บทที่2 ก่อนการทดสอบ
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์แรกเริ่มสาดส่องไปทั่วท้องฟ้าเหตุการณ์เมื่อคืนกลายเป็เื่ถกเถียงกันไปทั่วทั้งเมืองหลวงผู้คนต่างพูดกันไม่ขาดปาก ทั้งเื่าระหว่างตระกูล การตายของจุยสง และเื่ที่สั่นคลอนหัวใจผู้คนที่สุดคือการที่จุยฮวางถูกปลดออกจากตำแหน่งอำมาตย์ฝ่ายซ้าย
ทางราชวงศ์ตัดสินว่าจุยฮวางกระทำความที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับเมืองหลวงอย่างรุนแรงองค์จักรพรรดิ์จึงทรงแต่งตั้งให้คนของตระกูลหวังขึ้นรับหน้าที่แทนและด้วยความดีความชอบของปู้หยุนจึงทำให้ได้รับโอกาสจากทางตระกูลหวัง
ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วเนื่องด้วยตระกูลจุยถือครองอำนาจและตำแหน่งอำมาตย์ฝ่ายซ้ายมากว่าหลายร้อยปีแต่วันนี้อยู่ๆทางราชวงศ์กลับประกาศเปลี่ยนฐานอำนาจนี้ให้กลับตระกูลหวังที่เป็ตระกูลสายการค้า
หลายตระกูลที่มีสัมพันธ์กับตระกูลจุยเริ่มตีตัวออกห่างเพราะความตกต่ำของตระกูลจุยฮวางนั้นเมื่อได้รับราชโองการมันถึงกับหน้าสั่นเทาไปด้วยความโกรธและเคียดแค้นหยางอี้
หยางอี้เป็ตัวการทั้งหมดที่ทำให้เื่นี้เกิดขึ้นการตายของจุยสง ทวนโลหิตทมิฬ รวมถึงการที่มันถูกปลดออกจากตำแหน่งทั้งหมดเป็เพราะหยางอี้แต่ทว่ามันกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลยทำได้เพียงรับโทษและปล่อยเื่นี้ผ่านไป
หลังจากเข้าใจเื่ทั้งหมดจุยจีได้ยอมรับความผิดที่เกิดขึ้นและยอมถอยกลับไปแต่โดยดีสำหรับหยางอี้แล้วจุยจีเพียงคิดว่าเป็เพราะความซวยและความไม่รอบครอบของจุยฮวางเท่านั้นอย่างไรมันก็ไม่มีอำนาจพอจะไประรานหยางอี้ได้
แต่ทว่าเื่นี้เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่มีผู้อยู่เื้ัหลังจากทบทวนดูอย่างถี่ถ้วนเื่ราวทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะแผนการของปู้หยุนและตระกูลหวังความอาฆาตทั้งหมดของตระกูลจุยจึงตกไปอยู่ที่ตระกูลหวังโดยปริยาย
แม้ว่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในคืนที่ผ่านมาจะดังกระหึ่มไปทั่วทั้งเมืองหลวงจนผู้คนพูดกันไม่ขาดปากแต่ว่ากลับไม่มีชื่อของหยางอี้อยู่ในเื่พวกนั้นเลย
ทางราชวงศ์และสองตระกูลต่างเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับการที่เื่วุ่นวายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเป็เพราะผู้เยาว์คนหนึ่งคงไม่มีใครอยากให้ผู้คนได้รับรู้โดยเฉพาะทางราชวงศ์มิฉะนั้นจะเป็การเสียหน้าเป็อย่างมาก
ภายในตึกพักชั้นสองของหอเมฆาเบ่งบานหญิงรับใช้ที่เคยถูกปู้หยุนสั่งให้ไปรับใช้หยางอี้กำลังเดินอย่างเหม่อลอยนางนั้นยังคงคิดทบทวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอยู่นางเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องๆหนึ่งที่ปู้หยุนเตรียมไว้เพื่อรับรองหยางอี้เมื่อหยางอี้หายตัวไปแล้วนางจึงมาจัดการภายในห้องเพื่อเตรียมพร้อมให้บริการต่อไป
แต่ขณะที่นางกำลังจะเปิดประตูห้องนั้นประตูห้องกลับเปิดออกก่อนที่นางจะััทำให้นางใและเผลอถอยหลังสะดุดขาตัวเองจนล้มไป
หญิงรับใช้หลับตาปี๋ แต่ก่อนที่นางจะล้มกระแทกกับพื้นนั้นได้มีใครบางคนมารับนางไว้เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นเด็กหนุ่มผู้มาประคองร่างนางไว้นางถึงกลับตกตะลึงก่อนที่ใบหน้าของนางร้อนผ่าว
“ค ค คุณชายหยาง ทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่ ”
หยางอี้ยิ้มรับก่อนจะปล่อยนางออกจากอ้อมอก
“ทำไมล่ะพี่สาวก็เมื่อคืนหลังจากชนะการประลองแล้วข้าเหนื่อยมากจึงกลับมาพักที่ห้องมีอะไรผิดปกติงั้นรึ ”
สาวรับใช้กลายเป็พูดอะไรไม่ออกได้แต่นึกในใจ
‘ไม่ผิดก็บ้าแล้วท่านพึ่งจะก่อเื่ขนาดนั้นที่หอเดิมพันแต่กลับมานอนพักสบายใจที่นี่เนี่ยนะ’
