ณ ตรอกแห่งหนึ่งของหมู่บ้านที่มอดไหม้กลายเป็เถ่าถานนั้น ได้มีชายร่างใหญ่คนหนึ่งนั่งพิงกําแพงของบ้านที่กลายเป็ตอตะโกอยู่ด้วยท่าทางที่หมดสภาพกับชายร่างใหญ่พอๆกันอีกคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาชายคนนั้นพร้อมกับหักมือไปมากำหมัดเอาไว้แน่นเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปปิดฉากกับชายคนนั้น
“เฮ้ยๆ อะไรกันมีดีแค่นี้เองงั้นเหรอ ทีแรกนึกว่าจะมีดีแค่ไหน ที่แท้ก็แค่พวกโชคดีหนีรอดมาได้เฉยๆเองสินะ”
กังที่เดินเข้าไปใกล้เฟยที่หมดสภาพได้ใช้มือซ้ายของเขายื่นเข้าไปกระชากคอเสื้อของเฟยอย่างแรงแล้วยกตัวเขาขึ้นมาให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ พร้อมกับได้กำหมัดขวาเอาไว้แน่นแล้วง่างแขนไปด้านหลังเตรียมพร้อมที่จะชกออกไปได้ทุกเมื่อ
“พอดีเลย ในระหว่างรอการติดต่อจากศูนย์ใหญ่ขอเล่นสนุกกับแกข้ามเวลาสักหน่อยเถอะ!”
กังที่พูดออกมาแบบนั้นได้ปล่อยหมัดขวาที่ง่างอยู่ออกไปพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเฟยที่อยู่ตรงหน้าอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
ตึ้ง! เสียงของหมัดที่เข้าปะทะอย่างแรง แต่ทว่าสิ่งที่มันปะทะเข้าไปนั้นไม่ใช้ใบหน้าของเฟยแต่กับเป็มือของเขาที่ยกขึ้นมาป้องกันเอาไวได้ทันก่อนที่หมัดนั้นจะมาถึงตัวเขา
“ฮือ!ยังมีแรงเหลืออยู่สินะ ถ้างั้นก็ดี! มันจะได้ไม่หน้าเบื่อมากเกินไป”
กังได้ออกแรงดันหมัดที่เฟยนั้นจับเอาไว้หวังว่าจะใช้แรงอันมหาสารของตัวเขาดันมือของเฟยนั้นให้กระเด็นออกไป ครืน~ แต่ทว่าไม่ว่าตัวเขาจะออกแรงดันมากแค่ไหนก็ตามมือของเฟยนั้นก็ไม่ขยับไปจากที่ตรงนั้นเลย
(...อะ...อะไรกัน...แรงของข้าดันมันไปไม่ได้งั้นเหรอ...เป็ไปไม่ได้หรอกเื่แบบนี้น่ะ!)
กังได้เพิ่มแรงดันหมัดของตนมากยิ้งขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ว่าตัวเขาจะออกแรงมากแค่ไหนมือของเฟยที่จับอยู่นั้นก็ไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว
(ชิ!...ถ้าเป็แบบนี้ล่ะก็)
กังได้ปล่อยมือซ้ายที่จับคอเสื่อของเฟยออก แล้วกำหมัดชกออกไปเข้าใส่ท้องของเฟยในทันที
ครืน~ แต่ทว่าเฟยนั้นก็ได้โยกตัวหลบได้อย่างง่ายดาย
“อะไรกัน!”
กังที่ตกตะลึงกับการที่เฟยที่น่าจะหมดสภาพไปแล้วนั้นหลบหมัดของเขาได้จนสตั้นไปคู่หนึ่ง เฟยที่เห็นแบบนั้นจึงได้ใช้โอกาศนี้ในการกำหมัดที่ยังว่างอยู่แล้วชกส่วนกลับไปเข้าใส่กังในทันที
ตึ้ง! หมัดของเฟยได้ปะทะเข้ากับใบหน้าของกังอย่างแรง จนใบหน้านั้นกลายเป็รอยช้ำรูปหมัดของเฟยที่มาพร้อมกับจมูกของกังที่หักไปและมีเืกำเดาทะลักออกมาเป็จำนวนมาก
“อา...”
กังที่โดนหมัดของเฟยเข้าไปถึงกับทรงตัวไม่อยู่แล้วกำลังจะล้มลงไปกองกับพื้น
กึก! แต่เฟยนั้นก็ไม่ยอมให้เป็แบบนั้น ตัวเขาได้ใช้มือของตนที่ก่อนหน้านี้นั้นรับหมัดของกังอยู่ยื่นเข้ามากระชากคอเสื้อของกังเอาไว้เหมือนกับที่ตัวเขานั้นเคยโดน หลังจากนั้นก็ใช้มือนั้นดึงตัวกังที่กำลังจะล้มลงให้ยกขึ้นมาเหนือพื้น
“ฝ่ายที่จะถูกเล่นน่ะ คือแกต่างหาก!”
เฟยที่พูดออกมาด้วยใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวได้กำหมัดอีกข้างเอาไว้แน่นง่างมันไปที่ด้านหลังแล้วชกออกไปรั่วหมัดเข้าใส่ใบหน้าของกังที่อยู่ตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
“นี่คือ...ส่วนของลูกสาวของฉัน!”
เฟยนั้นได้หยุดมือลงปรากฎให้เห็นใบหน้าของกังที่เต็มไปด้วยรอยชํ้าฟันที่กระเด็นหายไปและใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปจนแทบจะไม่เหลือรูปร่างเดิมอยู่แล้ว
“จบกันแค่นี้แหละ!”
เฟยได้ะโออกมาพร้อมกับง่างหมัดสุดท้ายชกออกไปสุดแรง
ปัง!ะุพลังงานสีฟ้าได้ลอยเข้ามาจากทางเข้าของตรอกแห่งนี้ พุ่งตรงเข้ามาปะทะเข้ากับหมัดของเฟยที่กำลังพุ่งเข้าหาใบหน้ากังจนหมัดนั้นกระเด็นเปลี่ยนทิศทางออกไปชนเข้ากับกำแพงบ้านที่อยู่ใกล้ๆแทน
ตึ้ง! หมัดของเฟยที่ปะทะเข้ากับกำแพงของบ้านนั้นได้ทำให้กำแพงทะลุกลายเป็รูขนาดใหญ่พอๆกันกับกำปันของตัวเขา
เฟยที่หันมองไปทางหมัดของตนที่เต็มไปด้วยรอยไหม้ราวกับว่าพึ่งจะผ่านกองไฟมาไม่มีผิด
“นี่มัน?...”
“เอาล่ะเล่นกันพอแค่นั้นแหละ”
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งได้ดังขึ้นมาจากทิศทางที่ะุพลังงานนั้นถูกยิงออกมา
เฟยที่ได้ยินเสียงนั้นจึงได้หันไปมองยังทิศทางของเสียงนั้น ตัวเขาได้พบเข้ากับชายคนหนึ่งที่สะพายปืนสีขาวหลากหลายกระบอกที่ตัวเขานั้นไม่เคยเห็นมาก่อนเอาไว้บนหลังของตน และมีกระบอกหนึ่งที่ถืออยู่ในมือขวากำลังหันมาทางตัวเขาพร้อมกับควันที่ลอยออกมาจากปากกระบอกนั้นด้วย
“โฮ่!ถึงจะปรับพลังงานตํ่าเอาไว้ก็จริง แต่โดนเข้าไปจังๆแบบนั้นแล้วยังไม่ร้องออกมาด้วยความเ็ปแต่กับยังคงยืนอยู่ได้แบบนี้ สีมือไม่เลวเลยนิ”
ชุนฝูที่พูดออกมาอย่างใจเย็นได้เดินเข้ามาใกล้เฟยเข้ามาเลื่อยๆ
“เอาล่ะวางไอ้บ้านั้นลงซะ แล้วก็ถอยออกไปซัก5ก้าวด้วย”
ชุนฝูที่พูดออกมาได้ปรับความแรงของปื่นที่ถืออยู่ให้เพิ่มขึ้นอีก2ระดับ ก่อนที่จะกระดิกปากกระบอกปืนขึ้นลงเล็กน้อยเพื่อเป็สัญญาณบอกเฟยว่าถ้าไม่ทำตามล่ะก็ได้โดนอีกสักนัดแน่และครั้งนี้จะไม่ใช้แค่รอยไหม้หรอกนะ
“ชิ...”
เฟยที่ไม่มีทางเลือกจึงจำใจโยนร่างของกังที่หมดสติอยู่ลงไปที่พื้น ก่อนที่จะเดินถอยออกมา5ก้าวด้วยความจำใจพร้อมกับความคิดในหัวว่าถ้าเกิดมาตายลงที่นี่ล่ะก็การล้างแค้นให้กับลูกสาวนั้นก็จะไม่สำเร็จเพราะงั้นในตอนนี้นั้นจำเป็ที่จะต้องทำตามที่มันบอกและรอคอยจังหวะเท่านั้น
ชุนฝูที่เห็นเฟยนั้นถอยออกไปได้เดินเข้ามาต่อแล้วจนหยุดลงอยู่ตรงหน้าของกังที่หมดสติอยู่
“เฮ้ย!จะนอนไปถึงเมื่อไหร รีบๆตื่นขึ้นมาได้แล้ว”
ชุนฝูได้เตะเข้าไปที่ท้องของกังอย่างแรง ตึ้ง!
