู่บนก้อนเมฆขนาดกลาง เมฆก้อน นั้นอยู่ที่จุดศูนย์กลางของลานชุมนุม เขากระแอมไอออกมาก่อนจะ กล่าว“อะแฮ่ม! ยินดีกับพวกเจ้าที่ได้ถูกรับเลือกให้มาฝึกฝนที่ขุนเขา หลักแห่งนี้...” เสียงของผู้อาวุโสเริ่มเบาลงเรื่อยๆก่อนจะกลายเป็นเสียง...กรน?อาจารย์ของขุนเขาย่อยเห็นเข้าก็เอือมระอาเล็กน้อยก่อนจะ ตัดสินใจปลุกชายชราขึ้นมาในทันใด“ท่านผู้อาวุโสขอรับ...ท่านจะหลับตอนนี้ไม่ได้นะขอรับ” เขาพูดพลางใช้นิ้วสะกิดไปที่ไหล่ของชายชรา “หะ...อ้อ!”ชายชราสะดุ้งตัวด้วยความตกใจก่อนจะรีบปัดความง่วงงุนออกไปให้ไกลๆ “ข้าพูดถึงไหนแล้วนะ? อา...ใช่แล้ว สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งที่ฝึกปรือฝีมือและยังเป็นสถานที่ในการเลือกอาจารย์ของพวกเจ้าด้วย ในเมื่อได้เข้ามาแล้วก็จงขยัน! คนที่เคยขยันก็จงขยันขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ส่วนคนที่ไม่ทำอะไรเลยก็จะถูกคัดออกจากขุนเขา! ข้าพูดจบแล้วเชิญท่านอาจารย์เฟิ้ง!” ผู้อาวุโสผายมือไปทางอาจารย์เฟิ้งก่อนจะขี่เมฆไปยังที่ใดสักที่ อาจารย์เฟิ้งแอบยกมือกุมหัวของตนเล็กน้อย“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าเข้าสู่ขุนเขาหลักมาได้แล้ว ข้าจะแจกเสื้อผ้าของขุนเขาแห่งนี้ให้ทุกๆคน ภายในห่อผ้าข้าจะใส่ป้ายไม้บอกหมายเลขเอาไว้ ใครที่ได้เลขเดียวกันถือว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน จับกลุ่มกันแล้วก็พากันฝึกฝนพัฒนาฝีมือ เอาล่ะ แยกย้าย!” เมื่ออาจารย์เฟิ้งพูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อก่อนเดินจากไปจ้าวหลิวมองสำรวจลานชุมนุมมาครู่หนึ่งแล้ว เขารู้สึกถึงไอพลังบางอย่างจากข้างใต้ขุนเขาแห่งนี้ มันเป็นความรู้สึกที่น่าสะอิดสะเอียนเสียเป็นอย่างยิ่งหลางสังเกตเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของจ้าวหลิวก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้“เจ้าไม่สบายหรือ?” “เปล่า...ก็ไม่เชิง” จ้าวหลิวยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าของตน“แต่ท่าทางของเจ้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ เข้าไปพักก่อนดีหรือไม่?”ฮุ่ยหวงเองก็ถามจ้าวหลิวด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน จางเมิ่งฉิงมองบุคคลทั้งสามสนทนากันก็เกิดอยากร่วมวงสนทนาด้วยเช่นกัน“จ้าวหลิว ท่านเป็นอะไรหรือ?”เมิ่งฉิงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย ดูเหมือนว่าจ้าวหลิวคงไม่ได้กำลังจะเป็นลมหรือไม่สบายอยู่เป็นแน่ จ้าวหลิวพยายามหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ“นี่พวกเจ้า...ไม่รู้สึกอะไรกันเลยอย่างนั้นรึ?” จ้าวหลิวนิ่วหน้าพร้อมกับเอ่ยถามพวกเขาออกไป“เอ...ก็ไม่นี่”ทั้งสามตอบกลับมาโดยพร้อมเพรียงกันจะเป็นไปได้อย่างไร? ก็ความรู้สึกที่น่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้มันกำลังแผ่ขยายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนี่นา!“ช่างเถิด...” จ้าวหลิวโบกมือตัดบทสนทนาไปกลางคัน ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น“เอาล่ะ พวกเราเองก็รีบตามศิษย์คนอื่นๆกลับที่พักกันได้แล้ว!”หลางพูดพลางเอื้อมแขนไปกอดคอคนทั้งสามเอาไว้ก่อนจะลากไปยังที่พักของขุนเขาหลัก
