วันรุ่งขึ้นแสงพรายรีบออกจากสำนักแต่เช้าก่อนผู้ใด ด้วยมิต้องการร่วมทางกับเหล่าช่างแล้วค่อยแยกตัวออกไปพระตำหนักให้ถูกค่อนแคะจากเรื่องที่เกิดขึ้นตนถูกต่อว่าอย่างหนักจากแทบทุกคนในสำนักว่านำความเสื่อมเสียมาให้และพลอยทำให้ปู่หลวงต้องเดือดร้อนเสียหาย..คนที่ต่อว่ารุนแรงที่สุดคือคำแปงศิษย์รักของครูพิธานผู้ต้องกลับไปทำหน้าที่ซ่อมซุ้มประตูกำแพงวัดตระพังทองหมดโอกาสได้แสดงฝีมือปั้นแบบองค์พระเข้าประกวดประขัน
คงมีเพียงน้าหมานกับจุกที่ยังปฏิบัติตัวเป็นปกติทั้งยังเล่าเรื่องของพระองค์หญิงกัณฐิมาศให้ตนฟัง.. ว่าเป็นผู้มีพระสติปัญญาและปฏิภาณเป็นเลิศทรงเคยช่วยเหลือผู้คนไขคดีความต่างๆ มาแต่ครั้งทรงพระเยาว์ จนเป็นที่เคารพรักของชาวเมือง
เมื่อแสงพรายเดินมาถึงวัดสรศักดิ์จึงได้รายงานตัวกับทหารรักษาการณ์แล้วเดินผ่านไปจนถึงพระตำหนักองค์ใหญ่ของพระองค์หญิงกัณฐิมาศเดินวนอยู่ลานด้านล่างสักครู่จึงมีนางข้าหลวงตรงเข้ามาหา
“ท่านมาแล้วหรือ องค์หญิงกัณฐิมาศมีรับสั่งให้ข้ามาบอกงานท่าน..สิ่งแรกที่ท่านต้องทำทุกเช้าคือ ให้ทำความสะอาดตุ่มใส่น้ำสำหรับชำระเท้าผู้ขึ้นไปบนพระตำหนักแล้วเติมน้ำให้เต็ม.. ทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อน แล้วข้าจะบอกงานลำดับถัดไปของท่าน”
แสงพรายนึกไม่ถึงว่างานแรกและงานประจำวันที่ตนต้องทำคือเตรียมน้ำล้างเท้าให้กับคนที่มาเฝ้าพระนางถึงกับสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแปลบ คิดในใจว่าพระนางคงคิดจะย่ำยีศักดิ์ศรีของตนแต่แล้วก็ระลึกว่า จะอย่างไรเราก็มิได้มีศักดิ์ศรีหรือสิ่งใดให้ต้องรักษา.. ชีวิตนี้คงมีเพียงหน้าที่และคำสัตย์ที่ต้องรักษาไว้เท่านั้น
เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับงานต่างๆถูกเตรียมไว้พร้อม แต่ที่หนักหนาสำหรับชายหนุ่มคือการที่ต้องตักน้ำจากตระพังใหญ่ที่อยู่ด้านทิศใต้ของวัดสรศักดิ์แล้วแบกหามมาใส่ตุ่ม
เหมือนพระนางจะรับรู้ถึงความยากลำบากของตนงานลำดับถัดไปยังคงเป็นงานตักน้ำใส่ภาชนะต่างๆ ภายในพระตำหนัก
แสงแดดเริ่มร้อนสะท้อนประกายระยิบระยับขึ้นบนผิวน้ำในตระพัง เช่นเดียวกับเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นแวววาวบนใบหน้าของชายหนุ่มดูไปมีสง่าราศีเกินกว่าจะเป็นเพียงช่างฝีมือธรรมดาแสงพรายก้มตัวลงยังขอบตลิ่งริมน้ำน้ำทุ่งภาชนะเครื่องจักสานทำจากไม้ไผ่ยาด้วยชันจนสนิทสำหรับใช้ตักน้ำถูกวาดสะบัดโกยน้ำเข้ามาเก็บชายหนุ่มรั้งหูหิ้วขึ้นมาด้วยสองมือสองแขน อาการเจ็บแปลบที่แขนขวาสะท้านขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องทิ้งน้ำทุ่งลงบนผืนน้ำก่อนจะกัดฟันดึงรั้งขึ้นมาอีกคราจนสำเร็จในที่สุด
