เอลที่นั่งฟังจนจบหลับตาสูดหายใจ มีเื่เหลือเชื่อเต็มไปหมด ตัวเองที่ตอนนั้นทำอะไรพวกผู้กล้าไม่ได้แต่กลับโดนน้องสาวของเขาเอาชนะได้สะงั้น จริงอยู่ว่าอาจเป็เพราะหลายสาเหตุร่วมด้วยแต่ก็ฟังดูน่าเหลือเชื่ออยู่ดี แต่ดันไม่ใช่แค่นั้น ฆ่าผู้กล้าเสร็จยังเล่นไล่กวาดล้างมนุษย์ไปหลายเมืองอีก
เอลมองหน้าน้องของเขาอีกรอบ พร้อมกับคิดว่าน้องตัวเองนี้โหดกว่าที่คิดไปเยอะเลย
“มีอะไรรึเปล่าคะ?”
“เปล่าๆ แค่กำลังใน่ะ ว่าน้องสาวของตัวเองน่ากลัวขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรเล่นปราบพวกผู้กล้าไม่พอ ยังฉายเดี่ยวบุกถล่มเมืองอีก”
เอลขำเบาๆส่วนเคลฟีก็หลบตา เอามือม้วนผมตัวเองและยิ้มอย่างเขินๆ
“แล้ว ปราสาทนี่สร้างใหม่หรอ?”
“ค่ะ สร้างที่เดิม ตามแบบฉบับที่พวกเราเคยสร้างเปะๆเลยค่ะ ”
“เหมือนเดิมจนดูไม่ออกเลยนะเนี่ย งั้นต่อไปก็สถานการณ์ตอนนี้ล่ะ เราชนะ?พวกมนุษย์อยู่ใต้อาณัติเราแล้วหรอ?”
เอลนึกถึงผู้หญิงที่เจอคนแรกตอนนั้นเห็นเธอกำลังทำความสะอาดพื้นรอบๆ มนุษย์ที่มาอยู่ในปราสาทจอมมารแบบนี้คงจะเป็ทาสไม่ก็คนรับใช้
“เปล่าค่ะ สถานการณ์ของฝั่งมนุษย์และฝั่งเราตอนนี้ไม่ค่อยต่างจากเดิมเท่าไร”
“หืม?”
เอลทำหน้าสงสัยถ้ากลุ่มผู้กล้าแพ้แล้ว ตลอด 15ปีมานี้ก็ไม่น่ามีอะไรหยุดยั้งฝั่งเคลฟีได้นี่
“หลังจากชนะในศึกนั้นเราก็ประสบปัญหามากมายเลยค่ะในสมัยที่เราเริ่มต่อกรกับมนุษย์ครั้งแรก กองทัพปีศาจเราเติบโตขึ้นเร็วมากด้วยการฆ่าและแย่งชิง แต่หลังจากศึกสุดท้ายนั้น เนื่องจากเกิดามาอย่างยาวนานทรัพยากรก็เริ่มลดลงค่ะ อัตราการเกิดของปีศาจระดับต่ำเพิ่มขึ้นจำนวนมาก”
เธอกล่าวต่อ
“ไม่มีสัตว์ให้ล่า พวกปีศาจระดับต่ำก็ไม่มีความสามารถในการเพาะปลูกพอไม่มีอาหารเพียงพอ ปีศาจพวกนี้ก็เริ่มฆ่ากันเองไม่ก็ไปบุกเมืองศัตรูแบบไม่ฟังคำสั่ง หลังจากศึกนั้นกองทัพปีศาจเราก็อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง”
“ดังนั้นเราจึงเริ่มมีข้อบังคับขึ้นมาค่ะเมืองหรือหมู่บ้านที่เรายึดมาได้และยังมีมนุษย์เหลืออยู่เราส่งปีศาจระดับสูงไปปกป้องมนุษย์จากพวกปีศาจระดับต่ำไว้ค่ะ แลกกับมนุษย์ต้องหาอาหารและเครื่องบรรณาการมาส่งให้เรา”
“พวกเชลยมนุษย์ที่ถูกจับไว้ เราก็ให้การช่วยเหลือและให้ไปอยู่ตามเมืองต่างๆเนื่องจากปัญหาจำนวนมนุษย์ที่เหลืออยู่น้อย”
