ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 18: ขนม

    โชคดีที่ระบบจัดเตรียมแป้งข้าวเจ้าให้ เธอจึงสามารถลดเวลาในการโม่แป้งลงไปได้ เธอต้มน้ำร้อนจนเดือดแล้วใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปก่อนจะนำมันไปวางเอาไว้ด้านข้าง จากนั้นเธอก็เทน้ำนมข้าวแล้วใช้ตะเกียบคนไปมาไม่หยุด หลังจากรอจนมันได้ที่แล้วเธอก็ใส่น้ำเชื่อมและน้ำยีสต์ที่ผสมเอาไว้ล่วงหน้าแล้วลงไปผสมเข้าด้วยกันก่อนจะทำการคนต่อไป หลินซีใช้มือซ้ายจัดการงานต่างๆไม่ค่อยสะดวกนัก เมื่อมองเห็นท่าทางงกๆเงิ่นๆของหลินซี ฉู่เฉิงก็เสนอตัวเข้าไปช่วย หลินซีเห็นดังนั้นก็ไม่ได้เกรงใจแถมยังสั่งให้เขาทำสิ่งต่างๆอีก “เธอจะต้องคนไปทางเดียวกันนะ” ฉู่เฉิงคนมันอย่างระมัดระวัง หลินซีไม่เคยทำขนมมาก่อนและยังไม่รู้ด้วยว่าจำเป็นต้องคนไปถึงเมื่อไร แต่พอรู้สึกว่าคนมาได้พักใหญ่แล้วเธอก็นำน้ำนมข้าวไปวางเอาไว้ด้านข้าง ฉู่เฉิงลูบๆคลำๆแขนที่ได้รับบาดเจ็บของเธอแล้วถามขึ้น “พี่ครับ ตรงนี้หายดีแล้วเหรอครับ?”  หลินซีพูดออกไปอย่างไม่ค่อยแน่ใจ “น่าจะล่ะมั้ง” จนกระทั่งถึงตอนบ่าย หลินซีจึงได้เริ่มนึ่ง เธอหยิบกล่องอาหารขึ้นมากล่องหนึ่งแล้วใส่น้ำนมข้าวเข้าไปครึ่งกล่องก่อนจะนำมันไปวางเอาไว้บนเตานึ่ง เมื่อได้เวลาหลินซีก็มองไปยังไป๋ถังเกาที่พองตัวขึ้นมา ไป๋ถังเกาสีขาวนวลชิ้นหนึ่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว หลินซีค่อนข้างภูมิใจกับผลงานของตัวเอง การทำขนมครั้งแรกของเธอสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จริงๆแล้วตัวเธอก็มีพรสวรรค์เหมือนกันนะเนี่ย เธอรีบหยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งขึ้นมาก่อนจะใช้มันหยิบกล่องอาหารออกมาจากหม้อนึ่งแล้วคว่ำมันลงบนเขียง จากนั้นก็เคาะๆมันอยู่ 2 ที “อ๊ะ! ไป๋ถังเกาไม่ยอมออกมา”  หลินซีจำได้ว่าน่าจะคว่ำมันลงเพื่อให้ไป๋ถังเกาหลุดออกมา หรือว่าการทำขนมครั้งนี้จะล้มเหลวแล้ว? เธอหยิบตะเกียบออกมาอันหนึ่งแล้วลองชิมมันดู รสชาติก็ไม่เลวนี่นา! ฉู่เฉิงจ้องมองหลินซีตาปริบๆ เธอจึงคีบขึ้นมา 1 ชิ้นแล้วป้อนเข้าปากเขา “เป็นยังไงบ้าง? อร่อยไหม?” หลินซีถาม  ฉู่เฉิงพยักหน้าหงึกหงัก “อร่อยครับ มันทั้งนุ่มทั้งหวาน พี่ครับ พี่เก่งจังเลย” หลินซียังคงจัดการไป๋ถังเกาที่ไม่ยอมเชื่อฟังก้อนนั้นต่อไป แต่ทันใดนั้นมือซ้ายของเธอก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างฉับพลัน มือของเธออ่อนแรงลงจนทำให้ตะเกียบร่วงลงไปบนพื้น ฉู่เฉิงหน้าเปลี่ยนสีแล้วรีบถามขึ้นมาทันที “พี่ครับ เป็นอะไรไป?”  