“อา!...แค่กๆ...แค่กๆ...”
กังที่โดนเตะเข้าไปอย่างแรงได้ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับได้กระอักเลือกออกมาเป็จำนวนมากด้วย
“หึ! สภาพดูไม่ได้เลยนะเ้าั์”
“หุบปากไปเลยน่า….แค่ประมาทไปก็เท่านั้นเอง”
กังที่หงุดหงิดได้เดินเข้ามาหาเฟยที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับได้ง่างหมัดขวาชกเข้าไปใส่เฟยที่ใบหน้าที่ไร้ซึ่งการป้องกันแบบรั่วๆเหมือนกันกับในแบบที่ตัวเขาโดน
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
“หนอยแน่แกบังอาจทำข้าได้! ทีนี้ก็ถึงตาข้าเอาคืนบ้างแล้ว!”
กังได้รั่วหมัดเข้าใส่เฟยด้วยความโกรธอย่างต่อเนื่อง
“......”
ถึงเฟยจะโดนหมัดเข้าไปมากแค่ไหนตัวเขาก็ไม่ปริปากร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
“เฮ้ย!พอแล้ว อย่าพึ่งฆ่ามันนะ”
ชุนฝูที่ยืนมองอยู่ได้สักพักหนึ่งได้ะโออกมาห้ามกังที่กำลังโกรธเอาไว้ก่อนที่ตัวเขานั้นจะเผลอฆ่าเฟยไป
“ฮะ!อะไรแกก็อยากจะเล่นด้วยงั้นเหรอ”
“น่าเสียดายแต่ไม่ใช้หรอก บอสสั่งมาว่าให้ฉันมาตามแกกลับไป แล้วถ้าหากว่าบังเอิญเจอแกที่กำลังโดนอักอยู่ล่ะก็ให้เข้าไปช่วยในทันทีและหลังจากนั้นให้นำตัวคนที่อัดแกกลับไปหาบอสแบบเป็ๆด้วยต่างหากล่ะ”
“ฮะ!แล้วทำไมบอสถึงได้อยากเจอมันกัน แล้วแถมยังรู้อีกด้วยว่าข้านั้นกำลังโดนอัดอยู่ด้วยน่ะ”
“จะไปรู้หรอ เื่แกโดนอัดน่ะใครๆเขาก็เดาได้ แต่เื่ที่ว่าทำไมบอสถึงอยากที่จะพบกับเ้าหมอนี้น่ะฉันไม่รู้หรอก”
“เฮ้อ~~บ้าบอจริงๆเลย”
ตึ้ง! กังที่ไม่สบอารมณ์ได้ชกเข้าไปที่ใบหน้าของเฟยเป็ครั้งสุดท้ายจนเฟยนั้นลงไปกองกับพื้น
“เอา!รีบไปได้แล้ว”
“...”
กังได้กระชากตัวของเฟยที่กองอยู่ให้ลุกขึ้นมา แล้วทำการคุมตัวเขาเดินไปหาบอสที่กำลังรออยู่ที่ลานกว้างของหมู่บ้านแห่งนี้ เฟยที่ไม่มีทางเืจึงได้เดินตามไปโดยที่ไม่ได้ขัดขืนอะไรพร้อมกับความคิดในหัวว่าถ้าไปที่นั้นละก็น่าจะพอมีจังหวะที่จะจัดการกับบอสของพวกมันก็ได้จึงได้เลือกที่จะเดินตามไปแบบเงียบๆ
จนในที่สุดทั้งสามคนก็ได้เดินมาจนถึงลานกว้างในที่สุด ณ ที่แห่งนั้นได้มีชายสวมหน้ากากลายพยัคฆ์เขียวคนหนึ่งที่กำลังนั่งรอพวกเขาอยู่บนลังไม้ที่ตรงนั้น
“นั่งลงซะ!”
ตึ้ง! กังได้ถีบเข้าไปที่ขาของเฟยอย่างแรงจนตัวเขานั้นล้มลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้นตรงหน้าของชายสวมหน้ากากคนนั้นที่กำลังมองลงมาที่เฟสที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าพร้อมกับกังที่คอยยืนคุมอยู่ที่ด้านหลังของเฟย
“ไง! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คุณสุดยอกนักรบแห่งพัง...ไม่ซิ...ถ้าให้ถูกจะต้องเรียกว่าผู้สังหารอสูรน่าจะดีกว่ารึป่าวนะ”
“นี่แกรู้จักฉันด้วยงั้นเหรอ…?”
เฟยได้แหงนหน้าขึ้นมามองไปที่ชายสวมหน้ากากที่ได้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ตัวเขามากขึ้นกว่าเดิม
“ฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยรู้จักคนอย่างแกน่ะ….”
“หือ...หึหึหึ! ฮ่าฮ่าฮ่า!!!”
หลังจากที่เฟยได้พูดออกมาแบบนั้นด้วยความสงสัย ชายสวมหน้ากากก็เริ่มส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งผ่านหน้ากากนั้น
“มีอะไรน่าขํากัน...”
“ขอโทษที...เผลอไปหน่อย….นั่นสินะก็ไม่แปลกหรอกที่แกจะจำข้าไม่ได้น่ะ”
เมื่อเขาพูดจบตัวเขาก็ได้เอื้อมมือของตนจับไปที่หน้ากากที่ใส่อยู่
“ถ้างั้นข้าจะแสดงให้เห็นเอง...ถึงตัวตนที่แท้จริงของข้า...”
ตัวเขาได้ถอดหน้ากากที่ใส่อยู่ออกมา เผยให้เห็นถึงใบหน้าที่แท้จริงที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากนั้น
ใบหน้าของชายหนุ่มอายุประมาณ18-20ปี ที่มีผมสั้นสีนํ้าตาลดำที่มาพร้อมกับแววตาอันมุ่งมั่นที่แผงไปด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ภายในดวงตาสีดำสนิทนั้นที่กำลังสะท้อนภาพของเฟยออกมา
“ทีนี้จำข้าได้รึยังล่ะ”
“...”
เฟยที่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของชายสวมหน้ากากนั้น ได้พยายามคิดย้อนกลับไปในความทรงจำของตนั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบัน….แต่ตัวเขากลับนึกไม่ออกเลยว่าชายหนุ่มที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นเป็ใครกันแน่
“...ฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยรู้จักคนอย่างแกน่ะ...”
เมื่อได้ฟังแบบนั้นชายคนนั้นถึงกับสตั้นไปคู่นึง...ก่อนที่จะเริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“อา~...นั่นสินะ...ก็ไม่แปลกหรอกที่แกจะจำข้าไม่ได้น่ะ ก็ั้แ่ตอนนั้นหน้าตาของข้ามันก็เปลี่ยนไปมากเลยนะ….”
ชายคนนั้นได้เดินถอยห่างออกมาจากเฟย
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกให้แกได้รู้เอง...ถึงตัวตนที่แท้จริงของข้า...”
ชายคนนั้นได้ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้เฟยอีกครั้งก่อนที่จะเผยนามที่แท้จริงออกมา
“ข้าคือคาเซฮัส อาลาส รีมุส เด็กในตอนนั้นที่เข้าไปขวางทางแก...เด็กผู้ซึ่งเป็ลูกชายแท้ๆของสุดยอดนักรบแห่งเฮมุสนามว่าคาซาฮัสคนนั้น...ผู้ที่แกเป็คนฆ่าตายไปในาเมื่อ5ปีก่อนยังไงล่ะ!”
คาเซฮัสได้ยิ้มออกมาใส่เฟยที่กำลังทำหน้าตาตกตะลึงอยู่ที่ตรงหน้าของตน
“ปะ...เป็ไปไม่ได้หรอก...”
“อะไรงั้นเหรอ...”
“แกไม่มีวันเป็เด็กคนนั้นได้หรอก!”
เฟยได้ะโออกมาใส่คาเซฮัสที่อยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าที่ยังคงไม่อยากที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนนั้นพึ่งได้ฟังมา
“หือ...ทำไมถึงคิดเช่นนั้นล่ะ”
“ก็เด็กเมื่อตอนนั้นน่าจะอายุราวๆ5ควบเท่านั้น ไม่มีวันเป็แกไปได้หรอก!”
“...อา….นั่นสินะเกือบลืมไปเลย หลังจากผ่านสิ่งนั้นมาร่างกายของข้าก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็แบบนี้แล้วสินะ...”
คาเซฮัสได้หันไปหาชายสวมแวนที่อยู่ตรงอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ตรงนั้น
“จางเฉิน! ร่างกายของข้าในตอนนี้นั้นน่าจะอายุประมาณเท่าไหรน่ะ”
“ประมาณ20ปีได้ครับบอส”
จางเฉินได้ตอบกลับมา
“อ๋อ...นั่นสินะ20ปีสินะ”
“พวกแกพูดเื่อะไรกันน่ะ!”
