“หรือเ้าคิดจะนั่งอยู่ตรงนี้ไปตลอด จะขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ ข้าก็ไป”
ว่าแล้วข้าก็ลุกขึ้นจากไปทันที นางมองตามหลังข้ามาด้วยอาการตกตลึงในปราดแรก
จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็ร้อนรน
“ด เดี๋ยว ยะ อย่าทิ้งข้าไป” เสียงนางยังเบาไป ข้าเดินหนีต่อไป ทำราวไม่ได้ยิน
อึก นางร้องไห้อีกแล้ว
“ได้โปรด ได้โปรดกลับมาเถอะ ข้าขอร้อง”
ค่อยดังมากขึ้นมาหน่อย น่าจะดังมากเท่าที่นางพอจะกล้าเปล่งออกมาได้
ข้าหยุดแล้วหันกลับไปมองสภาพสาวน้อยที่นั่งกองกับพื้น มองมาที่ข้าน้ำตานองหน้า
เมื่อเห็นข้ายังนิ่ง นางจึงพยายามคลานมาข้างหน้าอีกนิด ดวงตาลูกปัดนั้นเต็มไปด้วยแววเว้าวอน
“ขึ้นมาดีๆได้แล้วสินะ” ข้าเดินไปหานาง
คราวนี้นางยอมขึ้นมาบนหลังข้าด้วยดี แม้จะเกร็งๆ แต่ก็ทำตัวว่านอนสอนง่ายขึ้นมาก
.............................
อึบๆ
เชื่อเถอะว่าตอนนี้ข้ากำลังหน้าเขียว
ต้องยอมรับว่าข้านั้นหาเื่ใส่ตัวโดยแท้ นางตัวหนักมากจริงๆ ทำเอาคนแบกขาสั่นไปในทุกอย่างก้าว
เหงื่อกาฬไหลอาบหน้า มือก็ชื้นเกือบจะทำคนหล่นไปหลายเที่ยว
ไม่ต้องคิดไปถึงภายในเสื้อผ้า
ตัวข้าตอนนี้เปียกเหงื่อไปหมด
ก่อนจะเริ่มเรียนกับอาจารย์เช้านี้ คงต้องอาบน้ำอีกรอบ
ได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง ลืมนึกไปได้อย่างไรนะว่าตอนนี้ตัวเองนั้นแปดขวบเท่านั้น
ทั้งตัวเล็กบอบบางจนดูเหมือนผู้หญิงมากกว่าผู้หญิงที่ข้าแบกอยู่เสียอีก
ขาของข้าน่ะเรียวเล็กพอๆกับแขนนางได้เลย
เป็ข้าไม่ประมาณตนแบกเด็กผู้หญิงอายุ11-12 ที่ใส่เสื้อผ้าหนาหนักไปรักษา
นึกเสียใจทีหลังก็สายเกิน
แต่ในเมื่อแบกมาแล้วก็แบกต่อไปเถอะ ถึงจะเดินไปเซไป
ชาติก่อนๆแม้แต่กระสอบข้าวสารที่สาหัสกว่านี้ข้าก็แบกมาแล้ว
ข้าเองก็เคยเกิดเป็กุลีในหลายชาติเหมือนกัน
ข้าที่พยายามตั้งสมาธิกับการแบกก็แบกไปเงียบๆ ไปตามทาง
เด็กสาวเองก็เกาะข้าอย่างดี ไม่ขยับมากเื่ ไม่คุยมากความ ไปเงียบๆอย่างรู้งานเช่นกัน
ขอบคุณเทพทุกองค์ที่ไม่ได้บันดาลให้นางเป็คนพูดมาก
ไม่งั้นข้าคงเลือกที่จะกองนางไว้ใต้ต้นเมเบิ่ลสักต้น และภาวนาให้มีกิ่งใดสักกิ่งที่ใหญ่พอหล่นลงมาใส่ศีรษะนางเสีย
ศาลานกยูงเป็ศาลาเล็กๆทำจากไม้ขัดมันที่ข้าออกแบบเอง ยกพื้นสูง มีสี่เสา หลังคาสูงโปร่ง
ลมเข้าเย็นสบายแม้ในหน้าร้อน ทุกด้านมีม่านไม้ไผ่หลายชั้นที่สามารถดึงลงมาปิดเพื่อบังแดด และสายฝนได้