“พอหลังจากนั้นก็ยังคงมีปัญหาเข้ามาไม่หยุดปีศาจระดับสูงที่ส่งไปดูแลมนุษย์ก็ฆ่ามนุษย์สะเอง ยิ่งทำให้มนุษย์ไม่ไว้ใจและเกิดการต่อต้านมากขึ้นต้องรับมือกับมนุษย์ที่ต่อต้าน แล้วก็รับมือกับปีศาจระดับต่ำที่ไม่ฟังคำสั่ง กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางได้ก็ใช้เวลาหลายปีเลยค่ะ”
เอลนั่งฟังก็รู้สึกทึ่งและแอบชื่นชมเคลฟีในใจไม่หยุดสมัยก่อนเคลฟีที่เขารู้จักเป็แค่น้องสาวที่น่ารักคนนึงเท่านั้นเองไม่ยักรู้ว่าพอเขาไม่อยู่ เคลฟีจะจัดการปัญหาต่างๆได้ด้วยคนเดียวแบบนี้
“ฝั่งพวกมนุษย์ไม่โจมตีมาบ้างหรอ”
“พวกมนุษย์ตอนนั้นก็ยังไม่รู้สถานการณ์ของทางเรามากค่ะ อีกทั้งความเสียหายจากศึกสุดท้ายทำให้มีกำลังไม่เพียงพอพวกนั้นเลยเน้นไปที่การป้องกันและการสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่สะมากกว่าค่ะ”
“แล้วปัจจุบันล่ะ กองกำลังเราถ้าเทียบกับฝั่งมนุษย์”
“ตอนนี้คาดการณ์ว่าอัตรา 2ต่อ1 ค่ะกำลังเรามีประมาณสองแสนตน ส่วนฝั่งมนุษย์ประมาณแสนคน”
เอลทำตาโต พวกปีศาจนั้นไร้ระเบียบควบคุมได้ยากแต่เคลฟีสามารถควบคุมพวกปีศาจได้เป็แสนแถมตอนนี้กำลังปีศาจยังมากกว่ามนุษย์เป็เท่าตัวอีกด้วยจำนวนขนาดนี้เรียกได้ว่าฝั่งปีศาจได้ชนะไปแล้ว
แต่ก็มีอีกเื่หนึ่งที่ต้องคำนึง
“ไม้ตายของอีกฝ่ายล่ะ มีพวกเหนืุ์อย่างพวกผู้กล้าไหม”
พวกผู้กล้าหนึ่งคนเทียบได้กับทัพนับหมื่นสมัยที่เขาและเคลสร้างอาณาจักรปีศาจครั้งแรกก็กำลังจะชนะเหมือนกันแต่กลับมีพวกกลุ่มผู้กล้าเนี่ยแหละมาหยุดไว้
“มีค่ะ แถมพวกมนุษย์ยังเรียกกันว่ากลุ่มผู้กล้ารุ่นสองด้วย”
“โห่ เก่งแค่ไหนกัน ได้ประมือกันบ้างรึยัง”
น้ำเสียงของเอลดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"หนูยังไม่เคยลองสู้เหมือนกัน พวกนั้น มักโจมตี แต่ตามรอบๆเขตชายเมืองยังไม่เคยบุกมาตรงๆเลย คาดว่าพวกนั้นก็ยังไม่มั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเองเท่าไรค่ะ"
“มีกันกี่คน เ้าพวกนั้น”
“ห้าคนค่ะ ตัวผู้กล้าเองนามว่า เพิร์ท ไม่รู้ว่าจริงแท้แค่ไหนแต่เห็นว่าเป็ลูกแท้ๆของซาเวียและยังมีความสามารถต้านทานเวทย์เหมือนพ่อด้วยอีกคนนึงเป็เอลฟ์ชื่อ เซราซิเนียร์ เธอเป็ถึงองค์หญิงจากอาณาจักรเอลฟ์เลยค่ะส่วนอีกสามคนที่เหลือเป็เผ่ามนุษย์ทั้งหมด แต่ไม่ใช่คนดังเท่าไรเลยยังไม่ทราบชื่อค่ะ"
“เดียวนะๆ ลูกของซาเวียหรอ? ไม่ใช่ว่าเธอฆ่าทั้งซาเวียกับเอทริสไปแล้วหรอ?!”
