ภาพธนบัตร 1 ก้วน (1,000 หวิน/อีแปะ) เป็นเงินอัดฉีดที่ไม่มากนัก แต่ก็มีคุณค่าทางใจไม่น้อยเลยครั้นทุกคนคำนับลาผู้อาวุโสทุกฝ่ายแล้ว จึงรีบขึ้นม้าเพื่อจะออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า ๆ นั่นเอง ฝ่ายปรมาจารย์หยางซีหยุนซึ่งเฝ้าดูอยู่นั้น ครั้นสังเกตเห็นขนม้าขาวซึ่งหยางไคขี่นั้นส่องประกายเป็นแสงสีแดงจาง ๆ อันเป็นคุณสมบัติเด่นของทักษะขี่ม้าจากพลังลมปราณมังกรไฟ ก็ยิ่งดีใจอย่างสุด ถึงกับกล่าวขึ้นมาว่า“ฮ่ะฮะฮ่า เดิมทีเดียวข้าเองยังคิดแค่ว่าหยางไคจะสามารถก่อเกิดเพียงปราณกิเลนได้ก็น่าพอใจมากแล้ว แต่นี่กลับได้ครอบครองพลังลมปราณมังกรไฟ ซึ่งเป็นลมปราณระดับสูงสุดที่ตระกูลของเรามี ย่อมไม่มีอะไรน่ายินดีไปยิ่งกว่าสิ่งนี้อีกแล้วกระมัง” นายแพทย์หยางไห่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งดีใจเข้าไปอีก จนกล่าวไปอย่างไม่คิดเสียดายเลยว่า“ยาเม็ดเขากิเลนที่ท่านหยิบยืมไปนั้น มิไม่ต้องนำกลับมาชดใช้คืนให้หอรักษาก็ได้ แต่หากท่านล่าสัตว์วิเศษที่มีความสมบูรณ์กว่าครั้งที่แล้ว ท่านจะต้องนำมาให้ข้าดูในทันที เข้าใจหรือไม่ ?” รอบก่อนนั้นหยางซีหยุนได้นำซากพญางูเผือกมาส่งให้หอรักษา แต่ซากนั้นกลับไร้พลังวิญญาณสถิตอยู่อย่างสิ้นเชิง จึงสร้างความประหลาดใจแก่ท่านหมอหยางไห่เป็นอันมาก เพราะหาไม่แล้วเขาย่อมจะสร้างยาเม็ดซึ่งช่วยป้องกันผู้บ่มเพาะจากภาวะธาตุไฟแตกได้อีกหลายสิบเม็ดเลยทีเดียว ฝ่ายปรมาจารย์หน้าหยกครั้นได้ยินเช่นนั้นก็ยังอดคิดคลางแคลงใจกับซากของพญางูเผือกมิได้ แต่ก็ยังยิ้มด้วยความอารมณ์ดี คล้ายกับมีความหวังว่าตระกูลหยางของตนจะผงาดขึ้นสู่ผู้นำด้านการยุทธ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นยุคสมัยที่เทคโนโลยีทางการทหารได้ปรับเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ด้วยศาสตร์แห่งดินปืนซึ่งรับมาจากชาติตะวันตก จนทำให้การรบพุ่งของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป จนยากต่อการปรับตัวให้ทันต่อโลกใบใหญ่ใบนี้เสียแล้ว........กุบ ๆ ๆ ๆ ๆฝีเท้าม้าทั้ง 8 ตัว นั้น ได้ควบทะยานออกไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ตามเส้นทางหลวงที่มุ่งตรงสู่เมืองเป่ยจิง ซึ่งเป็นราชธานีแห่งอาณาจักรต้าหมิงอันยิ่งใหญ่ บรรยากาศในตอนเช้า ๆ นั้นช่างเบาบางราวกับความฝัน พอถึงช่วงสายไอหมอกบาง ๆ นั้นก็อันตรธานหายไปจนสิ้น ก็พบเจอเข้ากับประตูเมืองขนาดใหญ่โต ซึ่งบรรดาขบวนม้าและวัวเทียมเกวียนจอดเรียงรายกันอยู่หน้าประตูเมืองมาอย่างยาวนานแล้ว จนเริ่มมีเสียงบ่นจากประชาชนทั้งหลายอยู่เป็นระยะ ๆ ฝ่ายหยางไคซึ่งมีเจตนาจะเข้าเมืองเพื่อไปแลกเงินตราเป็นธนบัตร ทั้งจะแวะซื้อของขวัญของฝากสักเล็กน้อยก่อนจะเดินทางกลับบ้าน ครั้นเห็นเช่นนั้นก็คิดจะเปลี่ยนความตั้งใจไปเสียแล้ว จึงกล่าวกับจอมยุทธทั้งเจ็ดว่า“ผู้คนต่อแถวกันยาวเหยียดนัก หากพวกเราต้องการจะเข้าเมืองไป ก็มิใช่ต้องรอคอยจนเวลาเที่ยงกันอย่างนั้นหรือ ? หรือพวกเราควรจะแยกย้ายกันแต่เพียงเท่านี้ดี ?” พี่ใหญ่หวง(หยางรุ่นชิง) ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ จากนั้นกล่าวไปว่า“ฮ่ะฮะฮ่า อาจูเจ้าจงอย่างได้กังวลไปเลย ซึ่งการจะแยกย้ายไปเช่นนั้น น้องถัง(หยางจื่อเหา 杨梓豪 จอมยุทธอันดับ 7) ที่สู้อุตส่าห์มาส่งถึงนี่ ย่อมต้องกลับบ้านมือเปล่าเสียแล้วกระมัง” น้องเจ็ดของเหล่าจอมยุทธนั้นไม่จำเป็นต้องกลับไปสอบที่บ้านเกิด เพราะเหล่ารุ่นพี่ทั้งหกคน ได้เสียสละให้เขาสอบถงชื่อ ณ อำเภอหวายโหรวอันเป็นที่ตั้งของตระกูลหยาง ซึ่งในวันนี้เขาแค่เพียงมาส่งเท่านั้น แต่เจตนาที่แท้จริงคือต้องการเที่ยวเล่นในเมืองเป่ยจิงเสียเก้าในสิบส่วน จึงกล่าวยืนยันไปอีกเสียงว่า“อาจารย์น้อยมิต้องเป็นกังวลไปดอก เนื่องด้วยข้าพเจ้ามักมาเที่ยวเล่นในเมืองแห่งนี้อยู่บ่อยครั้งนัก หนำซ้ำคราวนี้มีจอมยุทธมาด้วยถึงเจ็ดคน ย่อมปราศจากปัญหาใด ๆ อย่างแน่นอนแล้ว !!” นักบู๊ก็คือนักบู๊อยู่วันยังค่ำ และกติกาของพวกเขาคือใครมีกำลังมากกว่าคือกฎเกณฑ์ แค่เพียงเท่าจริง ๆ