คาเซฮัสได้หันกลับมายังต้นทางของเสียงนั้น เขาได้เห็นเฟยที่กำลังนั่งคุกเข่าพร้อมกับใบหน้าที่งงเป็ไก่ตาแตกอยู่ที่ตรงนั้น
“การเร่งการเจริญเติบโต้ยังไงล่ะ….”
เมื่อสิ้นสุดคำพูดนั้นทั้งบรรยายกาศโดยรอบ ทั้งสีหน้าของทุกคนที่อยู่ที่แห่งนั้น ดูหนักอึ้งขึ้นมา...ราวกับว่าถูกกดทับเอาไว้ด้วยนํ้าหนักที่มหาสารเอามากๆอยู่เลย...
“ระ...เร่งการเจริญเติบโต้งั้นเหรอ?....”
“ใช้แล้วล่ะ...มันคือการเร่งการเจริญเติบโต้ของร่างกายโดนนำเหล่าเด็กๆที่ได้รับเลือกมาผ่านเข้าเครื่องมือของผู้มาเยือนจากฟากฟ้าคนนั้นที่ได้มอบเอาไว้ให้กับพวกเรา...เพื่อแปลเปลี่ยนสภาพร่างกายให้กลายมาเป็นักรบเต็มตัวยังไงล่ะ...”
(คะ...เครื่องมือที่ใช้เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็ผู้ใหญ่งั้นเหรอ...เื่บ้าๆแบบนั้น...มันจะเป็เื่จริงไปได้ยังไงกัน...แต่ถ้าเกิดว่ามันเป็จริงล่ะ...)
“พวกแกทำไปถึงขนาดนี้เพื่ออะไรกัน?...ทำมั้ยถึง้ากำลังรบถึงขนาดนั้นาระหว่างสองอาณาจักรน่ะมันจบลงไปนานแล้วไม่ใช้เหรอ!”
เฟยได้ถามออกมาเพื่อยืนยันในสิ่งที่ตัวเขานั้นรู้
“ถูกต้องแล้ว...านั้นได้จบลงไปแล้วและในตอนนี้ทุกๆอาณาจักรก็เป็อันหนึ่งอันเดียวกันเป็อย่างดีเลยล่ะ”
“แล้วทำมั้ยกัน!...”
“ก็เพราะพวกนั้นปรากฎตัวออกมาน่ะซิ!...”
“พวกมัน?...”
“ใช้แล้วล่ะพวกมัน….”
คาเซฮัสได้ยกมือขึ้นเหนือฟ้าและชี้นิ้วไปที่ท้องฟ้าที่มัวหมองที่เต็มไปด้วยเมฆดำครึ้มมากมายที่ลอยไปมาพร้อมกับสายลมที่เริ่มที่จะรุนแรงขึ้นทุกที
“อสูรจากฟากฟ้ายังไงล่ะ”
“...อสูรงั้นเหรอ….?”
“ใช้แล้วทีแรกพวกเรานั้นเรียกมันว่าแบบนั้น...มีอยู่มาวันหนึ่ง ณ ใจกลางของพระราชวังแห่งอาญาจักรพังจู่ๆก็ได้มีเสาแสงสีฟ้าขนาดใหญ่ส่องลงมาจากฟากฟ้าและพวกมันก็ได้ปรากฎตัวออกมาจากด้านในของเสาแสงนั่น....สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ดูกล่าวราวที่ต่อมาพวกเรานั้นได้รู้ว่าพวกมันนั้นมีนามว่าออร์ค…..”
“ออร์คงั้นเหรอ….?”
เฟยได้ถามออกมาในขณะที่คาเซฮัสนั้นได้เดินกลับไปนั่งลงบนลังไม้อีกครั้ง
“ใช้แล้ว...ออร์ค เผ่าพันธุ์ุ์รูปร่างหน้าตาคลายกับมนุษย์ผสมกับหมูที่มีผิวกายสีเขียวและมีคมเคียวที่ยาวใหญ่งอกออกมาจากปากของพวกมัน แถมพวกมันมักจะสวมใส่เครื่องประดับรูปต่างหูมากมายเอาไว้ตามร่างกายของพวกมันอีกด้วย”
“นี่ครับบอส”
ชุนฝูได้เดินเข้ามาพร้อมกับยื่นแก้วนํ้าชาที่ใส่ชาอุ่นๆเอาไว้ที่ด้านในให้กับคาเซฮัส
“ขอบใจ”
คาเซฮัสได้รับมันมาแล้วดื่มเข้าไปหนึ่งอึก...ก่อนที่จะเริ่มเล่าเื่ราวต่อไป
“หลังจากที่พวกมันปรากฎตัวออกมาเหล่านักรบองครักษ์แห่งพังนับสิบคนก็ได้เข้าไปล้อมรอบพวกมันเอาไว้พร้อมทั้งได้ชี้อาวุธของตนเข้าหาพวกออร์คทั้งสามตนนั้นที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยถามสิ่งใด...พวกออร์คทั้งสามตนก็ได้เข้ามาจู่โจมพวกเขาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว...พวกมันได้จัดการฆ่าชีวิตของนักรบเ่าั้ลงอย่างโหตเหี้ยมด้วยมือเปล่าภายในชั่วพริบตา”
เฮ้อ~ คาเซฮัสได้ถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนที่จะดื่มชาไปอีกหนึ่งอึกแล้วเริ่มเล่าเื่ราวต่อไป...
“พวกมันได้เข้าไปภายในพระราชวังที่องจักรพรรดิ์แห่งพังนั้นทรงประทับอยู่ หัวหน้าองครักษ์ได้เข้ามาต่อสู้พยายามที่จะหยุดพวกมันเอาไว้...แต่ทว่าพวกออร์คนั้นกับใช้เพียงแค่มือข้างเดียวปัดตัวหัวหน้าองครักษ์คนนั้นให้กระเด็นออกไปได้ภายในชั่วพริบตา…”
ตึ้ง! เสียงทุบที่ดังสนั่นได้ดังขึ้นดึงดูดสายตาและความสนใจของทุกคนเอาไว้
“โทษที...เชิญต่อได้เลยครับบอส...”
กังที่เป็คนทุบพื้นได้กล่าวขอโทษออกมา อาเซฮัสที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วเริ่มเล่าเื่ต่อในทันที...
“ในตอนนั้นที่ไร้ซึ่งผู้ใดอีกต่อไป...ทุกคนคิดว่านี่คงจะเป็จุดจบขององจักรพรรดิ์อย่างแน่นอน...แต่ทว่าสิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้บังเกิดขึ้น ตึ้ง! จู่ๆก็ได้มีคนปริศนาที่สวมชุดคลุมสีขาวปิดบังทั้งร่างกายทุกส่วนเอาไว้ปรากฎตัวออกมาเข้ามาปกป้ององจักรพรรดิ์เอาไว้ได้ทันก่อนที่พระองค์จะโดนพวกออร์คนั้นสังหารไป หลังจากนั้นคนปริศนาก็ได้จัดการฆ่าพวกออร์คลงไปได้สองในสามอย่างง่ายดาย ออร์คที่เหลืออยู่อีกหนึ่งตนที่รู้ว่าไม่มีทางเอาชนะได้จึงได้ตัดสินใจหนีกลับเข้าไปในด้วยแสงสีฟ้าที่พวกมันนั้นปรากฎตัวออกมาในทีแรกแล้วหายไปพร้อมกับแสงนั่น...”
คาเซฮัสได้หยุดพักแล้วดื่มนํ้าชาอึกสุดท้ายในแก้วจนหมด ก่อนที่จะวางมันลงบนลังไม้ที่เขานั้นนั่งอยู่
“หลังจากที่คนปริศนานั้นได้ช่วยองจักรพรรดิ์เอาไว้ได้ ตัวเขาก็ได้แนะนำตัวเองว่าตนนั้นคือผู้มาเยือนจากผากฟ้า หลังจากนั้นก็ได้เริ่มทำการเล่าสถานการณ์ในตอนนี้ให้กับพระองค์ได้รับรู้...ในตอนนี้นั้นบนเหนือฟากฟ้า เหนือขึ้นไปที่้าของดาวดวงนี้นั้นได้มียานของพวกออร์คที่เตรียมพร้อมจะรุกรานดาวดวงนี้อยู่...”
“เหนือท้องฟ้า...มียานเพื่อรุกรานงั้นเหรอ....?”
พอได้ฟังแบบนั้นเฟยที่คุกเข่าอยู่ได้แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำครึ้มมากมายที่ลอยไปมาตามสายลมที่รุนแรงขึ้นเลื่อยๆ
“ใช้แล้ว...มันคือยานพาหนะขนาดใหญ่เกือบเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรพัง ที่บรรทุกนักรบออร์คนับล้านตนและสรรพาวุธมากมายของพวกมันมาเตรียมพร้อมที่จะบุกยึดครองดวงดาวของพวกเรา...”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกันล่ะ!...”
จู่ๆเฟยก็พูดขัดขึ้นมากลางคัน
“เื่ที่แกพูดออกมามันอาจจะเป็เื่จริงหรือไม่ฉันไม่รู้...แต่มันเกี่ยวอะไรกันกับที่พวกแกมาบุกโจมตีที่นี่กันล่ะ!...”
