ฉินลู่ยิ้มและพูดว่า “สวัสดี ฉันชื่อฉินลู่เรียกฉันว่าเสี่ยวฉินก็ได้”
เด็กสาวส่ายหน้าไปมาและพูดว่า “ฉันเรียกพี่ว่าพี่ฉินดีกว่า”
“อย่างนั้นก็ได้”
“พี่ฉินตอนนี้ร่างกายของพ่อไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วจริงๆ ใช่ไหมคะ” เมิ่งเวยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงพ่อ
ฉินลู่พยักหน้าและตอบว่า “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะ แค่รักษาความสะอาดของแผลไม่ปล่อยให้แผลติดเชื้อหรืออักเสบก็พอ”
เมิ่งเวยพยักหน้า จากนั้นก็หันมาโค้งคำนับฉินลู่ พร้อมพูดว่า “เรื่องวันนี้ต้องขอบคุณพี่มากๆพี่ฉิน ถ้าไม่ได้พี่ช่วยไว้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าป่านนี้พ่อจะเป็นยังไงบ้าง”
ฉินลู่รีบโบกไม้โบกมือ “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้หรอก ฉันเป็นเพื่อนบ้านพ่อของเธอเรื่องที่ช่วยได้ก็ต้องช่วยอยู่แล้ว”
พูดจบ ฉินลู่ก็หันไปมองลุงเมิ่งที่ตอนนี้เงียบนิ่งไม่ยอมพูดอะไรก่อนล้วงกระดาษกับปากกาที่พกติดตัวตลอดออกมาและเขียนไปพลางพูดกับลุงเมิ่งไปพลาง “ลุงเมิ่งครับตอนนี้ผมกำลังเขียนส่วนประกอบและวิธีปรุงยาให้ลุงนะลุงกินตามที่ผมเขียนบอกไว้ในนี้ ไม่นานก็จะหายดีครับ”
“ขอบคุณนะพี่ฉิน” เมิ่งเวยเดินเข้าไปรับใบสั่งยาจากฉินลู่
“ไม่นานงั้นเหรอ” ลุงเมิ่งเงยหน้าขึ้นพูดกับฉินลู่อย่างมีความหวังว่า “เสี่ยวฉินที่นายบอกว่าไม่นาน มันต้องใช้เวลาเท่าไร”
“อันนี้...อย่างน้อยก็คงสักสองสัปดาห์ได้ครับ”ฉินลู่ทำท่าครุ่นคิดก่อนพูดออกมา
“สองสัปดาห์เหรอ!" ลุงเมิ่งตกใจจนพูดออกมาเสียงดังจากนั้นก็ส่ายหัวไปมาและพูดต่อว่า “เสี่ยวฉินเอ๊ยฉันรักษาตัวไปด้วยทำงานไปด้วยไม่ได้เหรอ”
ฉินลู่ขมวดคิ้วขึ้น “ไม่ได้แน่นอนครับ สภาพร่างกายของลุงตอนนี้ถ้าเกิดติดเชื้อแบคทีเรียจากเขม่าน้ำมันหรือเกิดการกระทบกระแทกจนทำให้แผลเปิดอีกระหว่างทำงานแบบนั้นก็จะยิ่งทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ทางที่ดีคือต้องพักรักษาตัวที่บ้านนะครับ”
“แต่ว่า...แต่...” ลุงเมิ่งพูดอย่างขื่นขมว่า “แต่ด้วยสถานการณ์ครอบครัวของฉันตอนนี้จะให้ฉันพักรักษาตัวได้อย่างไรเล่า...”
“อย่ากังวลไปเลยค่ะพ่อ เดี๋ยวหนูจะไปทำงานทำงานพาร์ตไทม์ก็ยังพอได้เงินมาใช้แก้ขัดได้บ้าง” เมิ่งเวยที่ประคองลุงเมิ่งอยู่พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยืนหยัด
“ไม่ได้!” จู่ๆลุงเมิ่งก็ร้องออกมา ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง “ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสือเท่านั้น!จะไปทำงานทำไม ทำงานน่ะ ลูกจะทำได้ตลอดชีวิตไหม”
“แต่ว่า...” เมิ่งเวยกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ
“แต่ว่าอะไร ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น!” ลุงเมิ่งพูดอย่างโมโหว่า “ลูกจะไปทำงานไม่ได้ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ ลูกต้องตั้งใจเรียนให้มากๆ ! นี่พ่อก็ยังมีมืออีกข้างอยู่นะเห็นหรือเปล่า”
“พ่อ!”
