ที่พักเหล่านี้ถูกจับแยกชายและหญิงเหมือนกันกับที่พักของสำนักอื่นๆ นั่นจึงส่งผลให้เหลือข้าเป็นเพียงคนเดียวที่ถูกแยกออกจากกลุ่มของเมิ่งฉิงข้าหดหู่ไปครู่เดียวก็พยายามทำตัวกลับมาเป็นปกติดังเดิม แม้จะถูกแยกออกจากกลุ่มแต่ก็ยังดีที่ที่พักแห่งนี้ยังเป็นแบบแยกห้องกันค่อยสะดวกขึ้นมาหน่อย!
ก๊อกๆ!“ห่อผ้าของเจ้า ข้าวางเอาไว้ที่หน้าประตูนะ!” เสียงเล็กแหลมตะโกนเข้ามาภายในห้องของข้า นางกล่าวจบประโยคก็รีบเดินหายจากไปในทันทีข้าเดินไปเปิดประตูและหยิบห่อผ้าเข้ามาภายในห้องนอน ข้าเปิดมันออกมาดูก็พบเข้ากับชุดกระโปรงสีขาวและป้ายไม้บอกหมายเลข“เลขห้า?”ถ้าเมิ่งฉิงได้เลขห้าเหมือนกันก็คงดี... ทางเรือนของฝั่งผู้ชายดูเหมือนจะคึกคักกันมากที่สุด เสียงพูดคุยของพวกเขาดังกระหึ่มขึ้นมาไม่ขาดสาย เนื่องมาจากว่าปีนี้มีผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง ดังนั้นรูปแบบการเข้าห้องพักจึงต้องพักกันเป็นกลุ่มๆเพื่อลดการใช้พื้นที่ของเรือนพัก ทุกๆคนต่างสาละวนอยู่กับห่อผ้าที่ได้รับมา พวกเขาดูตื่นเต้นในการลุ้นหมายเลขที่สุ่มวางในห่อผ้ากันเป็นอย่างมาก กลุ่มของเมิ่งฉิงพากันแยกเข้าห้องของตนไปแล้ว เหตุเพราะพวกเขาต้องการหลบหลีกความวุ่นวายภายในเรือนพัก หลางชักชวนทุกๆคนให้เปิดห่อผ้าออกมา ภายในห่อผ้ามีชุดเสื้อผ้าอาภรณ์สีขาวสะอาดตา ก่อนจะพบเจอป้ายไม้เล็กๆวางไว้ข้างๆกับชุดด้วยเช่นกัน“นี่! พวกเจ้าได้เลขอะไรกันบ้าง? มาเล่าสู่กันฟังหน่อย เร็วเข้า!” หลางพูดพลางกวักมือเรียกพวกของตนทุกๆคนจึงตัดสินใจหยิบป้ายไม้ออกมาลุ้นพร้อมๆกัน แต่ละคนหยิบป้ายไม้ประจำตัวขึ้นมาและเดินมารวมตัวกัน กลุ่มคนขนาดย่อมยืนสุมหัวกันอยู่ ในมือของพวกเขาต่างก็ถือป้ายไม้เอาไว้ “เปิดเลย!”“โอ้ว!”ทุกคนส่งเสียงขานรับกันอย่างฮึกเหิมก่อนจะหงายป้ายไม้ออกเพื่อดูตัวเลข หลางได้เลขสิบสามหวงได้เลขสองเมิ่งฉิงได้เลขเก้าส่วนจ้าวหลิว...ได้เลขห้าทั้งสี่มองหน้ากันไปมาแบบเงียบเชียบก่อนจะถอนหายใจออกมา “เป็นอย่างที่ลู่จินกล่าวเอาไว้ไม่มีผิด...” หลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลด“ข้าว่าแล้วว่าพวกเราต้องได้แยกกัน” หวงพูดพลางทำหน้าสิ้นหวังไปพลางเมิ่งฉิงมองทั้งสองไปมาด้วยท่าทีที่ร้อนรน “พวกท่านอย่ากังวลไปเลย! อย่างไรเสียพวกเราก็พักอยู่ในห้องเดียวกันอยู่ดี ใช่หรือไม่?”