ตรงกลางเป็ที่โล่งจัดวางโต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งพื้น
และช่องลับเก็บของเล็กๆน้อยๆที่ถ้าไม่สังเกตก็จะกลืนกับพื้นอย่างแเี
เสียนจื่อมารอข้าอยู่ก่อน ทันทีที่เห็น แม้จะฉายความประหลาดใจในความใจดีของข้า
หากก็รีบเข้ามารับมอบภาระบนหลังข้าไป ให้ข้าได้นั่งหอบหายใจ
ถึงแม้จะเหนื่อยอย่างสาหัส ข้าก็นั่งหอบมาดคุณชายหละ
อุปกรณ์ทำแผลได้ถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว เสียนจื่อมองข้าเป็เชิงถามว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป
ตอนแรกข้าก็อยากทำแผลให้นางเองหรอกนะ นานๆจะมีเหยื่อมาให้ทั้งที
แต่ตอนนี้ข้าเหนื่อยมากจริงๆ
ถือว่าเป็โชคของนาง
ข้าพยักหน้าให้เสียนจื่อเป็คนลงมือ
“ถอดสิ” ข้ามองนางที่กอดตัวเองกลมที่ฝั่งตรงข้าม
“อ อะไรนะ” เด็กหญิงหน้าแดงก่ำ
ถอดงั้นหรือ ถอดอะไรล่ะ คงไม่ใช่เสื้อหรอกนะ
เด็กหญิงมองเด็กชายตรงหน้าที่มองกลับมายังนางด้วยใบหน้าเรียบเฉยั้แ่แรกเจอ
น้ำเสียงไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไม่มีความรู้สึกใดเจอปน
ทำให้นางไม่ทราบว่าคนตรงหน้านี้คิดอะไรอยู่กันแน่
ั้แ่เกิดมาเธอไม่เคยเห็นเด็กผู้ชายที่งดงามขนาดนี้มาก่อน
ไม่สิ นางไม่เคยเห็น "คน" ที่งดงามเท่านี้มาก่อนต่างหาก
แม้บรรยากาศรอบตัวของเด็กผู้นี้จะเต็มไปด้วยการคุกคาม ผลักไส หากก็มีแรงดึงดูดอย่างร้ายกาจในเวลาเดียวกัน
กระตุ้นให้เธอตื่นเต้น ลนลานอย่างผิดประหลาด ไม่กล้าสู้สบประสานสายตาด้วย
ขณะเดียวกันก็ไม่อาจไม่อยากเข้าใกล้คนๆนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อย
เมื่อครู่ที่นางขี่หลังเด็กคนนี้มา ตัวมันเล็กมาจริงๆ
เล็กและดูเปราะบางมากกว่านางเสียอีก
ทั้งที่แบกนางที่หนักกว่าตัวเองกว่าครึ่ง
กลับยังคงมุ่งมั่น แน่วแน่ สายตามองไปข้างหน้า ไม่บ่นว่าออกมาแม้ครึ่งคำ
มีเพียงหยาดเหงื่อเต็มหน้า และลมหายใจที่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ
ที่บ่งบอกออกมาว่าเ้าตัวกำลังอดทนมากเพียงไร
ในเด็กชายที่เธอเคยเจอไม่เคยเห็นสายตาที่ดูดีขนาดนี้มาก่อน
สีหน้าด้านข้างที่เป็ประกายด้วยหยาดเหงื่อนั้น ทำให้นางเข้าใจถึงคำว่า "เท่มาก"
ที่เหล่าพี่สาวมักจะใช้บอกลักษณะของแม่ทัพหนุ่มๆที่ไปพบเจอมาแล้วเอามาเล่าให้นางฟัง
ด้วยใบหน้าเคลิ้มฝัน
คำว่าเท่นี่หน้าตาอย่างมันผู้นี้สินะ
ณ ่เวลานั้น
