ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 4 วิดีโอเทป

    ตอนที่ 4 วิดีโอเทป “พ่อครับ ขอให้เป็นแบบตอนนี้นะครับ ยิ้มเยอะ ๆ เผชิญหน้ากับทุกวันอย่างมีความสุขนะครับ!” หวังซินมองหวังเป่าหลง พูดทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้แล้วรีบวิ่งออกประตูไปหวังเป่าหลงไม่ได้เก็บคำพูดของหวังซินมาใส่ใจ ซึ่งในใจของเขาเอง ก็ยังเห็นว่าหวังซินเป็นแค่เด็กคนนึง จะไปรู้เรื่องราวอะไรได้?เมื่อหวังซินออกไปได้ไม่นาน ในขณะที่หวังเป่าหลงกำลังจัดเอกสารที่ห้องแผนกทั่วไปอยู่ก็มีคนเคาะประตู แล้วเปิดเข้ามา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในสถานี อายุประมาณสามสิบห้าปี ไว้ผมทรงสลิคแบค ที่หวีผมมาอย่างพิถีพิถัน ซึ่งดูแล้วสะดุดตาจนทำให้คนรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนเศรษฐีคนนี้ชื่อเฉินเฉิง โดยปกติแล้วเขาไม่ค่อยสร้างความประทับใจให้กับคนในสถานีสักเท่าไหร่ ในหลาย ๆ ครั้งที่มีคนพูดคุยกันก็จะจงใจที่จะหลีกเลี่ยงเขา แต่เขาก็มักจะเข้ามาร่วมพูดคุยด้วยเสมอปากของเขาคนนี้เก็บความลับค่อยไม่อยู่ ชอบปล่อยข่าวลือ เรื่องที่หวังเป่าหลงจะแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีเดิมทีก็รู้ไม่กี่คนเท่านั้น ตอนที่สถานียังไม่ลงประกาศคุณสมบัติของบุคลากรที่ต้องการลงแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีออกมานั้น เขาก็ได้รับรู้ข้อมูลบางอย่างมาจากผู้อำนวยการสถานี แต่เพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น  ข่าวที่หวังเป่าหลงจะลงแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีก็ได้แพร่ไปทั่วสถานีโทรทัศน์ซีจิง“เฉินเฉิง มีธุระอะไรรึเปล่า?” เมื่อเห็นว่าเฉินเฉิงเดินมาทางตัวเอง หวังเป่าหลงจึงยืนขวางประตูไว้ เพื่อสื่อว่าไม่ให้เฉินเฉิงเข้าไปแต่เฉินเฉิงเองก็กลับไม่รู้ตัวเลย แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับทำสัญลักษณ์มือให้เงียบ และพูดข้างหูหวังเป่าหลงว่า : “พี่หวัง พี่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในสถานีรึยังครับ?”“เกิดเรื่องขึ้นเหรอ? เรื่องอะไรล่ะ?” หวังเป่าหลงขมวดคิ้ว เขาไม่ค่อยพอใจนิดหน่อยกับท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของเฉินเฉิง“ปกติตอนที่เริ้นเสี่ยวอยู่สถานีก็เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้าก็ดูเหมือนว่าเป็นผู้ชายที่ดีรักครอบครัว แต่พอลับหลังก็แอบไปทำเรื่องที่ไม่ดี เหอะ ๆ  ที่แท้ก็ดีแตกนี่เอง” เมื่อเฉินเฉิงกำลังวิจารณ์การกระทำของเริ้นเสี่ยวอยู่นั้น หวังเป่าหลงก็ได้ยินสิ่งที่เฉินเฉิงพูด จึงทำให้เขายิ่งรู้สึกแย่กับเฉินเฉิงมากกว่าเดิมคนไม่ดี ยังไงก็เป็นคนไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง การปล่อยข่าวลือพวกนี้ จริง ๆ แล้วก็ทำให้ไม่มีใครมองเขาในแง่ดีเลย“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเริ้นเสี่ยวงั้นเหรอ?” ถึงแม้ว่าในใจจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจเฉินเฉิง แต่ว่าเขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ลงแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานี หวังเป่าหลงจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก“แหะ ๆ ผมรู้นะว่าพี่เองก็สนใจเรื่องนี้อยู่”เมื่อเฉินเฉิงพูดจบ และได้เห็นสีหน้าที่หงุดหงิดของหวังเป่าหลง ก็พูดว่า : “รู้จักเลขาของผู้อำนวยการสถานีใช่ไหม เช้าวันนี้เธอไปส่งเอกสารให้กับเริ้นเสี่ยว เริ้นเสี่ยวจึงถือโอกาสที่ไม่มีคนอยู่บริเวณนั้น คุกคามเฉินอี๋ ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นกำลังโวยวายใหญ่เลย”พอหวังเป่าหลงได้ยินดังนั้น ในใจก็รู้สึกตะลึงเล็กน้อยเขารู้ว่าเริ้นเสี่ยวเป็นคนยังไง แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยรู้เรื่องส่วนตัวของเริ้นเสี่ยว แต่ก็ทำงานมาด้วยกันหลายปี ปกติแล้วก็เป็นคนที่เข้มงวดกับตัวเองคนหนึ่ง จะทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันนะ ?เพียงไม่นานในหัวของหวังเป่าหลงก็นึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานของการแข่งชิงรองผู้อำนวยการสถานีนี้ จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องขึ้นกับเริ้นเสี่ยวที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้นั่งตำแหน่งรองผู้อำนวนการสถานี ถ้าหากจะบอกว่าไม่มีสิ่งอื่นแอบแฝงอยู่ ก็ไม่มีใครเชื่ออยู่แล้วและตัวเขาเองก็ไม่ได้วางกลอุบายอะไรกับเริ้นเสี่ยว พอคิดแบบนี้แล้ว ก็เหลือเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น นั่นก็คือหลินเฟิงสำหรับหลินเฟิงแล้วนั้น หวังเป่าหลงก็คบค้าสมาคมด้วยน้อยมาก โดยปกติแผนกที่ได้รับผิดชอบก็ไม่เหมือนกัน บวกกับหลินเฟิงที่พึ่งย้ายมาจากสถานีประจำมณฑล ช่วงเวลาที่มาอยู่ในสถานีโทรทัศน์ก็ยังไม่นาน จะเป็นคนยังไง เขาเองก็ไม่ชัดเจนเหมือนกัน แต่ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นกับเริ้นเสี่ยวแล้ว ก็ยิ่งทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังขึ้นมาทันทีมีความเป็นไปได้สูงที่หลินเฟิงจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้  อย่างน้อยเรื่องที่เกิดขึ้นกับเริ้นเสี่ยวนั้น ความเป็นไปได้ที่หลินเฟิงจะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ก็มีมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์เมื่อเฉินเฉิงเห็นหวังเป่าหลงกำลังครุ่นคิด จึงรีบเข้าไปขัดจังหวะหวังเป่าหลง และพูดพร้อมรอยยิ้มที่ประจบประแจงว่า : "พี่หวัง ตอนนี้เริ้นเสี่ยวคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพี่ก็ถูกกำจัดออกไปเกือบหมดแล้ว ซึ่งนอกจากเขา ก็มีพี่นี่แหละที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด มีความเป็นไปได้ที่สุดที่จะได้ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ งั้นตอนนี้ผมก็ขอแสดงความยินดีกับพี่ไว้ก่อนเลยละกันนะ! ""เรื่องพวกนี้อย่าพูดไปเรื่อย" หวังเป่าหลงรีบขัดจังหวะเฉินเฉิง แล้วถามว่า : "นายรู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเริ้นเสี่ยวกับเฉินอี๋ไหม?"“พี่ถามถูกคนแล้วล่ะ ตอนนั้น ...”ในขณะที่เฉินเฉิงกำลังเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้หวังเป่าหลงอยู่นั้น หวังซินก็ยังไม่กลับบ้าน แต่ได้แอบสะกดรอยตามหลินเฟิงไปอย่างลับ ๆพอดูเผินๆ แล้วหลินเฟิงน่าจะอายุประมาณสามสิบปี ในเวลานี้หวังซินก็มองไปเห็นหลินเฟิงทำท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ เข้าไปในห้องควบคุมของสถานีโทรทัศน์พอดีซึ่งปกติแล้วกุญแจห้องควบคุมจะอยู่ที่ผู้อำนวยการสถานีและเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง แต่พอเห็นหลินเฟิงเข้าไปในห้องควบคุม ในใจหวังซินก็มีแผนหลินเฟิงเข้าไปในห้องควบคุมโดยไม่ได้ปิดประตู หวังซินแอบฉวยโอกาสที่หลินเฟิงเข้าไปได้ประมาณหนึ่งนาที รีบโน้มตัวลง แล้วแอบเข้าไปในห้องควบคุมเสียงของเครื่องจักรที่กำลังทำงานดังมาก ได้ช่วยกลบเสียงฝีเท้าของหวังซินที่เข้ามาข้างในได้อย่างพอดิบพอดีในขณะที่หลินเฟิงกำลังตั้งค่าเครื่องบันทึกวิดีโอที่อยู่ข้างอุปกรณ์ฉายภาพทางด้านซ้ายของห้องควบคุมอยู่ หวังซินเองก็อยู่ห่างออกไปประมาณสิบเมตร หลังจากที่เขาเห็นหลินเฟิงหยิบเทปวิดีโอขึ้นมา มุมปากก็เผยให้เห็นรอยยิ้มที่เย็นชาขึ้นมาทันที"หลินเฟิงคนนี้ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ คิดจะทำอะไรกันแน่นะ? " หวังซินรู้ว่าหลินเฟิงมีเจตนาที่ไม่ดีแน่นอน เขาจึงย่องไปที่หน้าประตู และจงใจเคลื่อนไหวให้เกิดเสียงเล็กน้อยเมื่อหลินเฟิงได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว เขาจึงรีบเอาเทปวิดีโอวางไว้ที่เดิม และรีบเดินไปที่หน้าประตูทันทีหวังซินอาศัยช่วงเวลานี้ ใช้อุปกรณ์เป็นที่กำบัง และรีบวิ่งไปยังตำแหน่งที่หลินเฟิงอยู่ก่อนหน้านี้ โดยเอาเทปบันทึกภาพยนตร์ไปวางไว้ที่เดิม แล้วตัวเองก็หยิบเทปวิดีโอที่หลินเฟิงเปิดดูก่อนหน้านั้นออกไปหลังจากที่ได้เทปวิดีโอมาแล้ว ครั้งนี้หวังซินก็มุ่งตรงไปที่บ้านแล้วเปิดดูไปหนึ่งรอบในนั้นมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ทำให้หวังซินโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ และมั่นใจได้ว่าเฉินอี๋เป็นคนบันทึกเทปวิดีโอนี้ไว้ เพื่อใช้ป้องกันตัวจากหลินเฟิง ในวีดีโอนี้มีข้อตกลงและรายละเอียดของบทสนทนาที่ใส่ร้ายเริ้นเสี่ยวอยู่ด้วย"น่าสนุกนี่ พวกแกสองคนมันปิศาจชัด ๆ แถมยังระแวงกันเองอีก หลักฐานที่แกทิ้งไว้มันช่วยฉันได้มากเลยทีเดียว!""ถ้าเป็นไปตามแนวโน้มของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปีนั้น หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นกับเริ้นเสี่ยว ก็น่าจะถึงตาของพ่อฉันแล้วสินะ!" หวังซินพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงของคำพูดแผ่วลงเล็กน้อย แต่แววตาทั้งคู่ของเขากลับเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นในปีนั้นเป็นเพราะเรื่องสกปรกพวกนี้ ที่เกือบทำให้ครอบครัวของตัวเองแตกแยก ซึ่งครั้งนี้เขาก็มีโอกาสได้รับรู้ก่อน และจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกแน่นอนหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นกับเริ้นเสี่ยวแล้ว เขาก็ไม่ได้มาทำงานอีกเลย ข่าวลือในสถานีโทรทัศน์ก็แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว เขาคิดแค่ว่าถ้าเขาไปปรากฏตัวในสถานี แล้วคนอื่นจะมองเขาอย่างไรสองวันต่อมา เริ้นเสี่ยวได้ปรากฏตัวที่สถานีอีกครั้ง และเป็นเหมือนกับที่เขาคิดไว้เลย แม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตูเองก็มองเขาด้วยสายตาที่รังเกียจ ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่มองด้วยสายตาที่เป็นมิตรในใจเขานั้นยิ้มด้วยความขมขื่น ถ้าตอนนั้นรู้ว่าเฉินอี๋จะใส่ร้ายเขา แล้วทำไมเขาจะต้องไปช่วยประคองเธอไว้ด้วยล่ะ?ใส่รองเท้าส้นสูงบนพื้นเรียบ นี่ยังจะล้มได้อีกเหรอ?เขาส่ายหัวเบา ๆ เริ้นเสี่ยวไม่สนใจสายตาของคนอื่นอีกต่อไป เพราะตอนนี้มีเรื่องที่ทำให้เขาอึดอัดมากกว่าสายตาที่น่ารังเกียจซะอีกหลังจากเกิดเรื่องที่ 'ไม่เหมาะสม' ขึ้นแล้ว เขาก็ทะเลาะกับภรรยาตลอด อีกทั้งภรรยาเองก็เสนอเรื่องขอหย่ากับเริ้นเสี่ยวแล้ว ถ้าพูดถึงเริ้นเสี่ยว นี่ก็คงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ตอนนี้เขากำลังเผชิญอยู่เมื่อเขาเดินไปถึงประตูของสถานีโทรทัศน์ หวังซินก็ออกมาจากข้างในพอดี จึงเห็นเริ้นเสี่ยวที่ดูไร้เรี่ยวแรง หวังซินถึงกับผงะ เพราะคิดไม่ถึงว่าเรื่องในครั้งนี้จะทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้“สวัสดีตอนเช้าครับคุณอาเริ้น”เริ้นเสี่ยวพยักหน้า และเดินผ่านหวังซินไป หลังจากที่เดินไปได้สองก้าว ทันใดนั้นเริ้นเสี่ยวก็หยุดเดิน แล้วหันกลับมามองหวังซิน อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดชะงักไปในเวลานี้หวังซินก็หันกลับมา พอเห็นท่าทางของเริ้นเสี่ยว จึงถามว่า : “คุณอาเริ้นมีเรื่องอะไรจะพูดรึเปล่าครับ?”