“เฮ้อ~...กัง”
“ครับบอส”
ตึ้ง! กังที่ได้รับคำสั่งจึงได้ชกหมัดเข้าใส่เฟยไปหนึ่งครั้ง จนเฟยนั้นลงไปนอนกองอยู่กับพื้น
“ถ้าอยากจะรู้ก็ฟังให้มันจบก่อนซิ!”
“.....”
เฮ้อ~คาเซฮัสได้ปรับอารมณ์ของตนให้เข้าที่...ก่อนที่จะเล่าต่อไป…
“หลังจากที่องจักรพรรดิ์ได้ฟังเื่ราวทั้งหมดแล้ว...พระองค์นั้นก็ได้รู้สึกสิ้นหวังเป็อย่างมากจนถึงขั้นคิดที่จะยอมจำนนต่อพวกมัน...แต่พอคนปริศนาได้ยินเช่นนั้นตัวเขาจึงได้กล่าวออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ทุ้มใหญ่ฟังดูเหมือนผู้ชายวัยชราว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะมอบหนทางให้แกพวกเ้าทุกคนก็แล้วกัน จงใช้มันตัดสินโชคชะตาของพวกเ้าเสียเถอะ” หลังจากเขาพูดจบจู่ๆตัวเขาก็ได้หายไปจากที่ตรงนั้นแบบไร้ร่องรอย...เหลือเอาไว้เพียงแค่อุปกรณ์มากมายที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อนกองทิ้งเอาไว้ที่ตรงนั้น ท่านองจักพรรดิ์ที่เห็นเช่นนั้นจึงได้รีบออกคำสั่งให้เหล่านักปราชญ์ทุกคนจากทั่วทั้งอาณาจักรพังเข้ามาทำการศึกษาอุปกรณ์เ่าั้ในทันที จนในที่สุดแล้วพวกเขาก็สามารถใช้มันได้อย่างชำนานราวกับว่าเป็ตะเกียบที่ใช้อยู่ในทุกวันคืนไม่มีผิด”
เฮ้อ~คาเซฮัสได้หยุดพักหายใจไปคู่นึง ก่อนที่จะสูดหายใจเอาอากาศเข้าไปเหือกใหญ่แล้วเริ่มเล่าต่อไป…
“หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงมีรับสั่งให้เกณฑ์ตัวเหล่าผู้คนต่างๆมากมายจากทั่วทั้งอาณาจักรที่เป็พันทามิตรแห่งพังมารวมตัวกัน พวกเขาได้รับการฝึกผลให้เป็นักรบเพื่อเตรียมพร้อมเข้ารวมาที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ทั้งชายหนุ่ม ทั้งผู้ชรา ทั้งผู้หญิงและเด็กๆทุกคนไม่มียกเว้น ชายหนุ่ม,ผู้ชราและผู้หญิงถูกฝึกผลร่างกายและทักษะต่างๆในการใช้อาวุธอย่างหนักและโหตเหี้ยมให้ชำนานในเวลาอันสั้น...ส่วนพวกเด็กๆนั้นถูกนำตัวเขาอุปกรณ์รูปร่างแปลกๆเหมือนกับวงแหวนสีขาวขนาดใหญ่เพื่อแปรเปลี่ยนร่างกายของพวกเขาให้พร้อมรบในา”
คาเซฮัสได้ค่อยๆยืนขึ้นมาพร้อมกับพูดไปพร้อมกันด้วย
“ร่างที่เติบโตขึ้นมาจากเด็กน้อยกลายมาเป็วัยรุ่นในชั่วพริบตา...กล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น...ประสาทััที่ว่องไวขึ้นมา จนในที่สุดแล้วก็ได้กลายมาเป็พวกเรา...”
คาเซฮัสที่ลุกขึ้นมาได้ผายมือไปรอบๆ ก่อนที่ประกาศขึ้นมากึกก้องทั่วทั้งบริเวณ
“ไซเรน! เหล่านักรบที่จะนำพาชัยชนะมาสู่ดวงดาวดวงนี้ยังไงล่ะ!”
“สะ...ไซเรน….”
เฟยที่นอนอยู่ได้เงยหน้าขึ้นมามองไปที่ทุกคนที่อยู่ที่นี่
(พวกเขาทั้งหมดคือเหล่าเด็กๆที่ถูกทำให้กลายมาเป็หนุ่มด้วยอุปกรณ์ที่กว่าวถึงงั้นเหรอ...)
“ใช้แล้ว...พวกเรานั้นคือไซเรนกลุ่มแรกรุ่นที่1ทั้ง20คนที่ถูกส่งตัวมายังที่แห่งนี้เพื่อที่จะเปลี่ยนหมู่บ้านแห่งนี้ให้กลายมาเป็ฐานบัญชาการของพวกเราในาที่กำลังจะมาถึงยังไงล่ะ”
เปรี้ยง! สายฟ้าที่ผ่าลงมาจากท้องฟ้าในเวลาเดียวกันกับที่คาเซฮัสนั้นได้ประกาศก้องออกมาจนทำให้หุบเขาที่มืดมิดแห่งนี้นั้นสว่างขึ้นมาโดยฉับพลันแล้วหายไปในพริบตา
“....แล้วทำไมต้องเป็ที่นี่ด้วย!...ไม่สิ...ที่นี่นั้นเป็หมู่บ้านลับแลในหุบเขาที่แทบจะไม่มีผู้ใดรวงรู้...พวกแกรู้การมีอยู่ของที่นี่ได้ยังไงกัน!”
“อ๋อเื่นั้นเหรอ...”
คาเซฮัสได้ยกมือขึ้นแล้วชี้นิ้วไปยังกังที่ยืนอยู่ที่ด้านหลังของเฟย
“นั่นก็เพราะว่าพ่อของเขาที่เป็ถึงหัวหน้าองครักษ์ที่ตายไปจากการปกป้ององจักรพรรดิ์เอาไว้จากพวกออร์คนั้นเป็คนบอกมาก่อนที่จะจากไปน่ะซิ!”
(องครักษ์งั้นเหรอ….!?)
เฟยที่ได้ยินแบบนั้นจึงรีบหันไปมองยังกังที่ยืนอยู่ที่ด้านหลังในทันที
(คนที่รู้ถึงการมีอยู่ของหมู่บ้านแห่งนี้...แถมยังเป็ถึงองครักษ์อีกต่างหาก...อยากบอกนะว่าเป็คนเมื่อตอนนั้น...)
“ก่อนที่พ่อของกังนั้นจะสิ้นลมไป...เขาได้กล่าวถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งในหุบเขาลาคุแห่งนี้ว่าความหวังนั้นอยู่ที่นั้น พวกเราจึงได้ทำการค้นหาข้อมูลมากมายที่เกี่ยวข้องกับที่แห่งนี้จากหอสมุมกลางของวังหลวง...จนในที่สุดแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าที่แห่งนี้นั้นเป็จุดที่สามารถดึงเอาความสามารถของอุปกรณ์สื่อสารออกมาได้ดีที่สุด แถมยังมีูเาล้อมรอบเอาไว้ทำให้ยากต่อการค้นพบเหมาะที่จะใช้เป็ฐานบัญชาการในการรบมากที่สุดทำให้พวกเรานั้นตัดสินใจที่จะเลือกที่นี่...”
“เออ!ใช้แล้ว!”
กังได้พูดขันขึ้นมา
“ท่านพ่อนั้นเป็คนที่คิดถึงอาณาจักรมากกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น!...ขนาดก่อนที่จะสิ้นใจไปยังอุตส่าห์หาที่แบบนี้พบ...แล้วสงมอบความหวังให้กับพวกเราจนได้”
กังได้มีนํ้าตาไหลออกมาจากดวงตาของตน แต่เขานั้นก็ได้เช็ดมันออกในทันทีเพื่อที่จะไม่ให้ใครได้เห็นถึงความอ่อนแอของตน
(งั้นเหรอเขาคือลูกชายของชายเมื่อตอนนั้นเองสินะ….)
เฟยนั้นได้รู้สึกผิดในสิ่งที่ตนนั้นได้ทำลงไปกับกังลูกชายของผู้มีพระคุณที่ช่วยโกหกองจักรพรรดิ์ เพื่อให้ตัวเขานั้นได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขกับคนที่ตนรักจนถึงที่สุด...แต่ทว่าในใจลึกๆที่อยู้ก้นบึ่งของหัวใจนั้น...ตัวเขากับมีความคิดเล็กๆผุดขึ้นมา...ถ้าหากในตอนนั้นตัวเขาไม่ปล่อยให้ชายคนนั้นกลับออกไปจากหมู่บ้านล่ะก็อนาคตที่เป็อยู่ในตอนนี้นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปรึป่าวนะ...หวัง ลี่ลูกสาวของตนนั้นจะยังคงมีชีวิตอยู่รึป่าว…
“แต่สุดท้ายแล้วการเจรจาก็ล้มเหลวล่ะนะ….”
“เพราะงั้นเลยฆ่างั้นเหรอ...”