เมื่อเดินกลับมาถึงลานหน้าพระตำหนักเห็นทหารแต่งกายในชุดเครื่องแบบแปลกตาเพิ่มขึ้นมา ๓ คน ยืนอยู่รอบบริเวณ
“เจ้าชื่อแสงพราย ใช่หรือไม่”ทหารคนหนึ่งตรงปรี่เข้ามาถาม
แสงพรายมองด้วยอาการนิ่งสงบตอบสั้นๆ “ใช่”
“พระคุณ.. คนที่ท่านต้องการเจอตัวกลับมาแล้ว”
ทหารคนเดิมตะโกนขึ้นไปบนพระตำหนักคล้ายไม่สนใจว่าจะเป็นพระตำหนักของท่านผู้ใด เพียงมุ่งปฏิบัติตามที่นายของตนสั่งไว้อย่างเคร่งครัด
สักครู่จึงเห็นชายรูปร่างใหญ่ในชุดขุนทหารโผล่กายออกมาจากด้านบนพระตำหนัก ใบหน้าสี่เหลี่ยม คิ้วดกหนา หน้าผากกว้างใหญ่แววตาส่องประกายดุร้ายจ้องลงมายังแสงพราย
“เจ้าหรือที่บังอาจล่วงเกินองค์หญิง”ชี้หน้ากร้าวลงมา
เพียงครู่เดียวก็ลงมายืนประจันหน้ากับชายหนุ่มที่ถือน้ำทุ่งอยู่ด้านล่าง
“ขุนกาฬ ห้ามมิให้ท่านทำกระไรทั้งสิ้น”
พระสุรเสียงขององค์หญิงกัณฐิมาศดังขึ้นพร้อมกับพระวรองค์ที่ปรากฏขึ้นยังขอบชานด้านบนพระตำหนัก
“เกล้ากระหม่อมจะสั่งสอนมันให้หลาบจำต่อไปจะได้สำนึกตนไว้พระเจ้าค่ะ”
แสงพรายยังคงยืนนิ่งเชิดหน้ามิหวั่นไหว
“ข้าพเจ้ามีภาระต้องตักน้ำเติมใส่ตุ่มไม่มีเวลามายุ่งเกี่ยวกับพวกท่านหรอก” ว่าแล้วชายหนุ่มเตรียมเบี่ยงกายเดินพ้นไป
คำที่ว่า “ไม่..ยุ่งเกี่ยวกับพวกท่าน”ทำให้สีพระพักตร์ของพระองค์หญิงมึนตึงขึ้นมาทันที..
พระนางนั้นทรงพยายามขับไล่ขุนกาฬซึ่งรุกล้ำเข้ามาในพระตำหนักหลังจากเจ้าตัวเพิ่งจะเร่งเดินทางมาจากชากังราวทันทีที่ทราบข่าวเรื่องพระนางเสด็จกลับสุโขทัยทั้งยังสืบเสาะรู้ว่าพระนางเกิดเรื่องราวใดขึ้นกับชายผู้มาอาศัยยังสำนักช่างนับว่าอิทธิพลและหูตาของขุนศึกผู้นี้มีมากมายจริงๆ
พลันทอดพระเนตรเห็นขุนกาฬกระชากน้ำทุ่งหลุดออกจากมือแสงพรายน้ำสาดซัดกระเซ็นไปทั่ว
“ขุนกาฬ.. ท่านไม่กลัวหรือว่าเขาจะมีวิชาอาวุธติดตัว คนผู้นี้หยิ่งยโสนัก หาได้เกรงกลัวใครไม่บางทีอาจจะเป็นขุนศึกจากแดนใต้ปลอมแปลงมาก็เป็นได้ ท่านอาจจะต้องระวังตัวไว้บ้าง”
พระองค์หญิงทรงเปลี่ยนท่าทีไปทันทีจากที่ทรงห้ามปรามเมื่อครู่ก่อนหน้า บัดนี้คล้ายเตรียมทอดพระเนตรชมการดิ้นรนเอาตัวรอดของชายหนุ่ม
“หึหึเกล้ากระหม่อมรู้แต่ว่ามันเป็นลูกไพร่ไร้พ่อแม่แล้วมาตามหาญาติพี่น้องที่เมืองเหนือน่าเสียดายปู่หลวงไม่น่าจะรับคนอย่างนี้ไว้ในสำนักเลย.. ทหาร ส่งดาบให้มันแล้วเอาหวายมาให้ข้า”