“ค่ะ ทั้งคู่ตายในศึกนั้นแน่นอน แต่ได้ยินว่าเป็ลูกลับๆเลยยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็เื่จริงรึเปล่า”
เอลพยักหน้าตอบรับเบาๆเป็ไปได้ว่าอาจจะเป็การสร้างเื่เพื่อให้ฝั่งจอมมารเคลฟีไม่กล้ามาบุก คงต้องตรวจสอบอีกที
“จะว่าไปไม่มีพวกดอว์ฟหรอ”
ผู้กล้ารุ่นก่อนมีมาแกรก ที่เป็เผ่าดวอว์ฟมาเข้าร่วมด้วย แต่ที่เคลฟีบอกมีแค่มนุษย์กับเอลฟ์เท่านั้น
“ไม่มีค่ะ”
ระหว่างที่คุยกันอยู่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้นมาจากด้านล่าง
มันเป็ประตูทางขึ้นบรรไดมาสู่ชั้นที่พวกเอลและเคลฟีอยู่กันตอนนี้
เอลหันไปมองตรงที่มาของเสียงและหันกลับมาที่เคลฟี
“ใครน่ะ?”
“ชั้นนี้ คนที่อนุญาตให้ขึ้นมา มีแค่ทากูส คงจะเป็เขาค่ะ”
ประตูที่อยู่ด้านหน้าเปิดออกปีศาจสวมหน้ากาก ใส่ชุดหนาเตอะ หุ้มสะจนไม่เห็นเนื้อหนังแม้แต่น้อย “ทากูส” เดินเข้ามา
“ท่านเคลฟี เกี่ยวกับแผนการจู่โจมครั้งนี้ เหยยยยเฮยยยย!!”
จากการพูดเรียบๆจู่ๆทากูสก็ ทำเสียงสะดุ้งสุดๆ เมื่อหันไปเห็นชายที่อยู่ข้างๆ เคลฟี
“ท่านจอมมาร!!” ทากูสร้องเสียงหลง
“โย่วไม่ได้เจอกันนานเลยนะทากูส ไม่ต่างจากเดิมเลยนะ”
เอลยิ้มและโบกมือทักทาย
“ดะได้ไง! สำเร็จแล้วเหรอ?”
ทากูสมองหน้าเอลแล้วก็หันไปมองทางเคลฟีต่อเขาเองก็พอรู้อยู่ว่าเคลฟีพยายามจะคืนชีพเอลมาตลอดไม่คิดว่าในที่สุดมันจะสำเร็จขึ้นมาได้!
เคลฟีส่ายหน้า
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย จู่ๆท่านพี่ก็ฟื้นขึ้นมาเอง”
ทากูสหันมามองหน้าเอลส่วนเคลฟีก็แอบชำเลืองมองมาเล็กๆ เื่ที่เอลเล่ามา มีจุดผิดปกติอยู่หลายจุดแค่เธอไม่กล้าถามออกไป
เอลรับรู้ได้ว่าทั้งสองกำลังรอคำตอบจากเขาอยู่จึงต้องยอมตอบ
“ขอโทษทีข้าก็ไม่รู้อะไรเหมือนกันแค่รู้สึกเหมือนหลับไปนานแสนนานเท่านั้นเอง”
คำตอบยังคงเหมือนเดิม..
“ท่านอย่าได้ขอโทษเลยคงเป็อะไรอย่างกระแสเวทย์ในร่างกายเสียหายหนักเลยต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกระมั้ง แต่ยังไงก็เถอะ”
ทากูสเอามือซ้ายแนบที่บริเวณท้องอีกมือนึงไพล่ไปด้านหลัง ก้มหัวให้อย่างสง่างาม
“ยินดีต้อนรับกลับครับท่าน”
“อืม..”
เอลก้มหัวตอบกลับเล็กน้อย
“แล้วก็ ท่านมาตอนนี้ช่างเป็เวลาที่เหมาะเจาะเหลือเกิน ไม่ทราบว่าท่านเคลฟีบอกท่านรึยัง?”
“หืม เื่อะไรเหรอ?”
