เย่เจียอวี้ซึ่งเคยมีชีวิตที่สุขสบายบัดนี้กลับต้องทำงานรับใช้ผู้อื่น ได้เงินเดือนเพียงน้อยนิดก็ยังต้องทนรับแรงกดดัน เขาหมดความอดทนกับภาระในครอบครัวเหล่านี้มานานแล้ว
เขาทำงานหนักมาทั้งชีวิตยังต้องเลี้ยงดูคนโง่และเด็กหญิงอัปลักษณ์ที่แต่งไม่ออกอีกหรือ?ผู้ใดจะทำการค้าที่ไม่มีกำไรเช่นนี้ต่อไปไหวเล่า!
“ท่านแม่ พาข้าไปจากที่นี่เถิดเ้าค่ะ...” เย่ชิงชิงแกล้งทำเป็หายใจรวยรินนางกำแขนเสื้อของนางซูแน่น
เย่จื้อเฟิงที่กำลังโวยวายอยู่ก็ร้องไห้ออกมาเสียงดังจนทุกคนใ เพราะเด็กโง่ผู้นี้ไม่เคยหลั่งน้ำตามาหลายปีแล้ว
“ท่านแม่ ชิงชิงเป็หลานแท้ๆ ของท่านนะเ้าคะ!”
ย่าเฒ่าเม้มปากอย่างไม่แยแส“บุตรสาวของเ้ามันล้ำค่าเกินไป!พวกเราไม่มีเงินไปตามหมอหรือซื้อยาหรอก นอนพักสักตื่นก็หายแล้วอย่ามาแกล้งตายทั้งวันเลย”
“นายท่าน!”
นางซูมองเย่เจียอวี้และย่าเฒ่าด้วยน้ำตาไหลอาบหน้าหัวใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นางกอดเย่ชิงชิงไว้แน่น มืออีกข้างจับเย่จื้อเฟิงไว้แล้วกัดฟันเงียบ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดแล้วทั้งลานบ้านมีเพียงเสียงร้องไห้ของเย่จื้อเฟิงนางซูกล่าวแทรกความเงียบขึ้นมาเสียงแ่เบา “เขียนหนังสือหย่าให้ข้าเถิด”
ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณนั้นชั่วขณะไม่มีผู้ใดคาดคิดว่านางซูจะกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ย่าเฒ่าอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วปฏิเสธทันที “ไม่ได้!”
“เด็กทั้งสองคนนี้ต้องอยู่กับข้า” นางซูจ้องมองย่าเฒ่าด้วยแววตาที่ดุดันเป็ครั้งแรก“แม้ต้องตาย ข้าก็ไม่ขอเป็คนสกุลเย่!”
“เ้าฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ?!”
ในมุมมองของนางตู้นางซูคงจะเกาะติดสกุลเย่ไปตลอดชีวิตพร้อมกับเด็กโง่บางทีอาจจะแถมเย่ชิงชิงนังอัปลักษณ์นี่เข้ามาอีกเมื่อคิดว่าต้องมีภาระสองคนอยู่ในบ้าน นางก็รู้สึกหงุดหงิดแต่ตอนนี้นางซูกลับบอกว่าจะจากไปหรือ?
“ลูกหลานสกุลเย่จะไปเป็ของเ้าได้อย่างไร? ฝันไปเถอะ!”ย่าเฒ่ายิ่งคิดยิ่งโมโห ยกไม้เท้าขึ้นตีนางซูสองครั้ง
นางซูยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนและกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น “แม้วันนี้ท่านจะตีข้าจนตายข้าก็จะพาพวกเขาไปให้ได้”
“อยากไปก็ไปเองคนเดียว!” ย่าเฒ่าชี้ไปที่ประตูแล้วตะคอก“เพราะเ้าแท้ๆ หลานชายของข้าถึงได้ป่วยนายท่านรองถึงได้ก่อเื่ทำให้สกุลเย่ทั้งหมดเป็เช่นนี้! เ้ามันตัวซวยน่าตาย...”
“พวกเขาจะอยู่รอดได้อย่างนั้นหรือ!” นางซูพูดขัดขึ้นมาทันที
ย่าเฒ่าถึงกับพูดไม่ออกนางเม้มปาก หายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง ก้มหน้ามองเย่ชิงชิงแล้วกล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก “เช่นนั้นเ้าก็ไปเชิญหมอในหมู่บ้าน...”
“ท่านแม่เ้าคะ” เถาอี๋เหนียงเดินเข้าไปใกล้ดึงแขนเสื้อของย่าเฒ่าแล้วกล่าวว่า “ไข้ทรพิษยังรอดมาได้นับประสาอะไรกับแค่โดนตบหน้า ท่านใจอ่อนเกินไปแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้นางก็กลับมามีชีวิตชีวา กินได้นอนหลับเหมือนเดิมแล้ว...”
พูดถึงตรงนี้นางก็หยุดเล็กน้อยอย่างลังเลแล้วกล่าวต่อ “ตายก็จบสิ้นกันไปแต่ข้าเพียงเกรงว่าเด็กทั้งสองจะมีอายุยืนยาว เย่ฝูหรงโตขึ้นก็ต้องแต่งงานออกไปการเลี้ยงคนว่างงานเช่นนี้ย่อมเป็ปัญหาของบ้านใหญ่ในภายภาคหน้า...”
“แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!” นางตู้ยกแขนขึ้นกอดอกเผยใบหน้าที่รังเกียจอย่างไม่ปิดบัง “เวลานี้สกุลเย่กำลังลำบากจะรองรับพวกเขาได้อย่างไร? ยิ่งกว่านั้นเย่จื้อเหอจะต้องได้เป็จ้วงหยวน[*] ในภายภาคหน้า มีพี่น้องเช่นนี้จะไม่เป็ที่หัวเราะเยาะของผู้คนหรือ!”