เฟยที่พูดขัดคาเซฮัสได้ค่อยๆพยุ่งตัวเองที่นอนอยู่ขึ้นมานั่ง กังที่เห็นแบบนั้นจึงจะเดินเข้าไปหยุดเอาไว้...แต่ทว่าคาเซฮัสที่เห็นแบบนั้นได้ยกมือขึ้นมาห้ามตัวเขาเอาไว้ก่อนปล่อยให้เฟยนั้นลุกขึ้นมานั่งได้สำเร็จจนได้
“พวกแกได้ฆ่าผู้คนที่ไม่ได้รู้เห็นอะไรกับการเจรจาของพวกแกไปมากมาย...”
“มันเป็สิ่งที่จำเป็ เพราะการเสียสละส่วนน้อยเพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่าของส่วนรวมนั้นคือสิ่งที่จำเป็ยังไงล่ะ”
“...งั้นเหรอ...นั่นคือคำตอบสินะ….ฉันพอจะเข้าใจพวกแกขึ้นมาแล้วล่ะ...”
เฟยได้ก้มหน้าลงปิดบังสีหน้าของตนในตอนนี้เอาไว้ไม่ให้พวกคาเซฮัสที่อยู่ตรงนั้นได้เห็น
“เอาล่ะ! ทีนี้แกก็รู้เื่ทั้งหมดแล้ว ว่าไงล่ะแกจะมาเข้ารวมกับพวกเรามั้ย”
“ฮะ?...”
“ถึงข้าจะยังโกรธแกที่สังหารพ่อของข้าไปอยู่ก็จริง แต่สถานการณ์ในตอนนี้นั้นไม่สามารถเอาความโกรธสวนตัวมาใช้เป็ที่ตั้งได้ แถมดูเหมือนว่าแกจะสูญเสียคนที่สำคัญไปสินะ ถ้าเช่นนั้นก็ถือซะว่าพวกเรานั้นเจ๊ากันก็แล้วกัน”
คาเซฮัสได้เดินเข้ามาใกล้กับเฟยที่ยังคงนั่งก้มหน้าอยู่เช่นเดิม
“เพราะงั้นแกจงลุกขึ้นมาแล้วต่อสู้รวมกันไปพร้อมกับพวกเราเถอะ เพื่ออาณาจักร เพื่อองจักรพรรดิ์ เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ของพวกเรายังไงล่ะ”
คาเซฮัสที่พูดออกมาแบบนั้นได้ยื่นมือเข้าไปหาเฟยด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายอยู่ภายใน
ตึ้ง! มือที่ยื่นเข้ามาของคาเซฮัสนั้นได้ถูกปัดออกไปโดยมือที่เปื้อนไปด้วยโคลนที่พุ่งเข้ามาอย่างไร้ซึ่งความลังเลของเฟยที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
“ไม่มีทางซะหรอก!”
เฟยได้เงยหน้าขึ้นมาจ้องมองมาที่คาเซฮัสที่อยู่เบื้องหน้า
“ฉันนั้นได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป...ได้ล่ะทิ้งสักสีของนักรบจนหมดสิ้น...ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต่อสู้อีกต่อไป...ไม่ว่าจะเพื่ออาณาจักรหรือว่าผู้คนก็ตามที...”
เฟยนั้นค่อยๆลุกขึ้นมา
“แต่ทว่า...มีเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้นที่ฉันพร้อมที่จะต่อสู่เพื่อมัน...สิ่งนั้นก็คือ...”
กังที่เห็นว่าปล่อยเอาไว้ท่าจะไม่ดี จึงกำลังจะเข้าไปคุมตัวเฟยเอาไว้…
แต่คาเซฮัสนั้นก็ได้ยกมือขึ้นมาหยุดตัวเขาเอาไว้ก่อน ทำให้ในที่สุดแล้วเฟยก็ยืนขึ้นมาประจันหน้ากับคาเซฮัสได้ในที่สุด
“การล้างแค้นให้กับลูกสาวที่ตายไปยังไงล่ะ!”
เฟยที่พูดออกมาด้วยความโกรธได้กำหมัดแน่นแล้วชกออกไปเข้าใส่คาเซฮัสที่อยู่เบื้องหน้าในทันที...
ตึ้ง! หมัดของเฟยนั้นได้เข้าปะทะอย่างแรง…
แต่ทว่าสิ่งนั้นไม่ใช้ใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังยิ้มอยู่แต่อย่างใด....แต่สิ่งนั้นกับกลายเป็กำแพงสีฟ้าโปร่งใสที่ปรากฎออกมาล้อมรอบตัวของคาเซฮัสเอาไว้รอบทิศทางแทน
“นะ...นี่มันอะไรกัน….”
“ห..ห..หึหึหึ...ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!”
คาเซฮัสที่เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเฟยนั้นได้หัวเราะเยาะออกมาอย่างบ้าคลั่งด้วยความสะใจ
“ฮ่า!ฮ่า!...สิ่งนี้น่ะคือบาเรีย เป็หนึ่งในอุปกรณ์ที่ได้มาจากผู้มาเยือนจากฟากฟ้ายังไงล่ะ! มันนั้นเอาไว้ใช้ในการป้องกันจากทุกสิ่งทุกอย่างที่โจมตีเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เฉกเช่นเดียวกับกับวังหลวงในตอนนี้ข้านั้นจะไม่มีวันถูกโจมตีจากใครหน้าไหนได้อย่างเด็ดขาด! ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!”
คาเซฮัสนั้นได้หัวเราะออกมาดังลั่นจนเสียงนั้นกองกังวาลไปทั่วทั้งหุบเขาแห่งนี้
(ปะ...ป้องกันได้ทุกอย่าง...เื่บ้าๆแบบนั้นไม่มีทางเป็ไปได้หรอก!...)
เฟยที่ไม่อยากที่จะเชื่อสิ่งที่ได้ยินมาได้ทำการรั่วหมัดชกเข้าใส่คาเซฮัสที่อยู่ตรงหน้าด้วยแรงกายทั้งหมดที่ตัวเขานั้นมีอยู่…
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! แต่ทว่าไม่ว่าตัวเขาจะปล่อยหมัดออกไปมากเพียงใด มันก็ถูกบาเรียนั้นป้องกันเอาไว้ได้จนหมดสิ้น โดยที่บาเรียนั้นไม่มีร่องรอยอะไรเลยแม้แต่น้อย
“เอาล่ะพอแค่นี้แหละ”
คาเซฮัสได้ยกมือขึ้นสั่งการให้เข้ามานำตัวเฟยที่อ่อนแรงนั้นออกไป…
ตึ้ง! กังที่ได้รับคำสั่งได้ใช้มือที่หนาและใหญ่ของตนจับตัวของเฟยเอาไว้แน่นแล้วพยายามที่จะกดตัวเขาลงไปนอนกับพื้น
เฟยที่พยายามที่จะดิ้นให้หลุดจากมือคู่นั้น…
แต่ทว่าเพราะตัวเขานั้นได้เสียแรงไปมากแล้วทำให้ในที่สุดกังนั้นก็สามารถจับตัวเขากดลงไปนอนกองกับพื้นจนได้
“หน่อยแนะ...แก!...”
“นั่นแหละ นั่นแหละ...สุดยอดจริงๆสีหน้าของแกในตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังน่ะ”
คาเซฮัสได้เดินเข้ามาใกล้กับเฟยที่โดนกังจับกดอยู่กับพื้น พอมาถึงตัวเขานั้นได้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับได้แสยะยิ้มที่ดูหน้าขนลุกออกมา
“ถึงข้าจะบอกกับแกว่าให้ลืมๆความโกรธแค้นในอดีตไปก็จริง...แต่ว่านะในใจลึกๆแล้วข้านั้นหวังให้แกนั้นโกรธจัดจนเืขึ้นหน้าแล้วเข้ามาล้างแค้นข้าด้วยความสิ้นหวังและโกรธแค้น ในที่สุดแล้วแกก็ทำแบบนั้นไปจริงๆซะด้วย!”
คาเซฮัสได้ก้นหน้าลงไปใกล้กับเฟยมากยิ้งขึ้น
“ข้าเนี่ยดีใจมากๆเลยล่ะ...เพราะในที่สุดก็สามารถฆ่าแกได้อย่างถูกต้องแล้ว....ในฐานะของผู้ทรยศยังไงล่ะ! ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า!”
คาเซฮัสได้หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งอีกครั้งโดยที่มีเฟยที่กัดฟันแน่นด้วยความโกรธจ้องเขม็งอยู่ที่พื้นตรงนั้น
“ข้าเนี่ยอยากที่จะรู้จริงๆเลยนะว่าอะไรทำให้แกแค้นได้ถึงขนาดนี้...นี่สูญเสียใครไปงั้นเหรอ….ครอบครัว,คนรักหรือว่าจะเป็...ลูกสาวกันล่ะ~!”
“หน่อยแนะแก!”
เฟยที่คุมอารมณ์โกรธไม่ไหวได้ะโออกมาพร้อมกับพยายามจะสลัดกังที่กดตัวเขาอยู่ออกไปเพื่อที่จะได้ชกหน้าของคาเซฮัสที่อยู่ตรงหน้า...