เอลทำหน้าสงสัยและหันไปหาเคลฟี
"ขออภัยที่บอกเื่นี้ช้านะคะ ที่จริงวันพรุ่งนี้อาณาจักรปีศาจของเรากำลังจะบุกอาณาจักรมนุษย์แบบเต็มอัตราค่ะแต่เื่นี้ข้าตัดสินใจที่จะเลื่อนไปก่อนแล้วค่ะ คนที่ควบคุมเผ่าพันธ์ปีศาจไม่ใช่ข้าคนเดียวอีกต่อไปและท่านจอมมารก็เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเองด้วย"
ทากูสสะดุ้งเขาลืมตะหนักเื่นั้น เลยทำท่ารู้สึกผิดสุดๆ
“ขออภัยท่านจอมมาร ข้าลืมคิดถึงเื่นั้นไปเลย แล้วตอนนี้ร่างกายท่านเป็ยังไงบ้างครับ”
“ไม่เป็ไรๆ ตอนนี้ข้าแค่รู้สึกเพลียๆเฉยๆ ส่วนเื่ที่จะบุกโจมตีนั้นขอให้เป็ไปตามที่เคลฟีพูด เราจะเลื่อนอย่างไม่มีกำหนดไปก่อนช่วยแจ้งให้ทุกคนทราบด้วย”
“รับทราบครับท่าน” ทากูสก้มหัว
"สำหรับวันนี้ ขอโทษทีแต่ข้าขอตัวก่อน ข้าเริ่มรู้สึกนั่งไม่ไหวแล้วสิเคลฟีรบกวนพาข้าไปที่ห้องนอนใกล้ๆที ข้าอยากจะพักผ่อนก่อนสะหน่อย”
“ค่ะ!”
เคลฟีรีบลุกขึ้นไปพยุงตัวเอลขึ้นมา
“ถ้างั้นทากูสฝากจัดการที่เหลือด้วยทีนะ”
ทากูสก้มหัวตอบรับอีกครั้งจากนั้นเคลฟีก็พยุงเอลเดินจากไป
ชั้นที่18
90%ของชั้นนี้คือห้องของจอมมารเอล อีก10%ที่เหลือจะเป็พื้นที่ด้านนอกที่มีบรรไดขึ้นไปชั้นต่อไป
เคลฟีพาเอลมาที่ห้องเธอทั้งร่ายเวทย์ต้านทานแรงโน้มถ่วงให้ ทั้งช่วยพยุงแบบสุดๆ แม้ที่เขาจะพอเดินได้ก็ตาม เธอเปิดประตูเข้าไปในห้อง.
ภายในห้องเป็พื้นที่โล่งสะอาดตา ตรงกลางเป็ชั้นหนังสือกั้นระหว่างเตียงนอนกับโต๊ะอาหาร ทางซ้ายเป็พวกเครื่องประดับและอาวุธเรียงรายสวยงามขวาสุดมีประตูไปห้องน้ำ
เมื่อเอลเข้ามาในห้องก็รู้สึกประทับใจ ทุกอย่างเหมือนเดิม เหมือนตอนที่เขาอยู่ที่นี่
พรมที่พื้นไม่มีร่องรอยของฝุ่นหนังสืออยู่เต็มตู้อาวุธและเครื่องมือต่างๆที่ประดับไว้ตามห้องก็ไม่มีหยากไย่แม้แต่น้อย
นอกจากจะสร้างให้เหมือนเก่าแล้วตลอด15ปี มานี้ เคลฟีดูแลห้องนี้ไว้เป็อย่างดีมาโดยตลอด
เคลฟีค่อยๆพยุงเอลมาที่เตียง
“ขอโทษจริงๆนะ ดูท่าร่างกายนี้คงไม่ได้ใช้งานนานไปหน่อย ต้องรบกวนน้องเลย”
“ไม่เป็ไรเลยค่ะ ยินดีอย่างยิ่งค่ะ”
เคลฟีปัดมือไปมาด้วยความเกรงใจ
“ถ้างั้นขอรบกวนอีกเื่ทีสิ”
“คะ?”