หลินซีส่ายหน้าไปมา เมื่อครู่นี้แขนของเธอรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาเล็กน้อย แต่ตอนนี้มันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว น่าแปลกจริงๆ! ทันใดนั้นระบบก็เริ่มอธิบายขึ้นมา “เป็นความผิดของเธอนั่นแหละ ขนมจานนี้ล้มเหลวแล้ว เพราะงั้นระบบก็เลยทำการลงโทษเธอเล็กๆน้อยๆ” หลินซีรู้สึกงุนงงจนต้องถามออกไป “ล้มเหลวได้ยังไง?”  “เธอควรจะทาน้ำมันลงไปบนกล่องข้าว เธอไม่ได้ทำตามขั้นตอนการปรุงอาหาร เพราะงั้นอาหารจานนี้ก็เลยล้มเหลวยังไงล่ะ” หลินซีแทบจะกระอักเลือดออกมา  “ฉันลืมแล้วทำไมนายไม่เตือนฉันล่ะ ทำไมถึงต้องลงโทษฉันด้วย?” ระบบพูดออกมาด้วยความโมโห “นี่เป็นการตั้งค่าของสมองหลักเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้ทักษะได้ดียิ่งขึ้น บทลงโทษที่เหมาะสมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง” หลินซีรู้สึกโกรธจนพูดไม่ออก เธอต้องทำการปรับอารมณ์อยู่นานกว่าจะพูดออกมาได้  “อีวาน นายรู้ไหมว่าการปรุงอาหารเป็นทักษะที่จำเป็นต้องฝึกฝนซ้ำๆ เพราะงั้นการล้มเหลวจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติมาก” ระบบยังคงตอบกลับมาอย่างเชื่องช้า “สิ่งที่เธอได้รับก็คือตำราอาหารขั้นต้น ตามการทำงานโดยปกติแล้วมันไม่น่าจะเกิดข้อผิดพลาด ตอนที่ได้รับตำราอาหารมาระบบก็ได้อัพเกรดความสามารถในการทำอาหารของเธอไปแล้วนี่ ตอนนี้พอเกิดความผิดพลาดขึ้นมาทุกอย่างก็เป็นความผิดพลาดที่เธอทำเองทั้งนั้น ดังนั้นขั้นตอนการลงโทษทางวินัยถึงได้แสดงผลออกมาไงล่ะ” หลินซีพูดไม่ออก เธอคิดถึงคำพูดของระบบแล้วคิดว่ามันก็สมเหตุสมผล แต่จู่ๆ เธอก็พบปัญหาข้อหนึ่ง “อีวาน ฉันรู้สึกว่าเวลาที่นายพูดตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ เมื่อก่อนน้ำเสียงเอไอจะค่อนข้างเย็นชา แต่ตอนนี้คำพูดของนายเริ่มมีจังหวะจะโคนขึ้นมาแล้ว” คราวนี้กลับเป็นระบบที่เงียบไป หลังจากนั้นพักใหญ่ระบบถึงได้พูดออกมาอีกครั้ง “ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้ระบบได้ทำการอัพเกรดแล้ว ส่วนที่เป็นภาษาเลยได้รับการอัพเกรดขึ้น” “โอ้!