    ที่พักเหล่านี้ถูกจับแยกชายและหญิงเหมือนกันกับที่พักของสำนักอื่นๆ นั่นจึงส่งผลให้เหลือข้าเป็นเพียงคนเดียวที่ถูกแยกออกจากกลุ่มของเมิ่งฉิงข้าหดหู่ไปครู่เดียวก็พยายามทำตัวกลับมาเป็นปกติดังเดิม แม้จะถูกแยกออกจากกลุ่มแต่ก็ยังดีที่ที่พักแห่งนี้ยังเป็นแบบแยกห้องกันค่อยสะดวกขึ้นมาหน่อย!
    ก๊อกๆ!“ห่อผ้าของเจ้า ข้าวางเอาไว้ที่หน้าประตูนะ!” เสียงเล็กแหลมตะโกนเข้ามาภายในห้องของข้า นางกล่าวจบประโยคก็รีบเดินหายจากไปในทันทีข้าเดินไปเปิดประตูและหยิบห่อผ้าเข้ามาภายในห้องนอน ข้าเปิดมันออกมาดูก็พบเข้ากับชุดกระโปรงสีขาวและป้ายไม้บอกหมายเลข“เลขห้า?”ถ้าเมิ่งฉิงได้เลขห้าเหมือนกันก็คงดี... ทางเรือนของฝั่งผู้ชายดูเหมือนจะคึกคักกันมากที่สุด เสียงพูดคุยของพวกเขาดังกระหึ่มขึ้นมาไม่ขาดสาย เนื่องมาจากว่าปีนี้มีผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง ดังนั้นรูปแบบการเข้าห้องพักจึงต้องพักกันเป็นกลุ่มๆเพื่อลดการใช้พื้นที่ของเรือนพัก ทุกๆคนต่างสาละวนอยู่กับห่อผ้าที่ได้รับมา พวกเขาดูตื่นเต้นในการลุ้นหมายเลขที่สุ่มวางในห่อผ้ากันเป็นอย่างมาก กลุ่มของเมิ่งฉิงพากันแยกเข้าห้องของตนไปแล้ว เหตุเพราะพวกเขาต้องการหลบหลีกความวุ่นวายภายในเรือนพัก หลางชักชวนทุกๆคนให้เปิดห่อผ้าออกมา ภายในห่อผ้ามีชุดเสื้อผ้าอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ก่อนจะพบเจอป้ายไม้เล็กๆวางไว้ข้างๆกับชุดด้วยเช่นกัน“นี่! พวกเจ้าได้เลขอะไรกันบ้าง? มาเล่าสู่กันฟังหน่อย เร็วเข้า!” หลางพูดพลางกวักมือเรียกพวกของตนทุกๆคนจึงตัดสินใจหยิบป้ายไม้ออกมาลุ้นพร้อมๆกัน แต่ละคนหยิบป้ายไม้ประจำตัวขึ้นมาและเดินมารวมตัวกัน กลุ่มคนขนาดย่อมยืนสุมหัวกันอยู่ ในมือของพวกเขาต่างก็ถือป้ายไม้เอาไว้ “เปิดเลย!”“โอ้ว!”ทุกคนส่งเสียงขานรับกันอย่างฮึกเหิมก่อนจะหงายป้ายไม้ออกเพื่อดูตัวเลข หลางได้เลขสิบสามหวงได้เลขสองเมิ่งฉิงได้เลขเก้าส่วนจ้าวหลิว...ได้เลขห้าทั้งสี่มองหน้ากันไปมาแบบเงียบเชียบก่อนจะถอนหายใจออกมา “เป็นอย่างที่ลู่จินกล่าวเอาไว้ไม่มีผิด...” หลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลด“ข้าว่าแล้วว่าพวกเราต้องได้แยกกัน” หวงพูดพลางทำหน้าสิ้นหวังไปพลางเมิ่งฉิงมองทั้งสองไปมาด้วยท่าทีที่ร้อนรน “พวกท่านอย่ากังวลไปเลย! อย่างไรเสียพวกเราก็พักอยู่ในห้องเดียวกันอยู่ดี ใช่หรือไม่?”