หยางอี้เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงรับใช้ก็ได้แต่อมยิ้มเมื่อคืนเมื่อหยางอี้สังหารจุยสงแล้วก็ใช้่ชุลมุนที่ทั้งสองตระกูลต่อสู้กันในการนำทวนโลหิตทมิฬและหลบหนีออกมาด้วยย่างก้าวมายา์และทักษะซ่อนจันทร์
แต่เมื่อหลบออกมาชายหนุ่มกลับไม่รู้ว่าจะหนีไปไหนดีและหยางอี้ค่อนข้างมั่นใจไม่น้อยว่าตระกูลจุยต้องส่งคนออกตามล่าตัวเองไปทั่วทั้งเมืองหลวงในเมื่อรุ่งเช้าก็ต้องไปยังสถานที่ทดสอบและเมื่อไม่มีใครตามรอยตัวเองได้หยางอี้จึงตัดสินใจแอบพักอยู่ที่หอเมฆาเบ่งบานและก็เป็ตามที่คิดเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าหยางอี้จะแอบซ่อนอยู่ใกล้แค่นี้
“ว่าแต่พี่สาวท่านช่วยเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่”
“ก็ได้อยู่หรอกเ้าค่ะ ”
หลังจากนั้นหญิงรับใช้ก็เล่าเื่ต่างๆที่นางรับรู้มาให้หยางอี้ฟังทำให้หยางอี้ใไม่น้อยเช่นกันเมื่อรู้ว่าเื่ราววุ่นวายขนาดนี้
หลังจากนั้นหยางอี้ก็เดินทางไปพบกับปู้หยุนตามคำบอกกล่าวของหญิงรับใช้ว่าตอนนี้ทางตระกูลหวัง้าพบตัวชายหนุ่ม
เมื่อได้ยินคำว่าตระกูลหวังหยางอี้นั้นขมวดคิ้วครุ่นคิดทันที‘หวัง ดูเหมือนท่านลุงเสี่ยวป้อและแม่นางจือเองก็แซ่หวังเหมือนกันนี่นา’
ไม่นานหยางอี้ก็มาถึงห้องของปู้หยุนปู้หยุนตกตะลึงไม่น้อยเมื่อพบกับหยางอี้ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นานถึงเหตุการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นหยางอี้รับฟังอีกครั้งดูเหมือนสิ่งที่หญิงรับใช้เล่าให้ฟังนั้นจะเป็พียงแค่เื่ผิวเผินเท่านั้น
“แล้วเื่ทวนโลหิตทมิฬเล่นนี่ล่ะผู้ดูแล ”หยางอี้ถามออกมาเปรยๆ
“ฮ่าๆ ทวนเล่มนี้เดิมทีเป็ของราชวงศ์ และทางราชวงศ์เองก็ยกให้กับคุณชายถือเป็การขอโทษที่ตระกูลผู้นำของเมืองหลวงเสียมารยาทกับท่านแล้วตระกูลจุยจะกล้าพูดอะไรอีก ? ”
“เป็เช่นนั้น ”
หยางอี้เมื่อได้รับรู้ความจริงทั้งหมดก็กลายเป็งงงวย ตัวเขาเองยังไม่เคยคิดว่าการแสดงป้ายหยกของผู้าุโเหล่ยโหลวที่ประตูเมืองทิศเหนือจะส่งผลขนาดนี้
“เห้ออันที่จริงข้าและผู้าุโเหล่ยโหลวนั้นเคยพบกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ”
หยางอี้พูดออกมาทำให้ปู้หยุนแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็มิได้กล่าวอะไรป้ายหยกประจำตัวของวิหาร์นั้นสำคัญขนาดไหนมันย่อมรู้ดีแม้จะเจอกันเพียงหนึ่งครั้งแล้วอย่างไรในเมื่อเหล่ยโหลวเต็มใจจะมอบป้ายหยกประจำตัวให้ก็ไม่มีอะไรต้องสงสัยให้มากความ
หยางอี้ประหลาดใจมากกับเื่ที่ตระกูลจุยถูกปลดจากตำแหน่งอำมาตย์ฝ่ายซ้ายเพราะหากพูดกันตามความจริงแม้การกระทำของจุยฮวางจะรุนแรงแต่ก็มิน่าจะมีโทษถึงขนาดส่งผลทั้งตระกูลอีกทั้งตระกูลจุยยังทำหน้าที่นี้มาหลายร้อยปีแล้ว
หยางอี้นั้นกล่าวกับปู้หยุนว่าหลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบเข้าสำนักวิหาร์แล้วจะเดินทางไปพบกับผู้นำตระกูลหวังตามคำเชิญแล้วจึงเดินทางออกจากหอเมฆาเบ่งบานเพื่อไปยังสถานที่ทดสอบ
ภายในตึกตระกูลจง
“บัดซบ ข้าไม่นึกว่าทางราชวงศ์จะทำกับเราถึงขนาดนี้ ”
จุยฮวางกล่าวออกมาอย่างเดือดดาลที่ด้านข้างของมันคือจุยซ้งผู้นำตระกูลและจุยจี ทั้งสามกำลังหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ของตระกูลจุย
“น้องสองข้าว่าเ้าควรจะใจเย็นลงก่อน ”
“เป็เพราะเ้าเด็กบัดซบนั่นคนเดียว”ตอนนี้ในสายตาของจุยฮวางหยางอี้เปรียบเสมือนศัตรูที่นำความอัปยศมาให้มันจนมิสามารถอยู่ร่วมโลกกันได้
“เ้าควรจะลืมเื่เ้าเด็กนั่นไปซะ อย่าลืมว่าเื่ทั้งหมดนี้เป็แผนของพวกตระกูลหวังและพวกเราดันโชคไม่ดีที่ไปเจอกับเ้าเด็กนั่น ท่านพ่อมีความเห็นอย่างไร”จุยซ้งกล่าวเตือนจุยฮวางแล้วจึงหันไปขอความเห็นจากจุยจี
“หึ่ม ดูเหมือนทางราชวงศ์จะเริ่มสงสัยพวกเราแล้วมิฉะนั้นคงไม่จงใจหักหน้าและลดอำนาจตระกูลจุยแบบนี้ เห็นทีเราจะรอช้าไม่ได้แล้วรีบส่งคนไปแจ้งพวกนั้นว่าตอนนี้พวกเราพร้อมแล้ว ้าเริ่มแผนการเมื่อไหร่ให้บอกมาได้เลยยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ”
จุยจีกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉยหลังจากตัดสินใจแล้วเดิมทีมันยังคงสองจิตสองใจแต่ตอนนี้เมื่อราชวงศ์หักหน้าตระกูลจุยเช่นนี้จึงไม่จำเป็ต้องเกรงใจอีกต่อไป
ณ ถนนสายหลักของเมืองหลวง
หยางอี้เดินทอดน่องดูของไปเรื่อยเปื่อย ยังเหลือเวลาอีก 2ชั่วยามกว่าจะถึงเวลาเริ่มการทดสอบของสำนักวิหาร์
วันนี้ที่ถนนสายหลักเต็มไปด้วยผู้คนอย่างคับคั่งผู้เยาว์มากมายต่างเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการทดสอบเหล่านายน้อยของตระกูลเล็กใหญ่ต่างเดินอวดศักดิ์ดากันถ้วนหน้า
หยางอี้เห็นแล้วทำได้เพียงหัวเราะในใจ นายน้อยพวกนี้แข่งกันอวดความร่ำรวยแทนที่จะเป็ความสามารถกระทั่งบางคนหยางอี้ััได้ถึงพลังปราณระดับปราณฝึกหัดด้วยซ้ำไปแต่กลับรายล้อมไปด้วยผู้คุ้มกันมากมาย
ทว่าเื่ราวกลับน่าเศร้าสำนักวิหาร์นั้นนับเป็อย่างไร ความมั่งคั่งอาจนำมาเทียบได้กับตระกูลพวกนี้เ้าพวกนี้ก็เป็ได้เพียงตัวตลกเมื่อถึงการทดสอบ
หยางอี้ยังคงเดินปะปนอยู่กับฝูงชนมากมายเด็กหนุ่มพยายามทำตัวไม่ให้ไปเตะสายตาเ้าพวกนายน้อยพวกนี้เพราะไม่อยากทำให้เื่วุ่นวายใช่แล้วหากมีบางคนถูกฆ่าก่อนจะเริ่มการทดสอบคงไม่ใช้เื่ดีนัก
หลังจากเดินมาจนเริ่มเบื่อก็มีบางอย่างมากระตุ้นความสนใจของชายหนุ่มห่างไปไม่ไกลมีกลุ่มคนกำลังมุงดูบางอย่างเสียงจอแจหยางอี้ไม่รอช้ารีบเดินตรงไปยังกลุ่มคนทันทีโดยหวังว่าจะมีเื่สนุกให้ได้ชมเช่นการต่อยตีของพวกลูกคนรวยบ้าง
ทว่าหลังจากฝ่าฝูงชนเข้าไปภาพเหตุการณ์เบื้องหน้ากลับไม่เป็ไปตามที่ชายหนุ่มคิดรอยยิ้มที่นึกสนุกแปลเปลี่ยนเป็ใบหน้าเ็าทันที
ภาพเบื้องหน้ากลับเป็เด็กผู้หญิงตัวน้อยคนหนึ่งที่มีสภาพมอมแมมสวมชุดผ้าที่ถูกปะมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งที่ด้านหลังของนางมีตะกร้าใบใหญ่ถูกสะพายไว้และเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ทั่วทั้งตัวมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมดกำลังโอบกอดเด็กหญิงไว้ท่ามกลางชายฉกรรจ์นับสิบคนที่ยืนล้อมอยู่
หยางอี้หันมาถามบางคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก่อนหน้า
“นี่พี่ชายมันเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ ”
“ก็แม่หนูนี่นะสิดันวิ่งไปชนเ้าคุณชายอ้วนนั่นจึงโดนรังแกเล็กน้อยแต่ว่าเ้าหนุ่มที่เป็พี่ชายนั่นเมื่อเห็นน้องสาวโดนรังแกเลยไปต่อยเ้าอ้วนนั่นเข้าแล้วเื่ก็เป็อย่างที่เ้าเห็นนั่นแหละ”
เมื่อได้ฟังหยางอี้ก็ได้แต่ถอนหายใจเมื่อมองไปยังรอบด้านผู้คนมุงดูกันเยอะแยะกระทั่งมีหลายคนนินทาเ้าอ้วนบ้างพูดว่าสงสารแต่กลับไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าช่วย
‘โลกนี้หากไม่แข็งแกร่งก็มีแต่จะถูกผู้อื่นรังแก ’
เดิมทีหยางอี้ไม่้าจะเอาตัวเข้าไปเกี่ยวกับเื่ยุ่งยากหากเป็เพียงเด็กหนุ่มโดนรังแกแน่นอนว่าหยางอี้ย่อมไม่เข้าไปยุ่งเพราะตัวเขาเองก็มิเป็คนดีอะไรนักแต่ทว่าการมองเห็นเด็กสาวตัวน้อยถูกรังแกและเพราะความรักที่พี่ชายมีต่อน้องสาวทำให้หยางอี้นึกถึงเสี่ยวปิงและเพ่ยเพ่ย
“นี่คุณชายท่านนั้น หากข้าจะขอให้เื่นี้ผ่านไปจะได้หรือไม่ข้าจะรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดเองเชิญท่านกล่าวมาได้เลย ”
หยางอี้เดินฝ่าฝูงชนออกมาก่อนจะกล่าวกับคุณชายร่างอ้วนทำให้เหล่าคนที่มามุงดูต่างประหลาดใจ
คุณชายร่างอ้วนนั้นมองดูหยางอี้อย่างพินิจมันเองก็มิใช่คนโง่ย่อมรู้ดีว่าที่เมืองหลวงนี้เต็มไปด้วยเสือซ่อนัหมอบการจะหาเื่ใครต้องดูให้ดีเพียงแต่มันนั้นชื่นชอบการรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น
เมื่อมองดูหยางอี้ที่แต่งกายด้วยชุดชาวยุทธอาจจะดูดีอยู่บ้างพอให้รู้ว่าเป็คุณชายมาจากตระกูลใดสักตระกูลแต่ก็ยังคงไม่มากพอจะทำให้มันเกรงกลัว