แม้จะเป็ความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่นางก็รู้สึกดีมากจริงๆที่ได้อยู่ในสภาพนั้น
บนหลังที่กำลังสั่นหน่อยๆนั้น ได้ซุกหน้าเข้าไปตรงผมหอมๆนั้น
ทั้งที่ไม่มั่นคงเลยแท้ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย และอุ่นใจอย่างประหลาด
ราวกับถูกห่อหุ้มด้วยปราการเหล็กที่แข็งแรงที่สุดในหล้า
นางเองก็ไม่กล้าส่งเสียงหรือขยับตัว กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายเสียสมาธิ ล้มไปด้วยกันทั้งคู่
เหลียวมองคนรับใช้ชายอีกคนข้างกายที่กำลังตั้งท่าจะทำแผลให้
คนผู้นี้ไม่ต่างจากเ้านายของตัวเองสักนิด ลอกสีหน้าเรียบเฉยนั้นมาแทบทั้งหมด
ถ้าหน้าตาคล้ายกันกว่านี้ คงทำให้คิดไปได้ว่าเป็พี่น้องที่คลานตามกันมา
แม้บรรยากาศของคนรับใช้นี้จะเป็มิตรกว่ามากก็ตาม
แต่ยังไม่สามารถดึงดูดใจได้เท่า...
“ถ้าเ้ายังไม่ถอดเสื้อ เสียนจื่อจะทำแผลให้ได้อย่างไร”
จบคำนางก็หน้าแดงอีก ข้านึกสงสัยว่านางมีปุ่มเปลี่ยนสีตรงไหนสักแห่งในตัวหรือเปล่า
สักพักหลังจากสีหน้าท่าทางใคร่ครวญอย่างเคร่งเครียด
นางก็ค่อยๆขยับตัวยอมให้เสียนจื่อปลดชุดตัวนอกออกให้
ยิ่งมองๆ นางก็ยิ่งหน้าแดงและก้มหน้าต่ำ
อืม การมองนางก็เป็การรังแกได้เหมือนกัน ข้าเลยจงใจจ้องมองต่อไป
หยุดที่การถอดเสื้อนอก ซึ่งเป็ระดับที่เหมาะสม
ครานี้เสียนจื่อถอดรองเท้าให้นางเป็รายการต่อไป
เท้าเปลื่อยของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งที่จะยอมให้ผู้ชายคนไหนเห็นได้ง่ายๆ ต้องเป็สามีเท่านั้น
แม้แต่เด็กเล็กๆก็ได้รับการสั่งสอนมาเช่นนี้
ครานี้นอกจากหน้าแดงๆของเด็กหญิงนี้แล้ว หน้าของเสียนจื่อเองก็แดงขึ้นมาเช่นกัน
นี่คงเป็ครั้งแรกที่เสียนจื่อเห็นเท้าของผู้หญิงสินะ
ถึงจะยังไม่นับว่าสามารถเรียกเด็กมอมแมมคนนี้ว่า ผู้หญิง ได้ก็เถอะ
แม้แต่มือก็ยังสั่นด้วยความประหม่า ตลอดการทำความสะอาดทั้งคู่ไม่เงยหน้าขึ้นมามองกันเลย
มีเพียงเสียงน้ำของธารน้ำในสวน และน้ำจากอ่างล้างทำความสะอาดที่ชุบน้ำ เช็ด และล้าง เท่านั้นที่ทำลายความเงียบ
บรรยากาศนี้ดีจริง ข้าจะสามารถส่งเสริมความรักแต่วัยเยาว์ให้คู่นี้ได้หรือไม่นะ
บ้านใกล้เรือนเคียง อายุไล่เลี่ย หน้าตาก็ดีทั้งคู่
คนหนึ่งอ่อนหวาน บอบบาง คนหนึ่งสุขุม เป็ผู้ใหญ่
หญิงสาวในบ้านเศรษฐีที่ร่ำรวย กับข้ารับใช้ต่ำศักดิ์
น่าสนุกจริงๆ ถ้าอยากจะข่มเหงละก็
ก็ต้องให้ลองลิ้มความหอมหวานของความรักเสียก่อน จากนั้น...