    เมิ่งฉิงพยายามเอ่ยปลอบหลางและหวง “นั่นสิ พวกข้าทำให้เด็กชายเช่นเจ้าต้องลำบากใจเสียแล้ว” หวงเอ่ยตอบ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้นมาเล็กน้อย จ้าวหลิวปรายตามองห่างๆก่อนจะปลีกตัวไปจองเตียงของตน“เอาล่ะ พวกเจ้าจะเศร้าโศกไปไย? รีบๆมาจัดแจงข้าวของแล้วพักผ่อนกันเสียที!”จ้าวหลิวพูดกระแทกเสียงไปหนหนึ่ง ทว่าพวกเขากลับส่งยิ้มที่กว้างมากๆมาให้เขาแทน‘น่าขยะแขยงชะมัด!’สิ้นความนึกคิดของตน ขนแขนของจ้าวหลิวก็พลันลุกชันขึ้นมาทันที... ศิษย์จากสำนักต่างๆพากันแยกย้ายไปพักผ่อน แม้วันแรกจะไม่มีอะไรให้ทำมากมาย แต่ในวันพรุ่งนี้ก็ต้องเริ่มจับกลุ่มและพากันฝึกฝน ช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้ากำลังจะคลืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ข้าชักอยากจะกลับไปที่โลกเดิมของข้ามากขึ้นทุกวันเสียแล้วสิข้านั่งซึมบนเตียงไม้ก่อนจะเอนตัวลง ดวงตากลมโตค่อยๆปิดลงอย่างเชื่องช้าก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราลงไปในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกันรอยร้าวที่กำไลหยกของเด็กสาวก็ส่องแสงสีเขียวมรกตขึ้นมาครู่หนึ่ง ฉับพลันรอยร้าวที่เคยเกิดขึ้นก็ได้สมานตัวกันอย่างรวดเร็วบานหน้าต่างไม้ที่ถูกเปิดรับลมอยู่ ได้มีเงาร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้น ก่อนที่จะเลือนหายไปอย่างช้าๆ ทิ้งไว้เพียงแค่ขนนกเส้นหนึ่งเท่านั้น...
    รุ่งสางของวันใหม่ที่สดใสได้ปลุกให้ทุกคนตื่นจากการหลับใหล ศิษย์ชายและหญิงต่างลุกขึ้นมาเตรียมตัวและไปรวมตัวกันอีกครั้งที่ลานชุมนุม ทุกคนมีสีหน้าที่ตื่นเต้นกับการจับกลุ่มในครั้งนี้เป็นอย่างมาก บ้างก็หวังว่าจะเจอผู้ที่มีฝีมือทัดเทียมกับตน บ้างก็หวังให้มีหนุ่มหล่อสาวงามอยู่ในกลุ่มยกเว้นข้าที่เดินคอตกมารวมตัวกับทุกๆคน เช้าวันนี้คงไม่ใช่วันที่สดใสสำหรับข้าเป็นแน่แท้...“เอาล่ะ! หยุดความตื่นเต้นดีใจของพวกเจ้าเอาไว้แต่เพียงเท่านี้!” เสียงตะโกนของอาจารย์เฟิ้งดังก้องไปทั่วลานชุมนุม เสียงของท่านผู้นี้ฟังดูแล้วราวกับใช้ไมค์โครโฟนเป็นตัวช่วยในการกระจายเสียงของตนก็ไม่เชิง อาจารย์เฟิ้งเดินขึ้นไปยังแท่นหินขนาดย่อมที่ถูกยกสูงขึ้นมาจากพื้น เขากระแอมไอสองสามครั้งก่อนจะเอ่ย“ทางซ้ายมือของพวกเจ้าจะมีป้ายไม้ขนาดใหญ่บอกตัวเลขตั้งอยู่ในแต่ละจุด ผู้ใดได้หมายเลขอะไรก็ให้ไปยืนด้านหน้าของป้ายตามตัวเลขที่ได้รับ เริ่มได้!” เสียงฝีเท้าพลันดังขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ด้วยความที่ร่างที่ข้าใช้อาศัยอยู่เป็นร่างของเด็กน้อย ดังนั้นหากจะถููกผู้อื่นเหยียบเข้า ข้าก็คงไม่แปลกใจนัก
    ร่างเล็กเอนไปเอนมาไปทั่วทุกสารทิศ หลายครั้งหลายคราที่นางเกือบถูกผู้อื่นเหยียบเข้า หลังจากที่ข้าทนดูนางอยู่นานสองนาน ในที่สุดข้าก็พ่ายแพ้ให้กับความน่าสงสารในตัวนาง ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะตัดสินใจเดินไปลากตัวนางให้ออกมาจากดงคนป่าเถื่อนเหล่านั้นมือใหญ่ฉวยจับคอเสื้อของเด็กสาวได้ไม่ทันไร เขาก็กระชากตัวของนางให้หลุดออกจากวงโคจรคนป่าเถื่อนเหล่านั้นทันที สายตากลมโตหันมองเขาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ดูเป็นมิตรมากขึ้น“จ้าวหลิว!” นางเรียกชื่อของข้าพลันแสดงอากัปกิริยาเสมือนเด็กน้อยที่ได้รับของเล่นข้าปรายตามองนางด้วยความรำคาญก่อนจะเอ่ยถามออกไป“เจ้าได้หมายเลขอะไร?”