“ขอน้ำกับอาหารอะไรก็ได้ที”
เคลฟีสะดุ้งเธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ั้แ่เอลตื่นขึ้นมายังไม่ได้กินอะไรเลย หรือคิดในอีกแง่ 15 ปีมานี้เอลยังไม่ได้กินอะไรเลย! เคลฟีใช้เวทมนตร์ดูแลร่างกายเอลมาตลอดไม่แปลกที่เอลจะรู้สึกหิวขึ้นมา เธอรู้สึกผิดว่าทำไมลืมเื่แบบนี้ไปได้กันนะ
“ค่ะๆ! สักครู่นะค่ะ”
พูดเสร็จเคลฟีก็รุดรั้งออกไปอย่างรวดเร็ว
“…”
เอลเอนหลังลงบนเตียง
วันนี้มีแต่เื่เหลือเชื่อเต็มไปหมดไม่คาดคิดเลยว่าจะได้กลับมาร่างเดิม แถมน้องสาวของเขาก็ยังไม่ตายอีก ทั้งหมดนี้มันราวกับฝันจริงๆ
แต่จากนี้ไปจะเอาไงต่อดีล่ะ? ทีแรกเหตุผลที่กลับมาก็แค่จะมาเคารพหลุมศพเคลฟีแล้วก็ล้างแค้นพวกผู้กล้า แต่ตอนนี้น้องสาวเขาก็ยังไม่ตายพวกผู้กล้าก็เหลือแค่อิราซิล าใหญ่ก็กำลังเริ่ม แต่ไอ้ความรู้สึกอยากกวาดล้างมนุษย์แบบเมื่อก่อนนี่ไม่มีแล้วล่ะเล่นไปอยู่กับมนุษย์มาตั้ง 15 ปี จนบางทียังลืมไปเลยว่าตัวเองเป็ปีศาจ
(แล้วก็..ผู้กล้ารุ่นสองงั้นเหรออยากลองหวดดูสักตั้งเหมือนกันแหะ หวังว่าจะเก่งกว่าพวกผู้กล้ารุ่นแรกนะ...)
(เห็นว่าเมืองที่อยู่ในอาณัติเห็นว่าต้องส่งมนุษย์มาเป็ของกำนัลให้พวกปีศาจด้วยสิเอามาแกล้งสักคนคงจะไม่เลวเลย)
พอมาคิดๆดูแล้วก็มีเื่น่าสนุกเต็มไปหมด
(เอาล่ะ! ตัดสินใจได้ละ)
สำหรับตอนนี้คงต้องเลื่อนการจู่โจมของฝั่งปีศาจไปเรื่อยๆก่อน
แต่ก่อนอื่่น
ทีแรกเขากะจะไปลุกไปดูระเบียงแต่แค่คิดไรนิดหน่อยก็เริ่มหน้ามืดแล้ว
(นอนรอเคลฟีก่อนละกัน..)
.
..
ไม่นานเสียงเปิดประตูเข้ามาก็ทำให้เอลตื่น
เคลฟีถืออาหารเข้ามาและยังมีสาวใช้ที่เอลเจอตอนแรก เดินช่วยถืออาหารตามมาเหมือนกันเธอวางอาหารไว้ที่โต๊ะแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
ส่วนเคลฟีถือชามข้าวต้มที่มีหมูสับเล็กๆผสมเธอยกเก้าอี้มานั่งข้างๆเตียงกับเอล
“ผู้หญิงคนนั้น ทาสมนุษย์หรอ?”
“ใช่ค่ะ เธอชื่อ อองฟอง น้องรับเธอมาช่วยงานเป็ส่วนตัวประมาณ 3 ปีได้แล้วค่ะ”
“อืมๆ รบกวน ฝากขอโทษเธอทีนะ ที่ข้าเผลอทำร้ายเธอไป ก่อนหน้านี้”
เคลฟีอ้าปากเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนลงไป และพยักหน้าเบาๆ
แค่เห็นท่าทีของเคลฟีเอลก็เดาได้แล้วว่า ผู้หญิงที่ชื่อ อองฟอง นั้นคงเป็อะไรมากกว่าทาส อาจจะเรียกว่าเพื่อนก็ว่าได้ ไม่อย่างนั้นเคลฟี คงรีบบอกว่าไม่เป็ไรไปแล้ว
สมัยก่อนเคลฟีก็เป็พวกขี้สงสารเธอพยายามแสดงบทบาทเป็คนที่เกลียดแค้นมนุษย์ แต่เขาอยู่กับเธอมาั้แ่เด็กแค่เห็นสีหน้าก็ดูออกว่าเคลฟีไม่ได้แค้นมนุษย์อะไรขนาดนั้นถึงขนาดมีครั้งนึงแอบปล่อยมนุษย์ที่เขาจับมาทดลองไปถึงตอนนั้นจะรู้ว่าเป็เคลฟีเองที่ปล่อย แต่เขาก็เงียบไว้เพราะไม่อยากทะเลาะกันการที่เธอจะปฏิบัติกับทาสส่วนตัวเหมือนเพื่อน ก็คงไม่แปลก
เคลฟีตักข้าวต้มเป่าให้เย็นลง และขยับมือยื่นไปทางเอลเล็กน้อย เธอไม่ได้ส่งไปที่เอลทันทีเพราะจะดูว่าเอลอนุญาตให้ทำเช่นนั้นรึเปล่า
เอลแอบยิ้มในใจและอ้าปาก..