….” หลินซีจงใจลากเสียงยาว “การอัพเกรดของนายเป็นผลมาจากการที่ฉันทำภารกิจสำเร็จใช่หรือเปล่า?” ครั้งนี้หลินซีเดาถูก ระบบจึงพูดออกมาอย่างจนปัญญา  “ใช่ ฉันเลือกเธอ พอเธอทำภารกิจสำเร็จฉันก็เลยได้อัพเกรดไปด้วย” หลินซีคิดว่าเรื่องนี้พอคุยกันได้เธอจึงพูดต่อ “ฉันออกแรง นายได้รับผลประโยชน์ เรื่องนี้ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเลยนะ!” ระบบพูด “ทุกอย่างถูกตั้งค่าเอาไว้หมดแล้ว ระบบทำได้แค่ทำตามคำสั่งของโปรแกรมเท่านั้น” หลินซีไม่อยากพูดจาอ้อมค้อมกับมันอีกต่อไป “นายคิดดูนะ ฉันหวังว่าฉันจะสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้เร็วๆ ส่วนนายเองก็หวังว่าภารกิจจะสำเร็จเร็วๆเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายของพวกเราก็เหมือนกัน เพราะงั้นนายก็ควรจะออกแรงด้วยไม่ใช่เหรอ นายพอจะให้ความช่วยเหลือพิเศษอะไรหน่อยได้ไหม?”  ระบบเข้าใจความคิดของหลินซี ดังนั้นหลังจากเงียบไปสักพักมันจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันจะยื่นคำร้องไปให้สมองหลักแล้วกัน จากนั้นฉันจะมาตอบเธอ” เมื่อพูดจบระบบก็ปิดตัวเองไปทันที ในระหว่างนั้นหลินซีไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ ฉู่เฉิงรู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อยแต่เขาก็ไม่กล้าสัมผัสหลินซี แต่เมื่อหลินซีอารมณ์ดีขึ้นมาแล้วเธอจึงมองไปที่ใบหน้ากังวลของฉู่เฉิงแล้วพูดขึ้นมา “ไม่มีอะไรหรอก ถ้ามีอะไรเดี๋ยวฉันจะไปหาหมอซ่งเอง” ระหว่างที่หลินซีกำลังทุ่มเททำขนมต่อไป ฉู่เฉิงก็ไม่กล้าให้หลินซีขยับมืออีกเลย เขาแย่งกล่องข้าวไปจากมือของเธอแล้วพูดขึ้น “พี่ครับ พี่สอนผมสิ เดี๋ยวผมจะทำเอง” หลินซีคิดว่าเรื่องนี้ก็ไม่ยากเธอจึงได้ให้ฉู่เฉิงเป็นคนทำ เธอเริ่มบอกให้ฉู่เฉิงเอาไป๋ถังเกาที่อยู่ในกล่องออกมา จากนั้นค่อยทำความสะอาดแล้วทาน้ำมันลงไปในกล่องก่อนจะใส่น้ำนมข้าวเข้าไปอีกครั้งแล้วค่อยนำไปนึ่ง จากนั้นไม่นานไป๋ถังเกา 6 ชิ้นใหญ่ๆก็สุกพร้อมกิน หลังจากหลินซีพักให้มันหายร้อนแล้วเธอก็ตัดมันเป็นชิ้นๆแล้วใส่ลงไปในกล่องใบหนึ่งจนเต็มเพื่อเตรียมนำไปให้หยวนเฮ่อ เมื่อฉู่เฉิงคิดว่าของที่พี่สาวตั้งใจทำอย่างยากลำบากจะถูกเอาไปให้คนอื่นเขาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา แต่หลินซีก็ลูบหัวเขาเบาๆ “ลูกผู้ชายจะขี้งกไม่ได้นะ หยวนเฮ่อช่วยพวกเราเตรียมฟืนตั้งเยอะตั้งแยะ พวกเราต้องขอบคุณเขาสิ นี่เรียกว่าการตอบแทนบุญคุณยังไงล่ะ เข้าใจไหม?” ฉู่เฉิงฝืนยิ้มออกมา