“ฮ่าๆ เ้านะหรือ ที่จะบอกว่าจะชดใช้ ”
เขามองมาที่หยางอี้พร้อมกับร้อยยิ้มอันเย้ยหยันหยางอี้เพียงยิ้มและพยักหน้าอย่างใจเย็นหากจบเื่ได้ด้วยการพูดคุยแม้จะโดนดูถูกเล็กน้อยชายหนุ่มก็มินำมาใส่ใจ
“เช่นนั้นเอาเป็ 100,000 เหรียญทองเป็อย่างไรนังเด็กนี้ทำชุดข้าเปื้อน ชุดนี้ข้าสั่งทำมาจากจักรวรรดิอรุณรุ่งเ้ามีปัญญาไหมล่ะพ่อวีรบุรุษ”
เ้าอ้วนพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะพวกคนดูได้แต่ส่ายหน้ากับเื่นี้ดูเหมือนเ้าเด็กนี่จะแสหาเื่ใส่ตัวเองเสียแล้ว
หยางอี้เมื่อได้ยินราคาถึงกับคิ้วกระตุก 100000เหรียญมิใช่เงินน้อยๆ เห็นได้ชัดว่าเ้าอ้วนไม่เพียงไม่คิดจะปล่อยเื่นี้ผ่านไปแต่คิดจะเล่นงานตัวเองด้วย
หยางอี้สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะกล่าวออกมาอีกครั้ง
“ข้าคิดว่าท่านคงจะมาทดสอบเช่นกันเราจบเื่เล็กน้อยนี้ไว้เท่านี้จะไม่ดีกว่าหรือ ”
ทางเ้าอ้วนเมื่อเห็นว่าหยางอี้ไม่คิดจะตอบโต้แต่เลือกขอให้จบเื่ก็ยิ่งได้ใจ
“เฮ้ เ้ายาจกนี่หากไม่มีปัญญาก็ถอยไป ไม่เช่นนั้นข้าจะทุบตีเ้าด้วย”
และในที่สุดหยางอี้ก็หมดความอดทน เ้านี่หากไม่เห็นโรงศพคงไม่หลั่งน้ำตาจิตสังหารพวยพุ่งออกมาจากร่างชายหนุ่มจนผู้คนโดยรอบต้องผงะถอยออกไป
วูป วูป วูป
ก่อนที่หยางอี้จะเคลื่อนไหวก็มีชาย 5คนในชุดองครักษ์กระโดนเข้ามาล้อมรอบกลุ่มผู้คุ้มกันของเ้าอ้วนไว้ก่อนจะมีหนึ่งคนเดินเข้ามาหาหยางอี้ ทำให้ผู้คนที่เห็นต่างตกตะลึง
“องครักษ์หลวง! ”
“ทำไมองครักษ์หลวงถึงมาอยู่ที่นี่ปกติแล้วองครักษ์หลวงจะอยู่แต่ในวังไม่ใช่หรือ”ชาวเมืองที่ดูเหตุการณ์อยู่ภายนอกเริ่มพูดคุยกัน
“ยินดีที่ได้พบคุณชายหยาง ข้าจูเป่า หัวหน้าองครักษ์ที่ 12 เื่นี้ขอได้ให้ข้าจัดการเถอะ ”
ชายคนที่เดินเข้ามาหาหยางอี้กล่าวออกมาอย่างสุภาพก่อนจะหันไปสั่งการลูกน้องจัดการและไม่นานเหล่าผู้คุ้มกันของเ้าอ้วนก็ล้มลงด้วยฝีมือของกลุ่มองครักษ์เหลือแต่เพียงเ้าอ้วนที่ยืนสั่นอยู่ด้วยความกลัวและงุนงงเพราะคำสั่งของหัวหน้าองครักษ์คือโบยมัน100 ไม้
“ท่านนี่ใจดีจังเลยนะ แล้วทางราชวงศ์ถึงกับต้องส่งคนมาคอยตามข้าเลยหรือ? ”
จูเป่า ยิ้มอย่างขมขื่น ใจดีงั้นหรอ จะว่าอย่างนั้นก็ได้เพราะหากมันไม่เข้ามาขวางเกรงว่าความวุ่นวายจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนมันย่อมได้ฟังมาแล้วถึงความเด็ดขาดและโเี้ของหยางอี้และชายหนุ่มเบื้องหน้ามันกระทั่งสังหารจุยสงที่ถือครองทวนโลหิตทมิฬได้เ้าพวกนี้จะไปรอดได้อย่างไร
“น นี่มันเื่อะไรกัน องครักษ์หลวงจะรังแกข้างั้นหรอข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อยเื่ไม่เป็ธรรมเช่นนี้พวกท่านไม่ละอายบ้างหรือไง ”
เ้าอ้วนรวบรวมความกล้าพูดออกมาเพื่อให้ตัวเองรอดใช่แล้วมันเพียงรังแกคนอ่อนแอเล็กน้อยแล้วทำไมถึงกับต้องได้รับโทษเช่นนี้
“บัดซบไอ้อ้วนนี่ข้ากำลังช่วยเ้ายังไม่รู้สำนึกโบยมันเพิ่มอีกร้อยไม้ ”
จูเป่าเอ่ยกล่าวออกมาอย่างอารมณ์เสีย
หยางอี้เพียงนิ่งเฉยมิได้กล่าวอะไรในใจเพียงคิดว่าเป็เช่นนี้ก็ดีจะได้ไม่ต้องยุ่งยากส่วนสองพี่น้องที่โดนเ้าอ้วนรังแกยังคงมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความงุนงง
เ้าอ้วนยังคงมิยอมแม้จะกลัวจนตัวสั่นทว่าบิดาของมันก็มีสัมพันธ์อันดีกับทางราชวงศ์เพราะการค้าระหว่างเมืองมันจึงกล่าวขึ้นกับจูเป่าอีกครั้ง
“ท่านกล้าทำกับข้าเช่นนี้หากท่านพ่อข้ารู้เื่ไม่จบง่ายๆแน่ ”
“เฮอะไอ้หมูตอนนี่ เช่นนั้นก็รอให้พ่อเ้ามาหาข้าก่อนแล้วค่อยว่ากันแต่ตอนนี้โทษของเ้า 300 ไม้ จัดการมัน !”จูเป่าพูดออกมาอย่างหมดความอดทน
หลังจากสิ้นเสียงสั่งการของจูเป่าใบหน้าของเ้าอ้วนกลายเป็ขาวซีดทันที เพราะตอนนี้ไม่มีใครช่วยมันได้แล้วแม้หลังจากนี้หากบิดาของมันเอ่ยปากทางราชวงศ์ยังคงต้องไว้หน้าอยู่บ้างแต่ความเ็ปที่มันต้องได้รับจากการถูกโบยเล่าใครจะรับผิดชอบ