เหงื่อตก ตัวเหนียว
ช่วยไม่ได้ อีกอย่างข้าก็หายเหนื่อยแล้ว นึกไปแล้วก็คงต้องออกกำลังกายอย่างจริงๆจังๆสักที
มองฟ้าที่แสงแดดแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้ายังต้องกลับไปอาบน้ำก่อนเจออาจารย์เช้านี้
“สายมากแล้ว คุณหนู ข้าต้องขอตัว เสียนจื่อ ฝากเ้าส่งนางกลับด้วย”
กล่าวจบ พึ่งได้ลุกขึ้นก็มีเสียงเล็กร้องรั้ง
“ช้าก่อนเ้าค่ะท่านผู้มีพระคุณ” เด็กสาวร้องเรียกเสียงใส ดังกลัวว่าอยู่ๆข้าจะหายตัวไปเสียอย่างนั้น
หืมมมม ท่านผู้มีพระคุณ? งั้นหรือ?
แม้ข้าจะไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไป แต่เห็นได้ชัดเลยว่าเสียนจื่อกำลังพยายามกลั้นหัวเราะจนหน้ากลายเป็สีม่วง
กล่าวอย่างไม่ถ่อมตัว ถ้าข้าไม่ปล่อยนางล้มลุกคลุกคลานอยู่เป็นานก่อนหน้านี้ล่ะก็
สภาพของนางก็คงดีกว่านี้ และมีแผลน้อยกว่านี้ มากเลยเชียวหละ
ถ้าเรียกข้าว่า ท่านผู้เยียบย้ำซ้ำเติม ล่ะก็
ข้าคงปลื่มใจกว่ามาก
แต่ข้าไม่คิดแก้ไขความเข้าใจผิดนั้นหรอก
“ข้าแซ่ เหมย มีนามว่า หลินฟาง ท่านมีนามอะไร”
“ข้า ฉี ฮัวเหลียน”
“หลินฟาง ขอบพระคุณคุณชายฉี” ว่าแล้วนางก็คำนับขอบคุณเต็มพิธีการเท่าที่สภาพของนางจะทำได้
เป็เด็กดีมีมารยาทจริงๆ
“คุณหนูเหมย รักษาตัว”
...................
วันนี้อาเย่เริ่มเรียนกับข้าเป็วันแรก เด็กคนนี้ยังไม่กล้าแสดงออกอะไร
แต่จากที่อาจารย์ทดสอบพื้นฐานความรู้ก็จัดว่าไม่เลว
เพียงบทเรียนของข้าล้ำหน้าไปมาก อาจารย์จึงต้องทำงานหนักเป็สองเท่า
ข้าเลยสัญญากับอาจารย์จะถามแม่ใหญ่ให้ว่าจะเพิ่มค่าจ้างให้กับความเหน็ดเหนื่อยนี้ได้บ้างหรือไม่
คำพูดนี้ของข้าทำให้เหล่าอาจารย์ดูจะรักข้ามากขึ้นเป็กองเลยทีเดียว
มีเพียงอาเย่ที่ดูจะน้อยอกน้อยใจมากยิ่งขึ้น ทั้งยังกดดันมากขึ้นไปอีก
เพราะนอกจากจะคิดถึงบ้าน โดนข้ารังแก ยังเรียนไม่ทันอีกด้วย
เด็กนี้เริ่มเครียดจนนั่งถอนผมตัวเองออกมาเต็มไปหมด
ข้าเพียงบอกสาวใช้ให้ทำความสะอาดห้องเรียนหนังสือให้ดี ข้าไม่อยากเป็โรคภูมิแพ้แต่เด็ก
แม้ว่าพวกสาวใช้จะไม่เข้าใจว่าอะไรคือโรคภูมิแพ้ แต่ก็รับคำอย่างดีโดยพร้อมเพรียง