หลินซีรู้ดีว่าฉู่เฉิงยังคงไม่เปลี่ยนความคิดเธอจึงไม่ได้พูดอะไรออกมาให้มากความแล้วหยิบกล่องข้าวกล่องนั้นเดินไปยังที่พักยุวปัญญาชน ตอนนี้ในที่พักยุวปัญญาชนมีคนกำลังทำกับข้าวอยู่ หลินซีเห็นหวังหยวนจึงส่งเสียงเรียกเขา หวังหยวนเป็นคนขี้อาย พอเขาเห็นหลินซีก็หน้าแดงขึ้นมาโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ หลินซีจึงเป็นฝ่ายถามขึ้น “หยวนเฮ่ออยู่ไหม?” “เขายังไม่กลับมาเลย เธอมาหาเขามีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” หวังหยวนพูด หลินซียื่นกล่องข้าวไปให้หวังหยวนแล้วพูดออกมา “ฉันทำของกินมาให้ นายกลับหยวนเฮ่อแบ่งกันกินนะ ขอบใจมากที่พวกนายช่วยฉันมาตลอดหลายวันนี้” หวังหยวนรับกล่องข้าวร้อนๆนั้นมาแล้วพูดขึ้น “ได้ อีกเดี๋ยวฉันจะบอกพี่หยวนให้” พอหวังหยวนรู้ว่าในกล่องข้าวนี้มีของกินเขาก็รับกล่องข้าวมาแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องพักของตนเอง พอหยวนเฮ่อกลับมา หวังหยวนก็นำของที่หลินซีเอามาให้ออกมาให้เขา หยวนเฮ่อเหลือบตามองก็รู้ว่ามันคือไป๋ถังเกา จากนั้นเขาก็หยิบมันเข้าปากไป 1 อัน หวานมาก!  หวังหยวนหรี่ตาพูดกับเขา “พี่หยวน ยุวฯหลินเอามาให้เป็นพิเศษเลยนะ ไม่เสียแรงที่ผมกับพี่วิ่งขึ้นเขาตั้งหลายรอบ” หยวนเฮ่อตบไหล่เขาแล้วพูดขึ้นมา “ฉันรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของนายมาก วางใจเถอะ” หวังหยวนเขินอายขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้รีบอธิบายออกไป “พี่หยวน ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมแค่หวังว่าเรื่องของพี่จะบรรลุเป้าหมาย” หยวนเฮ่อไม่พูดอะไรมากแล้วหยิบไป๋ถังเกาขึ้นมายัดใส่ปากอีกฝ่ายไป 1 ชิ้นพร้อมพูดขึ้น “กินเข้าไปซะ ไม่ต้องพูดมาก” ที่จริงแล้วหยวนเฮ่อมีใจให้หลินซีอยู่หลายส่วน หญิงสาวแสนดีคนนี้หน้าตางดงาม ใจดีมีเมตตา เป็นผู้หญิงในแบบที่หยวนเฮ่อชอบ เขาเลยคิดจะจีบหลินซี พอหลินซีกลับมาถึงบ้าน เธอก็เห็นว่าฉู่เฉิงยังคงก้มหน้าไม่พูดไม่จาจึงแอบคิดอยู่ในใจ เด็กคนนี้อาจจะใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก เพราะงั้นเขาถึงได้เสียดายแม้แต่ของกินเล็กๆน้อยๆ ลูกผู้ชายจะต้องใจกว้างหน่อย เป็นแบบนี้คงไม่ได้แล้วล่ะ ในเมื่อตัวเธอต้องเลี้ยงดูเขาแล้ว เธอก็ต้องใส่ใจในการอบรมสั่งสอนเขาด้วย จริงๆแล้วฉู่เฉิงไม่ได้เสียดายของกินพวกนั้นหรอก เขาคิดว่าการเอาของที่พี่สาวทำอย่างยากลำบากไปให้คนอื่นกินช่างเปล่าประโยชน์ ถ้าของที่เอาไปให้คนอื่นไม่ใช่ของที่พี่สาวทำขึ้นมาอย่างยากลำบากเขาก็คงจะไม่ปวดใจแบบนี้ หลินซีมองไปยังไป๋ถังเกาเหล่านั้นพลางครุ่นคิด จากนั้นเธอก็แบ่งใส่ห่ออีก 2 ห่อ ห่อหนึ่งเอาไปให้ผู้แทนฯถัง ตลอดหลายวันมานี้เธอได้ผู้แทนฯถังเป็นคนดูแล สมควรที่จะแสดงความขอบคุณเขาสักหน่อย ส่วนอีกห่อหนึ่งเธอจะให้ฉู่เฉิงนำไปให้หมอซ่งลองชิมดู  หลินซีเดินทางไปจนถึงบ้านของผู้แทนฯถัง หลิ่วชุนเยี่ยนกำลังทำความสะอาดลานหน้าบ้านอยู่ เมื่อเธอมองเห็นหลินซีเธอก็เอ่ยปากทักทายด้วยความเกรงใจ หลินซีเดินเข้าไปในบ้านก่อนจะยื่นห่อกระดาษที่อยู่ในมือให้เธอ “ฉันเพิ่งทำขนมมาค่ะ ก็เลยเอามาให้พวกเด็กๆลองชิมดู”  หลิ่วชุนเยี่ยนเปิดห่อออกดูจนพบกับไป๋ถังเกาสีขาวนวล 6 ชิ้นน้อยๆที่กำลังส่งกลิ่นหอมหวานออกมา หลิ่วชุนเยี่ยนรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย ปกติแล้วพวกของกินเล่นล้วนเป็นของแพงทั้งนั้น เธอเองก็ไม่ได้หน้าหนาปานนั้น ดังนั้นหลิ่วชุนเยี่ยนจึงปฏิเสธออกไป แต่เมื่อเด็ก 2 คนที่อยู่ข้างๆได้เห็นไป๋ถังเกา น้ำลายแห่งความตะกละของพวกเขาก็ไหลออกมาทันที หลินซีดันห่อกระดาษกลับไป หลังจากยื้อยุดกันไปมาอยู่หลายทีหลิ่วชุนเยี่ยนก็ได้รู้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นคนหัวแข็งและต้องการจะมอบสิ่งของให้เธอจริงๆ ดังนั้นเธอจึงลองถามกลับไป “เธอมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” “เปล่าค่ะ ฉันแค่ทำขนมพวกนี้ขึ้นมาให้เด็กๆลองชิมเฉยๆ” หลินซีมองสีหน้ากระวนกระวายของหลิ่วชุนเยี่ยนแล้วรู้สึกว่ามันช่างน่าตลก ผู้คนในยุคนี้ส่วนมากจะเป็นคนง่ายๆ พอได้รับขนมก็จะรู้สึกสับสนกระวนกระวาย หลินซีนั่งอยู่ในบ้านหลังนั้นสักพักก่อนที่เธอจะเดินทางกลับบ้าน แต่เพียงเธอก้าวเท้าเดินออกไปเด็กทั้งสองคนก็วุ่นวายขึ้นมาทันทีจนหลิ่วชุนเยี่ยนต้องเก็บห่อกระดาษกลับไปแล้วพูดขึ้น “อันนี้รอให้พ่อกลับมาก่อนแล้วค่อยกินนะ” พอพูดจบเธอก็เอาห่อกระดาษนั้นไปเก็บไว้ในลิ้นชัก จากนั้นเธอก็หันมาพูดกับลูกๆของตัวเอง “ยุวฯหลินเป็นคนไม่เลวเลย ต่อไปนี้เวลาพวกลูกเจอฉู่เฉิงก็เล่นกับเขาดีๆหน่อยนะ อย่าไปแกล้งเขาล่ะ” เด็กทั้งสองคนพยักหน้าคล้ายสัญญาว่าจะไม่รังแกฉู่เฉิงแน่นอน  ช่วงหลังจากนั้นหลินซีก็เอาแต่คะยั้นคะยอให้ฉู่เฉิงออกไปพบเจอกับพวกเพื่อนๆภายในหมู่บ้านบ้าง ไม่ใช่เอาแต่กักตุนขนมเอาไว้ในกระเป๋าหรือไม่ก็เอาแต่หมกตัวอยู่กับหนังสือนิทานไม่กี่เล่ม