เมิ่งฉิงพยายามเอ่ยปลอบหลางและหวง “นั่นสิ พวกข้าทำให้เด็กชายเช่นเจ้าต้องลำบากใจเสียแล้ว” หวงเอ่ยตอบ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้นมาเล็กน้อย จ้าวหลิวปรายตามองห่างๆก่อนจะปลีกตัวไปจองเตียงของตน“เอาล่ะ พวกเจ้าจะเศร้าโศกไปไย? รีบๆมาจัดแจงข้าวของแล้วพักผ่อนกันเสียที!”จ้าวหลิวพูดกระแทกเสียงไปหนหนึ่ง ทว่าพวกเขากลับส่งยิ้มที่กว้างมากๆมาให้เขาแทน‘น่าขยะแขยงชะมัด!’สิ้นความนึกคิดของตน ขนแขนของจ้าวหลิวก็พลันลุกชันขึ้นมาทันที... ศิษย์จากสำนักต่างๆพากันแยกย้ายไปพักผ่อน แม้วันแรกจะไม่มีอะไรให้ทำมากมาย แต่ในวันพรุ่งนี้ก็ต้องเริ่มจับกลุ่มและพากันฝึกฝน ช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้ากำลังจะคลืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ข้าชักอยากจะกลับไปที่โลกเดิมของข้ามากขึ้นทุกวันเสียแล้วสิข้านั่งซึมบนเตียงไม้ก่อนจะเอนตัวลง ดวงตากลมโตค่อยๆปิดลงอย่างเชื่องช้าก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราลงไปในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกันรอยร้าวที่กำไลหยกของเด็กสาวก็ส่องแสงสีเขียวมรกตขึ้นมาครู่หนึ่ง ฉับพลันรอยร้าวที่เคยเกิดขึ้นก็ได้สมานตัวกันอย่างรวดเร็วบานหน้าต่างไม้ที่ถูกเปิดรับลมอยู่ ได้มีเงาร่างสูงโปร่งปรากฏตัวขึ้น ก่อนที่จะเลือนหายไปอย่างช้าๆ ทิ้งไว้เพียงแค่ขนนกเส้นหนึ่งเท่านั้น...
รุ่งสางของวันใหม่ที่สดใสได้ปลุกให้ทุกคนตื่นจากการหลับใหล ศิษย์ชายและหญิงต่างลุกขึ้นมาเตรียมตัวและไปรวมตัวกันอีกครั้งที่ลานชุมนุม ทุกคนมีสีหน้าที่ตื่นเต้นกับการจับกลุ่มในครั้งนี้เป็นอย่างมาก บ้างก็หวังว่าจะเจอผู้ที่มีฝีมือทัดเทียมกับตน บ้างก็หวังให้มีหนุ่มหล่อสาวงามอยู่ในกลุ่มยกเว้นข้าที่เดินคอตกมารวมตัวกับทุกๆคน เช้าวันนี้คงไม่ใช่วันที่สดใสสำหรับข้าเป็นแน่แท้...“เอาล่ะ! หยุดความตื่นเต้นดีใจของพวกเจ้าเอาไว้แต่เพียงเท่านี้!” เสียงตะโกนของอาจารย์เฟิ้งดังก้องไปทั่วลานชุมนุม เสียงของท่านผู้นี้ฟังดูแล้วราวกับใช้ไมค์โครโฟนเป็นตัวช่วยในการกระจายเสียงของตนก็ไม่เชิง อาจารย์เฟิ้งเดินขึ้นไปยังแท่นหินขนาดย่อมที่ถูกยกสูงขึ้นมาจากพื้น เขากระแอมไอสองสามครั้งก่อนจะเอ่ย“ทางซ้ายมือของพวกเจ้าจะมีป้ายไม้ขนาดใหญ่บอกตัวเลขตั้งอยู่ในแต่ละจุด ผู้ใดได้หมายเลขอะไรก็ให้ไปยืนด้านหน้าของป้ายตามตัวเลขที่ได้รับ เริ่มได้!” เสียงฝีเท้าพลันดังขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ด้วยความที่ร่างที่ข้าใช้อาศัยอยู่เป็นร่างของเด็กน้อย ดังนั้นหากจะถููกผู้อื่นเหยียบเข้า ข้าก็คงไม่แปลกใจนัก
ร่างเล็กเอนไปเอนมาไปทั่วทุกสารทิศ หลายครั้งหลายคราที่นางเกือบถูกผู้อื่นเหยียบเข้า หลังจากที่ข้าทนดูนางอยู่นานสองนาน ในที่สุดข้าก็พ่ายแพ้ให้กับความน่าสงสารในตัวนาง ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะตัดสินใจเดินไปลากตัวนางให้ออกมาจากดงคนป่าเถื่อนเหล่านั้นมือใหญ่ฉวยจับคอเสื้อของเด็กสาวได้ไม่ทันไร เขาก็กระชากตัวของนางให้หลุดออกจากวงโคจรคนป่าเถื่อนเหล่านั้นทันที สายตากลมโตหันมองเขาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ดูเป็นมิตรมากขึ้น“จ้าวหลิว!” นางเรียกชื่อของข้าพลันแสดงอากัปกิริยาเสมือนเด็กน้อยที่ได้รับของเล่นข้าปรายตามองนางด้วยความรำคาญก่อนจะเอ่ยถามออกไป“เจ้าได้หมายเลขอะไร?”