ฉินลู่ที่ยืนดูพ่อลูกคู่นี้อยู่ใกล้ๆ ถอนหายใจออกมา จากนั้นก็พูดว่า “ลุงเมิ่งสภาพร่างกายในตอนนี้ของลุงไม่เหมาะที่จะทำงานจริงๆ นะครับ เอาแบบนี้ดีกว่าผมจะช่วยออกเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการลงทุนลุงจะได้เอาไปใช้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมร้าน ถือซะว่าเราเป็นหุ้นส่วนร้านด้วยกันเดี๋ยวผมจะจ้างคนให้มาช่วยงาน ลุงแค่รับผิดชอบเรื่องสั่งพวกเขาก็พอและพออาการลุงกลับเป็นปกติแล้วค่อยปลดพวกเขาออก แบบนี้ลุงว่าดีไหม”
“เอ่อ...จะทำแบบนั้นได้อย่างไร!เสี่ยวฉิน นายช่วยฉันมามากแล้วนะ เรื่องที่จะให้นายมาออกเงินช่วยฉันไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด” ลุงเมิ่งนิ่งอึ้งจากนั้นก็รีบพูดปฏิเสธอย่างไว
ฉินลู่ส่ายหน้าและพูดว่า “ลุงเมิ่ง ผมไม่ได้ให้เงินฟรีๆ สักหน่อยที่ผมทำแบบนี้ก็เท่ากับเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ผมจะเช่าร้านขายของข้างๆ ด้วยทุบกำแพงรวมเป็นห้องเดียว ขยายพื้นที่ร้านให้กว้างขึ้นพร้อมกับทำการซ่อมแซมและตกแต่งเพิ่มเติม ลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยเราเป็นหุ้นส่วนกัน ผมเองก็จะมีรายได้จากตรงนี้เหมือนกัน ไม่ได้ให้ไปฟรีๆ นี่ครับลุงว่าถูกต้องไหม
“ตะ...แต่ว่า...” ลุงเมิ่งยังคงลังเลอยู่
“อย่าแต่อีกเลย ตกลงตามนี้นะครับ หรือว่าลุงเมิ่งกลัวว่าผมจะมาขอแบ่งเงินลุง?”ฉินลู่พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเล่น
“ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่! ไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน!”ลุงเมิ่งทำหน้าตกใจ จากนั้นก็รีบโบกมือไปมา คิดทบทวนอยู่นานสุดท้ายก็ยอมพยักหน้าตกลงและพูดว่า “ได้ งั้นฉัน เหล่าเมิ่งขอขอบคุณนายอีกครั้งที่ช่วยนะ บุญคุณของนาย เราทั้งครอบครัวจะจดจำใส่ใจไม่มีวันลืม”
“ลุงเกรงใจเกินไปแล้ว” ฉินลู่พูดถนอมน้ำใจจากนั้นก็ล้วงบัตรธนาคารจากกระเป๋าหน้าอกออกมาหนึ่งใบ ยื่นให้กับเมิ่งเวย “ในบัตรใบนี้มีเงินอยู่ 1 แสนหยวนคิดซะว่าเป็นเงินลงทุนในส่วนของฉัน เธอเอาเงินนี่ไปจ้างทีมตกแต่งภายในนะส่วนที่เหลือก็ใช้ซื้อของเข้าร้าน เราซ่อมแซมร้านนี้ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาคุยกันเรื่องที่จะเช่าซื้อห้องข้างๆ เพื่อขยายร้าน”
“ฉัน...” เมิ่งเวยมองไปที่พ่ออย่างลังเลจากนั้นก็รับเอาบัตรธนาคารจากมือฉินลู่ แล้วโค้งคำนับให้เขาพร้อมพูดว่า “พี่ฉิน ขอบคุณพี่มากจริงๆ”
“เป็นเด็กดีนะ” ฉินลู่หัวเราะพลางเอามือลูบหัวเมิ่งเวยเบาๆจากนั้นก็พูดต่ออีกว่า “ตอนนี้ผมมีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อยขอตัวก่อน ส่วนทางนี้ก็ยกให้เธอจัดการไปเลย เธอเป็นคนรู้หนังสือเชื่อว่าอย่างไรก็ต้องจัดการได้ดีอยู่แล้ว ไว้เจอกันนะ”
เมิ่งเวยแอบหน้าแดงเมื่อถูกฉินลู่ลูบหัวแบบนั้น เธอจึงก้มหน้าแต่พอได้ยินฉินลู่บอกว่าจะไปแล้ว เธอก็รีบเงยหน้าพบว่าฉินลู่เดินแหวกกลุ่มคนออกไปแล้ว
“พ่อคะ พี่ฉินช่างเป็นคนดีจริงๆ” เมิ่งเวยหันไปพูดชมฉินลู่ให้พ่อของตัวเองฟังอย่างจริงใจ
“นั่นน่ะสิ ต้องขอบคุณเขามากๆ เลยนะ”
“แต่ว่า...” เมิ่งเวยมองดูบัตรธนาคารในมือด้วยความงุนงง“เขายังไม่ได้บอกรหัสผ่านบัตรเลยนี่นา...”