“ไม่นะ ท่านองครักษ์ข้าจะยอมขอโทษคุณชายท่านนี้ก็ได้ปล่อยข้าไปและจบเื่นี้แต่โดยดีไม่คิดว่ามันจะดีกว่าหรือ จริงไหมคุณชาย ”
เ้าอ้วนหันหน้ามาทางหยางอี้เพื่อขอประนีประนอมให้จบเื่นี้
“โอ้ เ้าคิดเช่นนั้นรึ ถ้านั้นเอาเป็เ้าชดใช้ค่าเสียเวลาให้ข้าและทั้งสองคนนั่นเป็อย่างไร”
หยางอี้ยิ้มเหี้ยมเมื่อได้ยินคำของเ้าอ้วนเมื่อมีหนทางรอดใบหน้าของเ้าอ้วนเต็มไปด้วยความยินดีเงินทองเพียงเล็กน้อยจะมาเทียบกับการโดนโบย300ไม้ได้อย่างไร
“อ่าใช้แล้ว เพื่อเป็การขอโทษที่ข้าเสียมารยาทก่อนหน้านี้ขาจะชดใช้ให้100,000เหรียญทองดังที่เคยขอท่าน ท่านตกลงไหม ”
เงิน100,000เหรียญทองทำหรับมันแม้จะไม่น้อยแต่หากจ่ายออกไปก็มิได้เสียหายอะไร
“ฮ่าๆ เช่นนั้นก็ดี เพียงแต่สำหรับข้า 100,000 เหรียญทองถือว่าตกลงแต่ว่าสำหรับทั้งสองคนนั้นคือ900,000 เหรียญทอง รวมเป็ 1 ล้านเ้าตกลงไหม ”
ใบหน้าที่ยินดีของเ้าอ้วนกลายเป็แข็งค้างทันทีผู้คนโดยรอบที่ได้ยินก็เช่นกัน เดิมทีเมื่อมันกล่าวว่าจะชดใช้ให้ 100,000ทอง หลายคนต่างอิจฉาและเต็มไปด้วยความโลภ แต่เมื่อได้ยินคำของหยางอี้ทุกคนกลับรู้ซึ้งว่าเ้าเด็กนี่มีความโลภกว่าพวกมันมากนัก
“น นี่คุณชายจะดีกว่าไหมหากลดทอนให้เ้าเด็กนี่สักเล็กน้อยข้าเองก็ไม่อยากให้เื่มันยุ่งยาก ”
หยางอี้เมื่อได้ยินคำของจูเป่าก็ครุ่นคิดเล็กน้อยตัวมันเองก็ไม่อยากทำให้เื่ยุ่งยากเพียงแต่ที่กล่าวไปนั้นเขาแค่นึกสนุกขึ้นมาเล็กน้อย
“อ่า เห็นแก่ท่าน เ้าอ้วนเอาเป็ว่าตอนนี้เ้ามีอะไรส่งออกมาให้หมดแล้วข้าจะปล่อยผ่านเื่นี้ไป ”
เ้าอ้วนชงักไปครู่หนึ่งวันนี้เนื่องจากเป็วันทดสอบเหล่าลูกหลานตระกูลที่ร่ำรวยจึงออกเมื่อเพื่อประกาศศักดิ์ดาข่มกันทำให้ตัวมันเองก็นำของมีค่าหลายสิ่งติดตัวออกมาเช่นกัน แม้จะมูลค่าไม่ถึง 1ล้าน แต่ก็หลายแสนเหรียญทองหากจ่ายออกไปมันคงไม่พ้นโดนบิดามันทุบตีเป็แน่
‘จริงสิ หากข้าบอกท่านพ่อว่าถูกมันปล้นเล่า ฮ่าๆ ไม่เพียงแต่จะไม่ถูกทำโทษแต่ยังจะได้โอกาสเอาคืนด้วยฮี่ๆ ข้านี่ฉลาดจริงๆ ’
เมื่อคิดได้ดังนั้นเ้าอ้วนก็ตกลงกับหยางอี้ว่าจะมอบของถูกอย่างให้เพื่อแลกเปลี่ยนในการปล่อยมันไป
“ตกลงข้าจะยอมชดใช้ให้พวกเ้า ”
หลังจากนั้นเ้าอ้วนถอดแหวนมิติระดับกลางออกมาทั้งสองวงมอบให้กับหยางอี้เมื่อตรวจดูหยางอี้ถึงกับตกตะลึง เ้านี่มันหมูทองคำชัดๆ ความร่ำรวยของเ้าอ้วนทำให้หยางอี้ถึงกับหมั่นไส้ในขณะที่เ้าอ้วนกำลังจะจากไปพร้อมกับเหล่าผู้คุ้มกันที่พยุงตัวลุกขึ้นมาหยางอี้ก็พูดออกมา
“เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งไป ”
“อะไร ข้ามอบทุกอย่างให้เ้าแล้วนะ เ้า้าอะไรอีก ”
หยางอี้ชึ้ไปที่ตัวมันก่อนจะกล่าวบางคำออกมาที่ทำให้ความยินดีในแผนการของมันต้องแปรเปลี่ยนเป็ร่ำไห้
“ข้าบอกว่าทุกอย่างนี่ ชุดของเ้านั้นแพงถึง100,000 เหรียญทองไม่ใช่หรือไง หรือเ้าคิดจะโกงข้า ”
เ้าอ้วนกลายเป็หน้าแดงกล่ำด้วยความอับอายเมื่อของทั้งตัวมันถูกหยางอี้ปล้นไปเหลือเพียงผ้าเตี่ยวหนึ่งผืนที่ใช้ปกปิดด้านล่างเท่านั้นมันรีบวิ่งออกไปไกลก่อนจะหันกลับมา
“ไอ้เ้าตัวบัดซบ ข้าจะฟ้องท่านพ่อ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน ”
“เช่นนั้นข้าจะรอเ้า เ้าหมูผ้าเตี่ยว ฮ่าๆ ”
ฝูงชนต่างหัวเราะให้กับสภาพของเ้าอ้วนทำให้มันรีบจากไปทันที
เมื่อจบเื่แล้ว คู่พี่น้องที่ถูกรังแกรีบเข้ามาหาหยางอี้เพื่อกล่าวขอบคุณยกใหญ่หยางอี้เพียงยิ้มรับและบอกให้ทั้งสองติดตามตนไป หยางอี้ยังคงไม่มอบสินทรัพย์ที่ได้มาจากเ้าอ้วนให้แก่ทั้งสองเพราะความอ่อนแอของทั้งสองคนการให้ไปนั้นเท่ากับส่งทั้งคู่ไปเป็เนื้อหอมหวานให้กับฝูงหมาป่าที่ยังคงยืนจับจ้องอยู่ตาเป็มัน
ดูเหมือนเด็กหนุ่มคนนี้จะอายุมากกว่าหยางอี้ 1ปี และมาเพื่อเข้าร่วมการทดสอบเช่นกันหลังจากพูดคุยกันทำให้รู้ว่าทั้งคู่แซ่ เป่ย อาศัยอยู่ในหมู่บ้านทางชายเขาของป่าดับดารารอบนอกและเดินทางมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการทดสอบของสำนักวิหาร์
หยางอี้หันไปกล่าวกับจูเป่าว่าตัวเองและทั้งคู่จะเดินทางไปยังสนามทดสอบแล้วไม่ต้องคอยแอบตามอีกด้านจูเป่าลังเลเล็กน้อยก่อนจะตกลงและจากไป
หยางอี้พาพี่น้องตระกูลเป่ยเดินซื้อของในตลาดก่อนเล็กน้อยเพราะเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามก่อนจะถึงเวลาเริ่มการทดสอบ
คนพี่มีนามว่า เป่ยลู่ และเด็กสาวตัวน้อยนามว่าเป่ยลี่เป่ยลี่นั้นดีใจเป็อย่างมากเมื่อหยางอี้ซื้อชุดใหม่ให้ทั้งสามเดินเลือกซื้อของอีกเล็กน้อยก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสนามทดสอบ
สนามทดสอบของเมืองหลวงอยู่บริเวณพระราชวังศ์ต้องห้ามสนามทดสอบแห่งนี้ถูกใช้เป็ที่ทดสอบการรับศิษย์เข้าสำนักของ 4สำนักใหญ่ทุกปี โดย 4 สำนักใหญ่จะเริ่มการทดสอบในเวลาที่แตกต่างกันและเมืองหลวงคือสถานที่ชุมนุมของเหล่าผู้เยาว์ที่้ามีอนาคตที่รุ่งเื่
ทว่าเหตุผลที่การทดสอบทุกครั้งนั้นจัดตั้งที่เมืองหลวงนอกจากเื่สถานที่แล้วที่สำคัญคือข้อตกลงที่ทั้ง 4 สำนักทำไว้กับทางราชวงศ์ใน่เวลาก่อนการทดสอบของแต่ละสำนัก ทางราชวงศ์จะมีสิทธิ์ในการเลือกเหล่าผู้เยาว์ให้เข้าร่วมเช่นกันหากจะมองจากความเป็จริงแล้ว แม้จะไม่มีอำนาจเทียบเท่ากับ 4 สำนักใหญ่แต่ด้วยความเป็กลางทางราชวงศ์จึงถูกจัดให้เป็ขุมพลังที่5 ที่มีอำนาจเกือบจะเทียบเท่า 4 สำนักใหญ่
ขุมกำลังที่คานอำนาจกันทั้ง 4ล้วนแก่งแย่งอำนาจกันตลอดเวลาและแน่นอนว่าหากฝ่ายใดได้รับความร่วมมือจากทางราชวงศ์ที่ด้อยกว่าไม่มากนักก็จะผงาดขึ้นยืนเหนืออีกทั้ง3 สำนักทันที
ด้วยเหตุนี้ทางราชวงศ์จึงกล่าวได้ว่าแม้จะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดแต่ก็มิได้อ่อนแอเช่นกันทุกอย่างเป็เพราะการตัดสินใจของจักรพรรดิ์พระองค์หนึ่งที่ใน่า 4สำนักใหญ่พระองค์ทรงเลือกที่จะเป็กลางโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ที่ทั้ง4 สำนักใหญ่นำมาล่อ
หยางอี้และพี่น้องเป่ยเดินมาไม่นานก็ใกล้จะถึงสนามทดสอบบริเวณนี้เต็มไปด้วยเหล่าผู้เยาว์อย่างคับคั่ง แต่ทว่าก่อนจะเข้าสู่ลานทดสอบหยางอี้กลับบอกให้ทั่งคู่นำหน้าไปรอที่ประตูทางเข้าก่อนแล้วจะตามไปทีหลัง
เมื่อทั้งสามแยกจากกันหยางอี้เดินลัดเลาะตามชายถนนไปไม่ไกลก็เลี้ยวเข้าตรอกแห่งหนึ่งก่อนจะหยุดลงที่กำแพงด้านหน้าซึ่งบอกว่านี่เป็ทางตันแล้ว
ชายหนุ่มหันหน้ากลับมาก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
‘ดูเหมือน์คงไม่พอใจหากวันนี้มือข้ามิได้อาบไปด้วยเืสินะ’
หลังจากเดินเข้ามาสุดตรอกจนลับจากสายตาผู้คน กลุ่มชายวัยกลางคนหน้าตาเหี้ยมก็ปรากฏร่างออกมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าเดิมทีพวกมันเพียงอิจฉาเล็กน้อยแม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความโลภแต่หากหยางอี้มีองครักษ์หลวงคุ้มกันอยู่ก็ได้แต่ปล่อยผ่านไปแต่เมื่อหยางอี้บอกให้เป่าจูกลับไปหัวใจพวกมันล้วนลิงโลดไปด้วยความตื่นเต้น ทรัพย์สินที่หยางอี้ได้มาจากเ้าอ้วนนั้นเพียงพอให้พวกมันเที่ยวเตร่ในหอนางโลมได้ครึ่งปีเลยทีเดียว
หยางอี้มองไปกลุ่มพวกมันที่นับได้ 8คน ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เดิมทีหยางอี้เกียจคร้านเกินไปที่จะยุ่งย่ามกับเ้าพวกนี้แต่ทว่าหากปล่อยไว้มันจะเป็อันตรายกับพี่น้องเป่ย
“ชีวิตนั้นช่างแสนสั้นหากเลือกเดินทางผิด ”หยางอี้เอ่ยออกมาอย่างแ่เบาฝ่ายชายกลุ่มนี้เมื่อเห็นเนื้อหวานอันโอชะก็ไม่รีรอแต่อย่างใด
“เ้าหนุ่มส่งของมีค่ามาให้หมดแล้วพวกข้าจะปล่อยเ้าไป ”ชายผู้ยืนอยู่หน้าสุดพูดออกมาเสียงเหี้ยมงานนี้ต้องรีบทำรีบจบหากชักช้าพวกของเป่าจูอาจจะกลับมาอีก
“เข้ามาเถอะอย่าได้เสียเวลา”หยางอี้พูดออกมาพร้อมกับเดินตรงเข้าไปหากลุ่มชายเบื้องหน้าที่ยังคงทำหน้างงอยู่
วูป !