“ข้าได้เลขห้า แต่ข้าหาป้ายไม้อันใหญ่ที่เขียนว่าเลขห้าไม่เจอ” นางพูดพลางทำตัวน่าสงสารขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวใดก็ล้วนแล้วแต่มีมารยาเป็นของตนเองกันใช่หรือไม่? ข้าไร้ซึ่งคำพูดใดๆก่อนจะลากนางให้ตามข้ามาติดๆ แม้จะใจชื้นขึ้นมาบ้างที่มีคนรู้จักอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่ทว่านางเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด แม้กระทั่งพลังปราณธาตุของนางที่ถือครองอยู่ก็เล่นครอบครองทีเดียวถึงหกธาตุด้วยกัน...เฮ้อ!“ฮัดเช่ย!” ร่างเล็กจามออกมาคราหนึ่งก็พลันสั่นสะท้านจนตัวโยน ข้าเห็นเข้าก็เกือบหลุดหัวเราะออกมา“เจ้านินทาข้ารึ?” เด็กสาวเอ่ยถาม“เปล่า” “เช่นนั้นก็แล้วไป”นางทำท่าทีที่ไม่สนใจข้าก่อนจะเดินไปตามทางและใบหน้าเล็กๆของนางก็หันมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ
ป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่ปรากฏตัวอักษรจีนหมายเลขห้าตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าของข้า ข้าเงยหน้ามองมันขึ้นไปจนสุดสายตาก่อนจะหันกลับมามองรอบข้างก็พบเข้ากับบุคคลอีกสองคนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว“เด็กหนุ่มหนึ่งคนกับยัยเปี๊ยกหนึ่งคน?”หญิงสาวผู้ครอบครองภูผาลูกใหญ่ทั้งสองลูกเอ่ยทักขึ้น รูปร่างของนางก็ถือว่าเป็นสาวงามในใต้หล้าคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทว่าปากของนางนั้นราวกับเลี้ยงสุนัขเอาไว้นับแสนตัว“ไม่เอาน่า! เจ้าควรจะผูกมิตรกับพวกเขาเอาไว้สิ อยู่กลุ่มเดียวกันก็ต้องสามัคคีกันเข้าไว้ เข้าใจหรือไม่?”ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางตักเตือนนางด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง ใบหน้าของเขางามเสียจนข้าแยกไม่ออกว่าเขาเป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่ ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ข้าจ้องมองเขา ชายหนุ่มผู้นั้นส่งยิ้มให้ข้าเล็กน้อยก่อนเริ่มบทสนทนา“ข้าแซ่หมิงชื่อซิน พวกเจ้าจะเรียกชื่อของข้าเฉยๆก็ได้นะ”เขาพูดพลางเอ่ยยิ้มก่อนจะหันไปทางสาวงามปากปีจอ“เจ้าเองก็แนะนำตัวเสียสิ”“ก็ได้!” นางทำเสียงฮึดฮัดขึ้นมา“ข้าเฟิงมี่” นางแนะนำตัวขึ้นมาอย่างห้วนๆก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น ทำตัวเสียชื่อเฟิงมี่[1]เป็นอย่างมากเลยแม่นาง... หมิงซินเหนื่อยใจเล็กน้อยก่อนจะชักชวนให้พวกข้าแนะนำตัวออกไปบ้าง“ข้าจางหลี่หลิน” “ชื่อเพราะดีนะสาวน้อย” เขาพูดพลางอมยิ้มไปพลาง“แล้วเด็กหนุ่มท่านนี้?”“จ้าวหลิว” ฉับพลันบรรยากาศมาคุก็เกิดขึ้นท่ามกลางคนทั้งสี่ หนักใจเสียจริง เมื่อความอึดอัดเกิดขึ้น ข้าจึงพยายามเสมองไปทางกลุ่มอื่นๆว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ปรากฏว่า...ทุกๆกลุ่มปรองดองสมานฉันท์กันดี เว้นแต่เพียงกลุ่มของข้าที่ต่างคนต่างไม่พูดอะไรขึ้นมาอีก จนกระทั่งถึงเวลาแยกย้ายกันกลับเรือนพัก...
[1] เฟิงมี่ ( 蜂蜜 ) แปลว่าน้ำผึ้งค่ะ ในที่นี้หลี่หลินของเราพยายามเหน็บแนมสาวงามนามเฟิงมี่ ผู้ครอบครองปากปีจอนั่นเองค่ะ(?)