ทุกคนที่มุงดูอยู่ ”...”
ฉินลู่รีบออกไปแบบนี้ เขาต้องมีธุระด่วนแน่นอน
คราวก่อนฉินลู่ได้เตือนพวกนักเลงหัวไม้พวกนั้นไปแล้วครั้งหนึ่งคิดไม่ถึงว่าพอออกจากคุก ยังจะกล้ามาหาเรื่องคนอื่นอีก
“ไม่ได้ออกกำลังมาเดือนนึงสงสัยต้องไปขยับแข้งขยับขาสักหน่อยแล้วเรา” ฉินลู่ทำสายตาอาฆาต
ถ้าไม่จัดการตัดต้นตอปัญหาอย่างพวกนักเลงที่ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตาทิ้งล่ะก็พวกมันจะต้องกลับมาหาเรื่องลุงเมิ่งที่ร้านอีกแน่
ต่อให้สุดท้ายจะโดนตำรวจจับตัว แต่ก็มีโทษจำคุกแค่ปีสองปีพอออกมาก็อาจจะกลับมาแก้แค้นและใช้วิธีที่รุนแรงกว่าเดิมก็เป็นได้
“แต่ว่าไอ้พวกนี้มันไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ” ฉินลู่ก้มหน้าใช้ความคิดอยู่ครู่นึง จากนั้นก็ล้วงมือถือออกมากดหารายชื่อผู้ติดต่อคนหนึ่ง แล้วกดโทร.หาคนคนนั้นทันที
“ตู๊ด...”
“ตู๊ด...”
“ฮัลโหล สวัสดีค่ะ ฉันคือชุยฮุ่ยฮุ่ย ขอสายใครคะ”ปลายสายเป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง
ฉินลู่หัวเราะและพูดว่า “ฉันก็ต้องขอสายเธอสิ”
“นายคือ อ้อ ฉินลู่เองเหรอ! นึกอะไรถึงโทร.มาหาฉันได้ล่ะ”
“ฉันมีเรื่องอยากสอบถามเธอหน่อย ตอนนี้เธอว่างหรือเปล่า”ฉินลู่ลูบจมูกตัวเองเบาๆ พลางถาม
“ก็ต้องว่างสิ ตอนนี้ฉันเลิกงานแล้ว แต่ว่าตอนนี้ฉันหิวมาก ถ้ามีคนเลี้ยงข้าวล่ะก็ ฉันว่าฉันคงยินดีที่จะช่วยเขาคนนั้นอย่างเต็มที่เลยล่ะ”ชุยฮุ่ยฮุ่ยจากปลายสายพูดหยอกฉินลู่
“ฮ่าๆๆ” ฉินลู่หัวเราะอย่างมีความสุขก่อนลูบท้องที่หิวจนไส้กิ่วของตัวเองแล้วพูดว่า “ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเธออยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง!”
“ว้าว! งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วน้า!นายไม่กลัวฉันจับนายฆ่าเหรอ”
“ถ้าเธอจะฆ่าฉัน อย่างมากก็แค่ไม่ขอให้เธอช่วยส่วนค่าข้าวเธอก็จ่ายเอง” ฉินลู่พูดหยอกบ้าง
“ชิ! คนขี้เหนียว!” ชุยฮุ่ยฮุ่ยพูดอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็ถามว่า “งั้นฉันไม่ฆ่านายแล้วก็ได้ตอนนี้นายอยู่ไหน ฉันจะไปรับ”
“ฉันอยู่ที่หน้าปากทางเข้าชุมชนฝานหวา เธอรู้จักใช่ไหม”
“รู้สิ นายรออยู่ตรงนั้นนะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย”พูดจบ ชุยฮุ่ยฮุ่ยก็กดวางสายทันที