กึก..กึก...แต่ถึงแม้ว่าเขานั้นจะออกแรงมากเพียงใดก็ไม่สามารถสลัดกังที่กดตัวเขาอยู่ออกไปได้ ทำได้เพียงแค่ทำให้เขานั้นขยับไปเล็กน้อยเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าข้าจะทายถูกสินะ งั้นเหรอลูกสาวสินะ...ที่ต้องมาตายั้แ่ยังเด็กแบบนี้น่าเสียใจจริงๆ….เอาเถอะ!มีพ่อไม่ได้ความแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...”
ตึ้ง! บาเรียได้ปรากฎขึ้นมาตรงหน้าของคาเซฮัสแสดงให้เห็นถึงการโจมตีที่พุ่งเข้ามาได้ถูกป้องกันเอาไว้ได้สำเร็จ….
และสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าของคาเซฮัสในตอนนี้น่ะก็คือหมัดของเฟยที่ชนเข้ากับบาเรียั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้และที่ด้านหลังยังปรากฎภาพของกังที่ได้ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้อีกด้วย
“อื่อ~...ถึงจะรู้ว่าการกระทำนั้นไร้ซึ่งความหมายก็ตามที...แต่ถึงกระนั้นก็ยังจะทำต่อไปอย่างเปล่าประโยชน์งั้นเหรอ...”
“....”
ไม่มีเสียงตอบกลับคำถามนั้น...แต่สิ่งที่ตอบกลับมานั้นมีเพียงแค่สิ่งเดียว…
นั่นก็คือ...หมัดของเฟยที่กำลังปะทะกับบาเรียอยู่ในตอนนี้นั้นได้ดันเข้ามาแรงขึ้นมากกว่าเดิม...กึก...กึก...กึก...จนบาเรียนั้นเริ่มสั่นไปมา…
“เฮ้ย!หยุดอยู่แค่นั้นแหละ”
ชุนฝูที่เห็นว่าท่าไม่ดีแล้วได้ยกปืนที่เขาสพายอยู่ขึ้นมาเล่งเข้าหาเฟยที่อยู่เบื้องหน้าของคาเซฮัสที่ไม่แสดงที่ท่าที่ร้อนรนอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย
“....”
กึก...กึก...กึก...ไม่มีเสียงตอบกลับจากชายผู้โกรธแค้น...สิ่งที่ตัวเขานั้นทำมีเพียงแค่สิ่งเดียว...นั่นก็คือการเพิ่มแรงที่หมัดนั้นมากขึ้นกว่าเดิม
“ก็บอกให้หยุดยังไงล่ะ!”
ปัง! ชุนฝูได้ยิงะุพลังงานระดับที่สามารถทำให้คนทั่วไปนั้นสลบได้เข้าใส่เฟย
ตึ้ง! ะุนั้นได้เข้าปะทะกับแผ่นหลังของเฟยอย่างจัง จนทำให้หลังเสื้อของเขานั้นไหม้ไฟจนกลายเป็รูขนาดใหญ่เผยให้เห็นแผ่นหลังของตัวเขาที่แดงกํ่าไปเพราะรอยไหม้ที่เกิดมาจากะุความร้อนสูงนั่น...
แต่ถึงกระนั้น...เฟยก็ยังคงยืนหยัดอยู่ที่ตรงนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน...แถมยังเพิ่มแรงหมัดที่ปะทะกับบาเรียอยู่ให้มากขึ้นยิ้งกว่าเดิมอีกด้วย
กึก...กึก...กึก...บาเรียได้เริ่มมีรอยร้าวปรากฎขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจนพร้อมกับมือของเฟสที่มีเืกระเซ็นไหล่ออกมามากมายกับกระดูกที่โผล่ออกมาจากิัที่ฉีกขาดเ่าั้
(นะ...นี่มันบ้าอะไรกัน….ผู้ชายคนนี้ยังคงไม่ยอมหยุดขนาดมือกลายเป็แบบนั้นไปแล้วแท้ๆ...ความโกรธแค้นที่เขามีอยู่ภายในนั้นมันมากมายขนาดไหนกันนะ...)
ชุนฝูที่แสดงอาการลนลานออกมาอย่างชัดเจน ตัวเขาได้ปรับความแรงของปืนที่ถืออยู่ขึ้นมาจนถึงสุดความสามารถของมันแล้วเล็งไปที่เฟยพร้อมเหนี่ยวไกในทันที
“เดี๋ยวก่อน!”
คาเซฮัสได้ะโขึ้นมาหยุดชุนฝูเอาไว้ก่อนที่ตัวเขานั้นจะยิงมันออกมา
“อย่าให้ถึงตายเชียว...”
“....ครับบอส...”
เฮ้อ~ชุนฝูได้ถอนหายใจออกมาหลังจากที่ได้รับคำสั่งที่เอาแต่ใจนั้น...
ตัวเขาได้ปรับความแรงลงไปให้อยู่ในระดับที่ไม่ถึงตาย...จากนั้นก็ได้ยิงออกไป...
ปัง! ะุพลังงานได้วิ้งผ่านอากาศเข้ามาปะทะเข้ากับร่างของเฟยอย่างแรงจนเฟยนั้นกระเด็นลอยออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างแรง...
ตึ้ง! เฟยได้กระเด็นกิ้งไปมากับพื้นก่อนที่จะหยุดลงตรงไม่ใกล้ไม่ไกลกับคาเซฮัสมากนัก
“....”
เฟยที่มีร่องรอยถลอกมากมายได้พยายามที่จะลุกขึ้นมา
“ไม่ยอมให้ทำได้หรอก!!”
กังกับชุนฝูทั้งสองคนได้พุ่งเข้ามาใช้ร่างกายของตนจับเฟยกดเอาไว้กับพื้นในทันที…..จนเฟยนั้นไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาได้อีกต่อไป
“ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า! ดิ้นรนได้ดีจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าแกจะมาได้แค่นี้แล้วล่ะนะ”
คาเซฮัสได้หันไปหาจางเฉินที่นั่งอยู่แถวๆนั้น
“เฉินแกไปเอาเ้านั้นมาซะ”
“ข้าเหรอ! ใช้คนอื่นไม่ได้เหรอครับบอส...”
“ไป-เอา-มา-ซะ!...”
คาเซฮัสได้ส่งสายตาอาฆาตเข้าใส่ชายสวมแวนตรงหน้าจนตัวเขานั้นขนลุกชันไปทั้งตัวด้วยความหวาดกลัว
“คะ...ครับบอส….เข้าใจแล้ว...จะรีบไปเอามาให้เดี๋ยวนี้แหละครับ...”
เฮ้อ~จางเฉินที่ได้ถอนหายใจออกมา ได้เดินหายเข้าไปในทางที่พวกเขานั้นจอดรถม้าเอาไว้
ครืน~~~เสียงลากสิ่งของขนาดใหญ่ที่หนักเอามากๆได้ดังออกมาจากทางนั้น
“อา~~!หนักโค้ตๆเลย...”
เสียงของชายคนหนึ่งได้ดังออกมาพร้อมกับปรากฎภาพของลังไม้ขนาดใหญ่ที่ใส่เอาไว้บนรถเข็นขนาดใหญ่ที่ได้ถูกเข็นออกมาจากทิศทางนั้น
ตึ้ง! ลังไม้นั้นได้ถูกเทลงมาจากรถเข็นขนาดใหญ่ลงมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของคาเซฮัสที่ยิ้มออกมา
“เอามาให้...ตามสั่งแล้ว….ครับบอส...”
จางเฉินที่หายใจหอบแฮ่กๆได้พูดออกมาพร้อมทั้งทิ้งตัวลงไปนอนกองอยู่กับพื้น
“อือ...ทำได้ดีมาก”
ตึ้ง! คาเซฮัสได้ทุบเข้าไปที่ตัวล็อกของลังไม้นั่นจนมันพังลงภายในครั้งเดียว
ครืน~~~ตึ้ง! ฝาของลังไม้ได้ร่วงลงมากระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง เผยให้ทุกคนได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในของมัน…
สิ่งนั้นคือดาบขนาดใหญ่ที่มีคมดาบเป็สีส้มที่เต็มไปด้วยอัญมณีมากมายหลากหลายสีสันประดับเอาไว้บนด้ามจับของมัน
“....นั่นมัน...”
“ใช้แล้ว!มันคือเทร่าริพดาบของพ่อข้า ที่แกมอบเอาไว้ให้กับข้าเมื่อตอนนั้นพร้อมกับบอกข้าในวัยเยาว์เอาไว้...ถ้าเกิดว่าสามารถยกมันได้เมื่อไหร่ล่ะก็ จะมาฆ่าฉันอีกสักกี่ครั้งก็ได้นะน่ะ...”
คาเซฮัสได้ยื่นมือเข้าไปจับที่ด้ามดาบเล่มนั้น แล้วยกมันขึ้นมาอย่างง่ายดายพร้อมกับได้ชี้คมของมันเข้าไปหาเฟยที่โดนกดอยู่ที่พื้น
“และแล้ววันนี้ก็ได้มาถึงจนได้...”