เธออยากให้เขาเรียนรู้ที่จะใช้เวลาร่วมกับทุกคน ฉู่เฉิงถูกบังคับอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นนอกจากการเรียนแล้ว ทุกวันเขาก็จะแบกตะกร้าวิ่งไปวิ่งมา ไม่ว่าจะเป็นขึ้นเขาไปเก็บฟืน ขุดผักป่า เก็บผลไม้ เขายุ่งจนมือเป็นระวิง สิ่งที่ได้มาทั้งหลายก็ถูกนำไปเก็บไว้ในห้องเก็บของ หลินซีเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย เธอรู้เพียงว่าเด็กคนนี้ออกไปเล่นและยังไม่ลืมเก็บฟืนกลับมาบ้านด้วย เขาช่างทำงานหนักจริงๆ! ท่าทางยุ่งทั้งวันของฉู่เฉิงตกอยู่ในสายตาของจินชุ่ยจนเธอแอบคิดอยู่ในใจว่ายุวปัญญาชนคนนี้ก็มีฝีมือเหมือนกัน เดิมทีแล้วเจ้าเด็กคนนั้นขี้เกียจไม่เอาไหน ตั้งแต่เช้าจรดเย็นก็ไม่เคยอยู่บ้านและไม่เคยทำงาน แต่ตอนนี้เขากลับวิ่งขึ้นหุบเขาทุกวี่ทุกวัน แถมยังเก็บฟืนใส่ตะกร้าแบกกลับบ้านมาทุกวันโดยไม่บ่นอะไรสักคำด้วย ในหมู่บ้านมีเด็กอยู่ไม่น้อยและยังมีเด็กอยู่หลายคนที่ไม่ลงรอยกับฉู่เฉิง เมื่อพวกเขาเห็นฉู่เฉิงได้กินอิ่มนอนหลับอยู่ทุกวันและยังมีเสื้อผ้าใหม่ๆสวมใส่ หากจะบอกว่าไม่อิจฉาเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเขาพบว่าในกระเป๋าของฉู่เฉิงยังมีของกินอยู่อีกด้วย เมื่อก่อนฉู่เฉิงเหมือนแมวเฝ้าบ้านพวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ตอนนี้ฉู่เฉิงออกมาข้างนอกทุกวัน พวกเขาจึงคอยจับตาดูฉู่เฉิงเอาไว้ และแล้วในบ่ายวันหนึ่งตอนที่ฉู่เฉิงกำลังแบกฟืนกลับมาที่บ้าน เขาก็ถูกใครบางคนเข้ามาขวางหน้า เด็กผู้ชาย 4 คนล้อมฉู่เฉิงเอาไว้ ฉู่เฉิงจึงถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งอย่างระแวดระวังแล้วถามออกไป “มีอะไร? ถอยไปซะ ฉันจะกลับบ้าน” เด็กที่เป็นหัวโจกพูดขึ้น “ฉู่เฉิง นับวันแกยิ่งจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆเลยนะ ได้ยินมาว่าพี่สาวของแกให้ของกินแกมาตั้งเยอะนี่นา แกเอาออกมาแบ่งพวกเรากินหน่อยสิ” ฉู่เฉิงไม่ชอบแบ่งของของพี่สาวให้คนอื่น คราวก่อนที่เอาไป๋ถังเกาไปให้หยวนเฮ่อในใจของเขาก็รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่พยายามทำงานอย่างหนักเพื่อจะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่นและไม่ต้องให้พี่สาวเอาของไปให้คนอื่นหรอก แต่ตอนนี้เจ้าโง่พวกนี้กลับกล้าโลภมากอยากได้ของที่พี่สาวมอบให้เขา งั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ลงมือเลยแล้วกัน