เย่จื้อเหอเป็หลานชายสุดที่รักของย่าเฒ่าเมื่อยกเหตุผลข้อนี้ขึ้นมา น้ำหนักในใจของย่าเฒ่าก็เอนเอียงไปทันทีสองคนน่ารังเกียจนี้จะไปเทียบอะไรได้?
“ท่านแม่เลี้ยงดูพวกเขามานานหลายปี ก็ถือว่าเมตตาแล้วตอนนี้พวกเขาอยากจะไปเอง จะโทษท่านคงไม่ได้...”
ด้วยคำพูดหว่านล้อมของเถาอี๋เหนียงและนางตู้สุดท้ายย่าเฒ่าก็ตัดสินใจเขียนหนังสือหย่าให้นางซู
เมื่อเื่นี้ถึงคราวสิ้นสุดลงเย่เจียอวี้ผู้เป็ทั้งสามีและบิดากลับทำตัวเหมือนเป็คนนอกตลอดมาเขาไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เลยสักคำเดียวบางทีในใจเขาอาจกำลังโห่ร้องด้วยความยินดีก็เป็ได้
นางซูถือหนังสือหย่ากอดเย่ชิงชิงไว้ในอ้อมแขน พาบุตรชายเย่จื้อเฟิงกลับไปยังห้องเล็กๆ ของพวกนาง
“แม่รู้ว่านี่เป็ครั้งแรกที่ด่วนตัดสินใจทำเื่เช่นนี้เกรงว่าต่อไปพวกเ้าจะต้องอดตายไปพร้อมกับแม่แล้ว” นางซูวางเย่ชิงชิงลงบนเตียงแล้วลูบไล้เบาๆ นางคลี่ยิ้มบางๆ “ชาติหน้าขอให้เ้าเกิดมาในตระกูลที่ดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีเื่ทุกข์ใจอีก”
เย่ชิงชิงที่แกล้งตายอยู่นั้นดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อครู่ ในขณะที่พวกนางทะเลาะกัน ตนได้เข้าไปสำรวจมิติอีกครั้งน้ำพุใสทำให้นางรู้สึกมีชีวิตชีวา นี่คงจะเป็สมบัติล้ำค่าของมิติอย่างแน่นอน
์มอบหนทางรอดมาให้พวกนางจะไม่มีวันอดตายแล้ว!
“ท่านแม่ พวกเราเก็บของกันเถิดเ้าค่ะ”
นางซูเช็ดน้ำตาแล้วยิ้ม“ได้สิ”
แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและน่ากังวลแต่นางกลับรู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาด หลังจากใช้ชีวิตแบบถูกกดขี่มานานหลายปีบัดนี้...พวกนางได้รับอิสระแล้ว
นางซูมัดเสื้อผ้าเก่าๆเป็ห่อใส่ตะกร้า จากนั้นก็เก็บข้าวของที่ใช้ได้ทุกชิ้นอย่างรวดเร็วแม้แต่ผ้าปักที่ทำค้างไว้ในตอนกลางคืนก็ไม่เว้น
พอให้เย่จื้อเฟิงกอดผ้าห่มไว้แล้วนางซูก็สะพายตะกร้า มือข้างหนึ่งถือของ อีกข้างจูงเย่ชิงชิงเดินออกไป
ผู้คนในลานบ้านต่างแยกย้ายกันไปเหลือเพียงเย่ฝูหรงที่ชะเง้อหน้าออกมาดู นางย่นจมูก เบะปากเยาะเย้ย“รีบไปซะ นังอัปลักษณ์! นังคนถูกหย่า!”
คำว่า‘นังคนถูกหย่า’ น่าจะเป็คำที่เถาอี๋เหนียงสอนมาแม้สกุลเย่จะตกอับแต่การแบ่งแยกบุตรชายหญิงที่เกิดจากภรรยาเอกและอนุภรรยายังคงส่งผลต่อการแต่งงานของบุตรสาวในภายภาคหน้าจึงเป็เหตุผลที่นางยั่วยุเช่นนี้
เย่ฝูหรงอยากจะด่าต่ออีกสักสองสามคำแต่เห็นเย่ชิงชิงหันหลังกลับเดินตรงมาหา นางก็รีบถอยหลังไปสองก้าวและระวังตัว“เ้าจะทำอะไร!”
เย่ชิงชิงที่ในที่สุดก็ได้เป็อิสระไม่ได้สนใจอีกฝ่ายเลยนางเดินผ่านไปที่ครัวเล็กๆ อย่างไม่สนใจใคร แล้วก็อุ้มกระทะเหล็กกับเตาเล็กๆ ออกมา
“ท่านย่าเ้าคะ ชิงชิงขโมยกระทะเหล็กไปเ้าค่ะ!” เย่ฝูหรงรีบะโเสียงดังลั่น
ไม่นานเสียงของย่าเฒ่าก็ดังมาจากในเรือน “เอากระทะเหล็กให้นางไปแต่ข้าวของอื่นๆ ห้ามให้เอาไป!”
“ของอื่นๆ ห้ามเอาไป!” เย่ฝูหรงพูดซ้ำอย่างลำพองใจ
ไม่มีผู้ใดเหลียวแลนางสักนิดนางซูพาบุตรชายและบุตรสาวผ่านลานบ้านเล็กๆ ออกไปโดยไม่หันหลังกลับ
เชิงอรรถ
[*]จ้วงหยวน (状元) ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดเป็อันดับหนึ่งนับว่าเป็บัณฑิตที่เก่งที่สุดในแผ่นดิน