คาเซฮัสได้เดินเข้ามาใกล้เฟยพร้อมกับยกดาบเล่มนั้นขึ้นมาสู่ฟากฟ้า
“่เวลาที่ข้าจะได้ล้างแค้นให้กับพ่อของข้า!”
คาเซฮัสได้ะโสิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจนั้นออกมา พร้อมกับลงดาบฟันลงมาใส่คอของเฟยที่นอนกองอยู่เบื้องหน้า...
ตึ้ง! แสงสว่างของการปะทะได้สว่างขึ้นมาท่ามกลางของหมู่บ้านที่อ้างว้างแห่งนี้
พร้อมกับภาพของดาบที่ได้กระเด็นลอยออกไปจากมือนั้น ไปปักลงที่พื้นใจกลางของลานกว้างแห่งนี้
“เมื่อกี่นี้มันอะไรกัน!”
“”บอส! ระวังที่้าครับ!
เสียงของจางเฉินได้ดันขึ้นมาดึงดูดความสนใจของทุกคนที่อยู่ที่ตรงนั้นให้มองขึ้นไปที่้า…
ครืน~~แสงสว่างของลูกไฟสีฟ้าทั้ง2ลูกที่ได้พุ่งทะยานลอยเข้ามาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว…
ตู้ม! ตู้ม! ลูกไฟนั้นได้ตกลงมากระแทกเข้ากับพื้นของลานกว้างทำให้เกิดเป็กลุ่มควันหนามากมายฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
“นะ...นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!...”
(ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น....แต่ว่านี่แหละโอกาศล่ะ...)
ตึ้ง!! เฟยได้ใช้จังหวะที่กังกับชุนฝูเผลออยู่นั้นกระแทกพวกเข้าทั้งคู่ให้กระเด็นลอยออกไปจนสามารถหลุดออกมาได้สำเร็จ
“เฮ้ย!หยุดนะ...”
ชุนฝูที่ลุกขึ้นมาได้เล็งปืนไปยังเฟยในทันที…
แต่ทว่ามันก็สายไปแล้ว...เฟยนั้นได้เข้าไปในกลุ่มควันหนาแล้วใช้มันอําพรางร่างกายหนีไปจากตรงนี้ได้เสียก่อน
“ชิ!...”
“โธ่เว้ย!...”
ตึ้ง! คาเซฮัสที่เห็นว่าเฟยนั้นหนีไปได้ ตัวเขาจึงได้ใช้หมัดชกลงไปที่พื้นอย่างแรง
“จางเฉินมันเกิดอะไรขึ้นกัน!...”
คาเซฮัสได้หันไปหาชายสวมแวนที่กำลังวุ่นอยู่กับการรั่วคี่บอร์ดอยู่ที่ตรงหน้าจอของเครื่องมือสือสารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงนั้น
“รอสักครู่ครับบอส...กำลังตรวจสอบอยู่...นะ..นี่มัน...”
จางเฉินได้แสดงสีหน้าที่วิตกกังวลออกมาอย่างชัดเจน ก่อนที่จะเริ่มพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นกลัว...
“ออร์ค!ครับบอส...กองทัพออร์คมากมายกำลังล้อมรอบทั่วทั้งหุบเข้าแห่งนี้อยู่ครับบอส!”
“ว่าไงนะ!”
คาซาฮัสได้เดินเข้ามาหาจางเฉินพร้อมกับจ้องมองลงมาที่หน้าจอตรงหน้า…
บนจอภาพนั้นได้ปรากฎภาพคลื่นความร้อนมากมายของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่...ออร์คจำนวนมากมายนับ50ตัวที่กำลังล้อมรอบทั่วทั้งหุบเขาแห่งนี้เอาไว้
อีกทั้งยังมีปืนใหญ่พลังงานความร้อนสูงอีกสองกระบอกที่ตั้งอยู่บนเชิงผาที่หันมายังหมู่บ้านแห่งนี้…
กึก...กึก...ครื่นความร้อนของปืนใหญ่ที่ปล่อยออกมานั้นเพิ่มมากขึ้นเป็สัญญาณที่แสดงให้รู้ว่ามันกำลังจะยิงออกมาอีกครั้งแล้ว…
“ทุกคนหาที่หลบซะ!”
หลังสิ้นสุดเสียงของคาเซฮัสทุกคนนั้นได้รีบวิ้งเข้าไปหาที่กำบังพร้อมกันกับ่เวลาที่ปืนใหญ่นั้นได้ยิงออกมาพอดี…
ปัง! ปัง! ทั่วทั้งหุบเขาได้สว่างขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับลูกไฟสองลูกที่พุ่งเข้ามายังใจกลางของหมู่บ้านแห่งนี้…
ตู้ม!! ลูกไฟได้ตกลงมากระแทกเข้ากับพื้นไม่ไกลจากจุดที่คาเซฮัสอยู่มากนัก
การปะทะนั้นได้ทำให้เกิดแรงลมที่รุนแรงขึ้นมาพัดเศษศากมากมายที่อยู่แถวนั้นให้กระเด็นลอยออกไปทุกทิศทาง
(ชิ!...ดูจากระยะแล้ว...พวกมันเล็งเครื่องมือสื่อสารงั้นเหรอ...แบบนี้ท่าจะไม่ดีแล้ว)
คาเซฮัสได้ยกมือข้างที่ติดอุปกรณ์สือสารขนาดเล็กเอาไว้ขึ้นมา
“ขอออกคำสั่งให้ทุกคนนั้นทำการหลบหนีออกไปจากที่ตรงนี้ซะ!”
คาเซฮัสได้ะโสั่งการออกมาในขณะที่กำลังยกมือขึ้นมาป้องกันสายลมที่รุนแรงที่เกิดขึ้นมาเมื่อคู่นี้เอาไว้
“ครับบอส!!”
กังกับชุนฝูได้ตอบรับคำสั่งนั้นแล้วได้ทำการแยกยายวิ้งกันออกไปในทันที
พวกเขาได้วิ้งหลบไปมาตามซากบ้านที่อยู่แถวๆนั้นเพื่อออกไปจากที่ตรงนี้…
แต่ทว่ามีอยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ตอบลับคำสั่งนั้น
“จางเฉินทำอะไรอยู่ รีบออกไปจากที่นี่ซะ!”
“แต่ว่าบอส!...จะปล่อยอุปกรณ์สือสารที่พวกเรามีเพียงแค่ชิ้นเดียวเอาไว้แบบนี้งั้นเหรอครับ!”
จางเฉินได้ะโออกมาอย่างร้อนรนพร้อมกับอาการวิตกกังวลที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน
“พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว...ตัดใจซะ...”
“ตะ...แต่ว่า...”
คลืน~~ไม่ทันที่จางเฉินจะได้พูดจบก็ได้มีแสงสีฟ้ารอบที่สองลอยเข้ามาอีกครั้ง…
ตู้ม!!ลูกไฟนั้นได้ตกลงมาปะทะเข้ากับพื้นใกล้กับอุปกรณ์สือสารนั้นมากขึ้นกว่าเดิม
“ชิ!...ข้าจะพูดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
คาเซฮัสที่หมอบอยู่กับพื้นได้พูดขึ้นมาพร้อมกับได้ลุกขึ้นมาแล้วหันหลังให้กับจางเฉินที่จ้องมองตัวเข้าอยู่จากเบื้องล่าง
“แกอยากที่จะตายอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องไอ้เศษโลหะนั่น!...หรือว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วหาทางล้างแค้นให้กับมัน….จงเลือกตัดสินใจด้วยตัวเองซะ!”
คาซาฮัสที่พูดจบได้เดินออกไปจากที่ตรงนั้นในทันทีโดยที่ไม่ได้หันหลังกลับมา มองเลยแม้แต่ครั้งเดียว…
ปล่อยให้จางเฉินนั้นยืนนิ้งอย่างเดี่ยวดายอยู่ที่ตรงนั้นต่อไป…
จางเฉินที่ยังคงเหม่อลอยได้หันไปยังอุปกรณ์นั้นอีกครั้ง
“โธ่เว้ย!”
ก่อนที่จะะโออกมาแล้วหันหลังกลับเดินตามหลังคาเซฮัสไปอย่างติดๆ
ครืน~~~~~!!!! ตู้ม! ตู้ม !ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! หลังจากนั้นเพียงแค่ครู่เดียวะุนับไม่ถ้วนก็ได้ถูกยิงออกมาอย่างต่อเนื่องใส่ลานกว้างแห่งนี้
จนในที่สุดแล้วก็ได้กลายเป็พื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อไปในที่สุด
“หยุดแล้วงั้นเหรอ?...”
คาซาฮัสได้ชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังของเศษซากบ้านที่ตัวเขากับจางเฉินนั้นหลบซ่อนตัวอยู่เพื่อตรวจสอบดูสถานการณ์ในตอนนี้
(การจู่โจมระลอกแรกหยุดลงแล้ว...ถ้าเป็แบบทุกครั้ง...หลังจากนี้พวกมันคงจะส่งหน่วยย่อยสักประมาณ10ตัวเข้ามาตรวจสอบดูว่ามีผู้เหลือรอดมั้ยอย่างแน่นอน)
คาซาฮัสได้หันกลับเข้ามาหลังเศษซากบ้านที่ตัวเขานั้นซ่อนตัวอยู่พร้อมกับได้ยกเครื่องมือสื่อสารที่ข้อมือขึ้นมาติดต่อหาทุกคนที่ยังเหลื่อรอดอยู่
“ยังอยู่กันใช้มั้ย...”