เสียงดาบถูกชักออกจากฝักจากนั้นพุ่งปักลงมายังพื้นดินไม่ห่างจากปลายเท้าแสงพรายนักในขณะที่ทหารอีกคนนำหวายมามอบให้ผู้เป็นนาย
“เจ้าจงจับดาบขึ้นมาสู้เราจะใช้เพียงมือซ้ายกับหวายนี้เท่านั้น”
แสงพรายก้มมองดูดาบที่เปลือยคมปักอยู่ตรงหน้ากล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ข้าพเจ้ามาทำงานเป็นบ่าวชั่วคราวของพระองค์หญิงหาได้มาทำตัวเป็นนักเลงเที่ยวหาเรื่องวิวาทกับผู้ใดไม่ท่านเองก็เป็นแขกผู้มาเยือนจะกระทำสิ่งใดก็ควรกราบทูลถามพระองค์ผู้เป็นเจ้าของพระตำหนักเสียก่อน”
“เจ้านี่มันช่างปากดีนักจงหยิบดาบขึ้นมา อย่าให้เราต้องทำร้ายคนไม่มีอาวุธเลย”
ขณะที่ชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉยพระนางผู้เป็นเจ้าของพระตำหนักพลันรับสั่งดังกังวานขึ้น
“ท่านกล่าวว่ามาเป็นบ่าวชั่วคราวในตำหนักเรา.. ถ้ากระนั้นจงกระทำตามคำสั่งเราอย่าได้บิดพลิ้ว..”พระสุรเสียงช่วงท้ายหนักแน่นเด็ดขาด ก่อนจะมีพระบัญชาว่า
“จงหยิบดาบขึ้นมา”
แสงพรายเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ ดวงตาเบิกกว้างทั้งตกใจทั้งเจ็บปวดใจระคนกัน..
ชายหนุ่มหลับตาลง สูดลมหายใจลึกมือขวาค่อยๆ เอื้อมไปยังด้ามดาบที่ปักอยู่ตรงหน้า..
“เรารู้ว่าท่านมีวิชาอาวุธติดตัวลำพังมือซ้ายและไม้หวายคงไม่พอมือของท่านหรอก จงจับดาบไล่ขุนกาฬไปให้พ้นจากตำหนักเรา”
เพียงวูบหนึ่งแห่งความคิดผุดขึ้น.. พระนางทรงต้องการขับไล่ขุนกาฬหรือทรงปรารถนาให้เราบาดเจ็บกันแน่..
ดาบถูกดึงขึ้นจากพื้นด้วยมือขวา..
ทันใดนั้น ไม้หวายพลันหวดสะบัดเข้ามาอย่างรวดเร็วแสงพรายยกดาบขึ้นรับ แรงปะทะจากไม้หวายรุนแรงนักจนดาบที่ถือแทบปลิวหลุดมือแขนแสงพรายเจ็บแปลบแต่ยังพยายามกุมดาบไว้ให้มั่น
ปลายท่อนหวายวกกลับมากระแทกเข้าใส่ลิ้นปี่ของชายหนุ่มแล้วดีดงัดขึ้นตีปลายคางจนเลือดสาดกระเด็น
อาการจุกกลางลำตัวและความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านตรงคางแทบทำให้สติของชายหนุ่มดับไป แต่แล้วพลันรู้สึกปวดชาที่มือเมื่อถูกไม้หวายฟาดใส่จนดาบหลุดลอยออกไป
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”พระสุรเสียงดังลั่น
แต่ช้าไปแล้ว ท่อนหวายโหมตีกระหน่ำทั้งกกหูและลำตัวจนแสงพรายล้มคว่ำไปกับพื้น
ขุนปราบยังมิหนำใจยืนคร่อมร่างแล้วหวดฟาดลงซ้ำๆ ที่ลำตัวและศีรษะของชายหนุ่ม