กึก กึก กึก
เพียงชั่ววูบเดียวชายทั้งกลุ่มล้วนมองไปยังจุดเดียวกันอย่างเหม่อลอยร่างไร้หัวของชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดค่อยๆล้มลงกับพื้นแต่ก่อนที่จะมีเสียงร้องออกมาจากความใของพวกมัน ร่างไร้หัวอีกร่างก็ค่อยๆล้อมลงเพียงไม่กี่วินาที ชายทั้ง 7 คนกลายเป็ศพไร้หัวอย่างรวดเร็วหยางอี้เดินเข้าไปหาชายคนสุดท้ายที่นั่งขุกเข่าน้ำตาไหลพรากไปด้วยความสั่นกลัวเพราะมัจจุราชเบื้องหน้าไม่มีความปราณีแม้แต่น้อย
ฉับ !
หยางอี้หลังจากจัดการเสร็จก็จากไปทันทีชายหนุ่มไม่ได้ห่วงเื่ศพพวกนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะดูเหมือนทางราชวงศ์จะยังคงกังวลว่าหยางอี้จะก่อเื่อีกจึงยังคงให้จูเป่าคอยตามอยู่ห่างๆ
ที่มุมมืดบนตึก้าไม่ห่างจากจุดที่หยางอี้จัดการกลุ่มโจรนั้นมีร่างสามร่างกำลังซุ่มดูเหตุการณ์อยู่
“เฮ้อ โเี้จริงๆ ”
“แล้วเราจะเอาไงต่อดีครับหัวหน้า ”
“ดูเหมือนเ้าเด็กนี่จะรู้ตัวแล้วว่าเราตามดูอยู่จึงทิ้งศพไว้แบบนี้”
“ข้าถึงได้ไม่อยากตามท่านมาไงการตามดูตัวปัญหาแบบนี้เราก็จะมีงานให้ทำตามไปด้วย ”
จูเป่าและลูกน้องอีกสองคนได้แต่ถอนหายใจและไปจัดการเก็บกวาดสิ่งที่หยางอี้ทำไว้อย่างช่วยไม่ได้
หยางอี้เมื่อเดินออกจากตรอกก็มุ่งหน้าไปยังซุ้มประตูทางเข้าลานทดสอบทันทีเมื่อมาถึงหยางอี้เดินหาไม่นานก็พบเป่ยลู่และเป่ยลี่ทั้งสองยังคงมิขึ้นไปแต่รอหยางอี้อยู่หน้าซุ้ม
“อ่า นายน้อย พวกข้ากำลังรอท่านอยู่เลย ”
“พี่ชายท่านไปไหนมาหรอ ”
ทั้งสองกล่าวทักทายหยางอี้หยางอี้เพียงยิ้มและไม่ได้ตอบอะไรเป่ยลู่นั้นเป็คนตรงไปตรงมาเมื่อหยางอี้เป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยทั้งสองจากเ้าอ้วนและทราบว่าหยางอี้จะเข้าทดสอบเช่นกันจึงให้ความเครารพนับถือหยางอี้เป็อย่างมากแม้ตอนแรกหยางอี้จะไม่ชอบให้เรียกตัวมันเช่นนี้แต่เป่ยลู่บอกว่าท่านคงจะไม่รังเกียจที่มีผู้ติดตามอ่อนแอเช่นข้าทำให้หยางอี้ต้องปล่อยผ่านเื่นี้ไป
“ข้าแวะคุยกลับสหายนิดหน่อย พวกเราไปข้างบนกันเถอะ ”
หยางอี้กล่าวกับทั้งสองก่อนจะเดินเข้ามาอุ้มเป่ยลี่เป่ยลู่ก็เดินตามไปทันทีก่อนจะเข้าไปกระซิบกับหยางอี้
“นายน้อยเสื้อท่านยังมีคราบเืติดอยู่ ”
“เ้ารู้ ? ”
“แม้ว่าจะไม่ชัดเจนแต่ข้าก็พอััได้ว่ามีคนตามเรามา ”
หยางอี้ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเช็ดคราบเืออกดูเหมือนมันจะคิดมากไปทั้งสองพี่น้องนี้เดินทางมาจากหุบเขาชายป่าดับดาราหากอ่อนแอและไม่มีความสามารถจริงๆคงตายเป็ปุ๋ยให้กับต้นไม้ในป่าแล้ว
หลังจากเดินผ่านซุ้มประตูทั้งสามก็พบกับบันไดหินสูงหลายร้อยขั้นลานทดสอบนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยทรัพยากรของ 4สำนักใหญ่และราชวงศ์ จึงเป็ไปไม่ได้ที่จะธรรมดาอย่างแน่นอนทันทีที่ก้าวพ้นซุ้มประตูมาทั้งสามััได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงหยางอี้รีบปล่อยพลังปราณมาต้านแรงดันให้กับเป่ยลี่ทันที
ดูเหมือนการทดสอบนี้จะไม่ง่ายเลยจริงๆ
“สมกับชื่อลานทดสอบ นี่ขนาดแค่ผ่านซุ้มประตูมาเองนะ ”