“ข้าได้เลขห้า แต่ข้าหาป้ายไม้อันใหญ่ที่เขียนว่าเลขห้าไม่เจอ” นางพูดพลางทำตัวน่าสงสารขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวใดก็ล้วนแล้วแต่มีมารยาเป็นของตนเองกันใช่หรือไม่? ข้าไร้ซึ่งคำพูดใดๆก่อนจะลากนางให้ตามข้ามาติดๆ แม้จะใจชื้นขึ้นมาบ้างที่มีคนรู้จักอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ทว่านางเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด แม้กระทั่งพลังปราณธาตุของนางที่ถือครองอยู่ก็เล่นครอบครองทีเดียวถึงหกธาตุด้วยกัน...เฮ้อ!“ฮัดเช่ย!” ร่างเล็กจามออกมาคราหนึ่งก็พลันสั่นสะท้านจนตัวโยน ข้าเห็นเข้าก็เกือบหลุดหัวเราะออกมา“เจ้านินทาข้ารึ?” เด็กสาวเอ่ยถาม“เปล่า” “เช่นนั้นก็แล้วไป”นางทำท่าทีที่ไม่สนใจข้าก่อนจะเดินไปตามทางและใบหน้าเล็กๆของนางก็หันมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ
    ป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่ปรากฏตัวอักษรจีนหมายเลขห้าตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าของข้า ข้าเงยหน้ามองมันขึ้นไปจนสุดสายตาก่อนจะหันกลับมามองรอบข้างก็พบเข้ากับบุคคลอีกสองคนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว“เด็กหนุ่มหนึ่งคนกับยัยเปี๊ยกหนึ่งคน?”หญิงสาวผู้ครอบครองภูผาลูกใหญ่ทั้งสองลูกเอ่ยทักขึ้น รูปร่างของนางก็ถือว่าเป็นสาวงามในใต้หล้าคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทว่าปากของนางนั้นราวกับเลี้ยงสุนัขเอาไว้นับแสนตัว“ไม่เอาน่า! เจ้าควรจะผูกมิตรกับพวกเขาเอาไว้สิ อยู่กลุ่มเดียวกันก็ต้องสามัคคีกันเข้าไว้ เข้าใจหรือไม่?”ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางตักเตือนนางด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง ใบหน้าของเขางามเสียจนข้าแยกไม่ออกว่าเขาเป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่ ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ข้าจ้องมองเขา ชายหนุ่มผู้นั้นส่งยิ้มให้ข้าเล็กน้อยก่อนเริ่มบทสนทนา“ข้าแซ่หมิงชื่อซิน พวกเจ้าจะเรียกชื่อของข้าเฉยๆก็ได้นะ”เขาพูดพลางเอ่ยยิ้มก่อนจะหันไปทางสาวงามปากปีจอ“เจ้าเองก็แนะนำตัวเสียสิ”“ก็ได้!” นางทำเสียงฮึดฮัดขึ้นมา“ข้าเฟิงมี่” นางแนะนำตัวขึ้นมาอย่างห้วนๆก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น ทำตัวเสียชื่อเฟิงมี่[1]เป็นอย่างมากเลยแม่นาง... หมิงซินเหนื่อยใจเล็กน้อยก่อนจะชักชวนให้พวกข้าแนะนำตัวออกไปบ้าง“ข้าจางหลี่หลิน” “ชื่อเพราะดีนะสาวน้อย” เขาพูดพลางอมยิ้มไปพลาง“แล้วเด็กหนุ่มท่านนี้?”“จ้าวหลิว” ฉับพลันบรรยากาศมาคุก็เกิดขึ้นท่ามกลางคนทั้งสี่ หนักใจเสียจริง เมื่อความอึดอัดเกิดขึ้น ข้าจึงพยายามเสมองไปทางกลุ่มอื่นๆว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ปรากฏว่า...ทุกๆกลุ่มปรองดองสมานฉันท์กันดี เว้นแต่เพียงกลุ่มของข้าที่ต่างคนต่างไม่พูดอะไรขึ้นมาอีก จนกระทั่งถึงเวลาแยกย้ายกันกลับเรือนพัก...