“ครับบอส ทางนี้ชุนฝูยังปล่อดภัยดีครับ”
“ทางนี้กังปล่อดภัยดีเช่นกันครับบอส”
คาซาฮัสที่ได้ยินเสียงของทั้งสองคนนั้นได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย...
เฮ้อ~ก่อนที่จะเริ่มสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วเริ่มสั่งการแผ่นการให้กับพวกเขาได้รับรู้
“ต่อจากนี้ไปพวกเราจะทำตามแผ่นสำรอง ให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่เชิงผาที่พวกเรานั้นเตรียมความพร้อมเพื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซะ”
“ครับบอส!!”
ทั้งสองคนได้ตอบกลับก่อนที่จะวางสายเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่นั้นในทันที
“จะใช้มันจริงๆงั้นเหรอครับบอส”
จางเฉินที่ได้ยินคำสั่งนั้นได้ถามออกมาด้วยความลังเล
“พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว การที่จะจัดการกับพวกออร์คจำนวนมากขนาดนั้นได้ก็มีเพียงแค่สิ่งนั้นเท่านั้น”
“แต่ว่าถ้าผิดพลาดขึ้นมาพวกเราจะไม่เหลืออะไรเลยนะครับ ในตอนนี้พวกเราควรที่จะถอย...”
“ไม่!”
คาซาฮัสได้ะโออกมาหยุดจางเฉินที่กำลังลนลานอยู่เอาไว้เท่านั้น
“หนีงั้นเหรอ? คิดว่าพวกเราสูญเสียไปเท่าไหร่แล้วกว่าจะมาถึงจุดนี้...ไม่มีที่ให้หนีอีกต่อไปแล้ว!”
ตึ้ง!คาซาฮัสได้ทุบลงไปที่พื้นอย่างแรงจนพื้นนั้นแตกออกเป็รูปกำบันของตัวเขา
“ถ้าเกิดว่าพวกมันได้ที่นี่ไปแล้วล่ะก็...พวกเรานั้นจะไม่มีหนทางที่จะเอาชนะพวกมันได้อีกต่อไป...เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะต้องทุ่มสุดแรงด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มีก็ตาม...จะต้องเอาชัยชนะมาให้จงได้!”
คาเซฮัสได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่หนักแน่น จนจางเฉินที่เห็นถึงความตั้งใจที่แท้จริงของบอสที่ได้แสดงออกมานั้นถึงกับยืนขึ้นมาแล้วยกมือขึ้นทาบเอาไว้ที่อกซ้ายของตนเอง ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ซึ่งปราดสะจากความลังเลอีกต่อไป
“ด้วยเกียรตินี้และชีวิตของข้าที่ได้รับมาจากตัวคุณนั้น จะอุทิศให้กับตัวท่านจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยครับบอส!”
“อื้ม!ถ้างั้นพวกเราไปกันเถอะ ไปนำพาชัยชนะมาสู่โลกของพวกเรา!”
“ครับบอส!”
ทั้งสองคนที่ตัดสินใจแนวแน่แล้ว จึงได้รีบมุ่งหน้าไปที่เชิงผาที่ซึ่งเป็จุดนัดพบในทันที...
ตัดมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน
ณ ที่ลานกว้างของหมู่บ้านที่ในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อและกลุ่มควันหน่ามากมายที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังจากการระดมยิงเมื่อคู่นี้นั้น...ได้มีชายหัวโล้นผู้หนึ่งเดินผ่านม่านควันเ่าั้เข้ามา…
ตัวเขาได้หยุดลงตรงหน้าของสิ่งของขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ได้โดยที่ไม่สะทกสะท้านต่อการระดมยิงนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ยังอยู่จริงๆด้วย….”
เฟยได้พูดออกมาพร้อมกับได้ยื่นมือเข้าไปหาสิ่งนั้น…
ดาบที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า...
มันคือเทร่าริพ ดาบขนาดใหญ่ที่มีใบดาบเป็สีส้ม ที่ถูกทิ้งเอาไว้ที่ตรงนั้นด้วยสาเหตุอันใดนั้นไม่มีผู้ใดสามารถทราบได้
“...ดาบที่ซึ่งเป็สัญญาลักษร์ของอสูรเอ๋ย...จงรวมเดินทางไปพร้อมกับฉันในเส้นทางแห่งอสูรด้วยเถอะ...”
เฟยที่กล่าวออกมาได้จับเข้าไปที่ด้ามจับของมันแล้วยกมันขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับว่ามันนั้นไร้ซึ่งนํ้าหนักใดๆ
ครืน~!เฟยได้ตะหวัดดาบใหญ่ในมือหนึ่งครั้ง ทำให้เกิดแรงลมอันรุนแรงขึ้นมาปัดเป่ากลุ่มควันโดยรอบให้หายไปจนหมดสิ้นในพริบตา
ครืน~~~แต่ทว่าเมื่อกลุ่มควันได้หายไป...ก็ได้ปรากฎให้เห็นร่างกายของุ์ร่างกายสูงใหญ่นับสิบตัวที่กำลังรายรอมลอบๆตัวเฟยอยู่ทุกทิศทาง
“...ไอ้พวกสินะ...ออร์ค...”
เฟยได้จ้องมองไปยังุ์เ่าั้….
พวกมันมีรูปร่างที่สูงใหญ่ที่มาพร้อมกับกล้ามเนื้อสีเขียวมากมาย มีหน้าตาที่แลดูคลายกับมนุษย์ผสมกับหมูและมีเขียวยาวและใหญ่งอกออกมาจากปากของมัน
พวกมันใส่เครื่องประดับรูปร่างต่างหูมากมายเอาไว้ตามร่างกายของมัน บางตัวนั้นใส่ชุดเกาะที่น่าจะทำมาจากโลหะ แต่บางตัวนั้นก็ไม่ได้ใส่อะไรเลยนอกผ้าพื้นใหญ่ที่ปิดบังร่างกายส่วนร่างของมันเอาไว้ราวกับว่าตัวมันนั้นมั่นใจว่าจะไม่มีสิ่งใดสร้างาแให้กับมันได้ไม่มีผิด
อาวุธของพวกมันนั้นมีหลากหลายทั้งดาบ,ขวาน,กระบองและสนับมือขนาดใหญ่ที่สวมเอาไว้ที่มือของพวกมัน แต่ทั้งหมดนั้นมีเพียงแค่อาวุธระยะประชิดเท่านั้น ไม่มีอาวุธระยะไกลเลยแม้แต่ชิ้นเดียวราวกับว่ามีความมั่นใจในกำลังของตนเองซะจนไม่ต้องหวังพึ่งพาพวกปืนหรือธนูเลยแม้แต่น้อย
“โฮ่!!!!!!”
พวกมันได้โห่ร้องะโออกมาอย่างพร้อมเพียง พร้อมกับพากันวิ้งเข้ามาหาเฟยที่อยู่ตรงกลางวงล้อมของพวกมันอย่างรีบร้อนและพร้อมเพียงราวกับว่าเป็นักล่าที่ไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาแย่งชิงเหยื่อที่อยู่ตรงหน้าไปได้ไม่มีผิด
“ดาบเล่มนี้นั้นไม่ได้ถูกใช้งานมานานจนทื่อไปหมดแล้ว...จำเป็จะต้องรับคมมันซะหน่อยแล้วสิ...”
เฟสที่พูดออกมาแบบนั้นได้งางดาบขนาดใหญ่ไปที่ด้านหลัง...รอคอยจังหวะให้พวกออร์คทั้งหมดนั้นวิ้งเข้ามาในระยะดาบนี้...
ชับ! เพียงแค่ครั้งเดียว….
การตะหวัดดาบเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถตัดผ่านพวกออร์คทั้งหมดนับ10ตัวนั้นให้ขาดเป็สองท่อนได้ภายในพริบตาเดียว
“ใครก็ตามที่คิดจะมาขวางเส้นทางแห่งการล้างแค้นของฉันจะต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก...ถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็สัตว์ประหลาดก็ตาม!...”
เฟยได้ยกดาบขนาดใหญ่นั่นขึ้นมาพาดเอาไว้ที่บ่าอันใหญ่โต้ของเขาที่ชุ่มโชกไปด้วยเืสีเขียวมากมายที่ไหลรินออกมาจากคมดาบนั้น…
ตัวเขาได้เดินเหยียบย่ำซากศพมากมายของพวกออร์คที่กองอยู่ที่เท้า...เดินผ่านเส้นทางทะเลโลหิตนั้นออกไป...มุ่งหน้าไปสู่ต้นต่อแห่งความแค้นที่อยู่ที่ไหนสักแห่งในหุบเขาที่เต็มไปด้วยการสูญเสียแห่งนี้...