เป่ยลู่เอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นหยางอี้เพียงยิ้มบางก่อนจะหันไปมองรอบๆมีเหล่าผู้เยาว์หลายคนที่ไม่สามารถขึ้นไปถึงสุดทางได้ดูเหมือนเพราะจำนวนคนที่มากเกินไปทำให้สำนักใหญ่ต้องใช้หลายวิธีในการลดจำนวนคนที่ไม่มีคุณสมบัติออกไป
ทั้งสามเดินขึ้นไป้าอย่างสบายๆท่ามกลางสายตาของหลายๆคน ตอนนี้ใกล้ได้เวลาทดสอบแล้วดูเหมือนกลุ่มของหยางอี้จะเป็กลุ่มสุดท้ายเช่นกันผู้ที่มีพลังปราณั้แ่ระดับก่อกำเนิดระดับ 7ซึ่งเป็ระดับต่ำสุดที่สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้จึงจะสามารถผ่านบันไดนี้ไปได้มีหลายคนที่ระดับยังคงไม่ถึงแต่ก็พยายามจะผ่านไปให้ได้เพื่อหวังว่าตนเองจะได้รับโอกาส
เมื่อเดินพ้นบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นมาแรงกดดันทั้งหมดพลันหายไปทันทีหยางอี้จึงคลายความกังวลเกี่ยวกับเป่ยลี่ลงไป ภาพเบื้องหน้าของทั้งสามเป็ลานกว้างขนาดใหญ่ทางด้านซ้ายดูเหมือนจะเป็สิ่งปลูกสร้างบางอย่างคล้ายเจดีย์ด้านขวาเป็ลานประลอง 18ลานเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ เมื่อขึ้นมา้าทั้งสามตรงไปยังจุดรับสมัครก่อนเป็อันดับแรกซึ่งมีผู้าุโของสำนักทำหน้าที่จัดเรียงลำดับในการทดสอบอยู่
ทั้งสามเดินเข้าไปก่อนที่หยางอี้จะกล่าวทักทายตามมารยาท
“เรียนผู้าุโ ข้าทั้งสองคนมาเพื่อลงชื่อเข้าร่วมการทดสอบ ”
ชายวัยชราคนหันมามองเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าและยื่นบัตรหมายเลขให้ทั้งสองคนรับมาก่อนจะที่ชายชราจะเอ่ยถามชื่อและอายุ
เป่ยลู่คนแรกที่ตอบออกไปหลังจากนั้นหยางอี้ตัดสินใจแสดงป้ายหยกของเหล่ยโหลวเดิมทีหยางอี้อยากเข้าร่วมการทดสอบอย่างเป็ธรรมดาโดยไม่้าให้ใครรู้ว่ามันเองได้รับการสนับสนุนจากเหล่ยโหลว
หลังจากหยางอี้แสดงป้ายหยกชายชราผู้ทำหน้าที่ลงทะเบียนกลายเป็ชะงักไปชั่วครู่
“อ่า เป็เ้านั้นเอง หยางอี้ใช่หรือไม่ข้านั้นได้รับคำสั่งจากท่านเหล่ยโหลวให้คอยดูแลเมื่อเ้ามาถึง ”
หยางอี้ยิ้มให้กับชายชราเล็กน้อยแล้วพยักหน้ารับคำเป่าลู่นั้นรีบถามขึ้นมาทันที
“โอ้ นายน้อยหรือว่าท่านจะเป็คนของวิหาร์อยู่แล้ว ”
“ไม่ใช่หรอก ข้าเพียงรู้จักกับผู้าุโบางท่านเล็กน้อย ”
หยางอี้ตอบกลับไปก่อนจะหันไปหาชายชราและกล่าวถาม
“ผู้าุโ ข้านั้นอยากจะเข้าทดสอบเหมือนกับผู้เยาว์คนอื่นๆเื่ที่ท่านต้องดูแลข้าเอาเป็ดูแลสาวน้อยคนนี้แทนข้าจนกว่าจะจบการทดสอบได้หรือไม่”
ชายชราลังเลเล็กน้อยการดูแลเป่ยลี่นั้นไม่ใช่ปัญหาก่อนจะกล่าวออกไป
“ความจริงเ้าไม่จำเป็ต้องทดสอบแต่หากเ้า้าเช่นนั้นก็ไม่เป็ไร”
“ขอบคุณผู้าุโ ”
เป่ยลี่นั้นไปนั่งอยู่ข้างชายชราอย่างว่าง่ายแม้จะเป็เด็กแต่นางก็ฉลาดอย่างมากรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรจึงไม่เป็ภาระต่อพี่ชายของนางและหยางอี้
หลังจากนั้นผู้าุโบอกกล่าวเกี่ยวกับกำหนดการให้หยางอี้ฟังเล็กน้อยก่อนที่พวกหยางอี้และเป่ยลู่จะจากไปโดยผู้าุโบอกว่าอีกไม่เกินครึ่งชั่วยามจะพาเป่ยลี่ตามไปดูการทดสอบของทั้งสองเพราะตอนนี้ใกล้หมดเวลารับสมัครแล้ว
หยางอี้และเป่ยลู่เดินตรงไปยังสิ่งก่อสร้างทรงกลมที่คล้ายกับเจดีย์จากที่ฟังมาการทดสอบทั้งหมดมี 3 อย่างและอย่างแรกที่ทุกคนต้องทำ คือการวัดระดับพลังปราณ