    [1] เฟิงมี่ ( 蜂蜜 ) แปลว่าน้ำผึ้งค่ะ ในที่นี้หลี่หลินของเราพยายามเหน็บแนมสาวงามนามเฟิงมี่ ผู้ครอบครองปากปีจอนั่นเองค่ะ(?)

    นิยายแนะนำ

    บัลลังก์เพลิงมาร ( มหายุทธบัลลังก์สวรรค์ ภาค 2 ) (天焰魔座) Throne of Demonic Fire โดย กิมจ๊อ 金橘

    บัลลังก์เพลิงมาร ( มหายุทธบัลลังก์สวรรค์ ภาค 2 ) (天焰魔座) Throne of Demonic Fire โดย กิมจ๊อ 金橘

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1K 14
    ผมถูกเพื่อนที่เชื่อใจหลอกไปฆ่า เลยใช้กิฟต์สุ่มกาชาพาพวกพ้องเลเวล 9999 กลับมาล้างแค้น

    ผมถูกเพื่อนที่เชื่อใจหลอกไปฆ่า เลยใช้กิฟต์สุ่มกาชาพาพวกพ้องเลเวล 9999 กลับมาล้างแค้น

    นิยาย แฟนตาซี
    357 28
    ย้อนรอยสัมพันธ์สวาท

    ย้อนรอยสัมพันธ์สวาท

    นิยาย อีโรติก
    519 10
    มรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก

    มรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    316 16
    หนีร้ายอุ้มรัก

    หนีร้ายอุ้มรัก

    นิยาย รัก
    3K 33
    สวนท้อสวรรค์ของเหยาจี (มี E-book)

    สวนท้อสวรรค์ของเหยาจี (มี E-book)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    7K 93
    กันต์กับเกมออนไลน์

    กันต์กับเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    6K 40
    ย้อนเวลามาเป็นราชาซอมบี้

    ย้อนเวลามาเป็นราชาซอมบี้

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    21K 42
    ยอดคัมภีร์มาเฟีย

    ยอดคัมภีร์มาเฟีย

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    264 3
    นางพราย กระหายรัก

    นางพราย กระหายรัก

    นิยาย อีโรติก
    444 22