“ตั้งใจเรียนนะ” เริ้นเสี่ยวทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่น่าแปลกใจนี้ไว้ และเดินไปเข้าไปในสถานีผ่านไปแล้วสามวัน เหตุการณ์ของเริ้นเสี่ยวที่วุ่นวายนับวันก็ยิ่งฉาวมากขึ้นในวันเสาร์ หวังซินที่ดูทีวีอยู่ที่ห้องรับแขกในบ้าน หวังเป่าหลงก็กลับมาบ้านพร้อมด้วยสีหน้าอันเหนื่อยล้าเวลานั้นหวังจวนเองก็อยู่ที่ห้องรับแขกพอดี เมื่อเห็นท่าทีของหวังเป่าหลง จึงถามด้วยความสงสัยว่า : “นี่คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”“เฮ้อ เริ้นเสี่ยวหย่าแล้ว วันนี้ก็ไปลาออกที่สถานีแล้วเหมือนกัน” หวังเป่าหลงเอาเสื้อแขวนบนไม้แขวนเสื้อด้วยสีหน้าที่เหน็ดเหนื่อย แล้วจุดบุหรี่หนึ่งมวน นั่งลงบนโซฟาด้วยความห่อเหี่ยวหวังจวนที่ทำงานอยู่ที่แผนกการเงิน ก็รู้เรื่องของเริ้นเสี่ยวเหมือนกัน พอได้ยินสามีของตนเองยกเรื่องนี้มาพูด เธอก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า : “หลายปีมานี้พี่เริ้นดูเป็นคนสำรวม คิดไม่ถึงเลยว่าจะโดนจนเป็นแบบนี้”“พ่อครับ แม่ครับ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ยังจะยกเรื่องนี้มาพูดทำไมล่ะครับ” หวังซินไม่ต้องการให้พ่อแม่มากลุ้มใจกับเรื่องของเริ้นเสี่ยว ตอนนี้พ่อแม่เองก็มีเรื่องที่ให้คิดมากมาย ตราบใดที่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการยังไม่ยืนยันชัดเจน ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง ๆ แล้วหวังเป่าหลงก็กังวลเกี่ยวกับตัวเขาเอง ในตอนนี้เขาสูบบุหรี่หมดไปแล้วหนึ่งมวน และเหลือบไปมองหวังซินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกเอะใจขึ้นมา ตอนที่เกิดเรื่องกับเริ้นเสี่ยวขึ้น หวังซินเองก็เคยเตือนตัวเองตอนที่อยู่ห้องทำงานในแผนกทั่วไปแล้ว หรือว่าเขาจะรู้เรื่องที่เคยเกิดขึ้นนี้นะ ?“ลูกซิน ลูกรู้ว่าวันนั้นเกิดเรื่องขึ้นเหรอ?” หวังเป่าหลงรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที และถามหวังซินหวังซินเองก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ว่าภายนอกก็กลับแสดงสีหน้าที่งุนงง แล้วถามว่า : “เรื่องอะไรหรอครับ?” “ไม่มีอะไรหรอก!” เมื่อเห็นสีหน้าที่งุนงงของหวังซินแล้ว หวังเป่าหลงก็ไม่ถามอะไรต่ออีกเวลาสี่ทุ่ม ที่แผนกการผลิตของสถานีโทรทัศน์เมืองซีจิง นี่ถือเป็นห้องทำงานของเริ้นเสี่ยว หลังจากเกิดเรื่องที่ไม่เหมาะสมขึ้นกับเริ้นเสี่ยว เขาก็ได้ยื่นใบลาออก และตอนนี้ก็กำลังเก็บข้าวของของตัวเองอยู่เขารู้ว่าตัวเองถูกคนใส่ร้าย แต่กลับพูดอะไรออกไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่เขาได้เจอกับหวังซินในครั้งนั้น ตัวเขาเองก็อยากให้หวังซินบอกกับหวังเป่าหลง ให้ระวังหลินเฟิงไว้ด้วย แต่คิดได้ว่าหวังซินยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง จึงไม่ได้พูดออกไปตอนนี้เขายังทำใจไม่ได้ที่ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดทำความสะอาดห้องทำงานและตู้เก็บเอกสารของตัวเอง เขาเช็ดมันอย่างช้า ๆ พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ทุก ๆ พื้นที่ในห้องทำงาน  เขาเช็ดทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม และที่แผนกการผลิตนั้น เขาก็อยู่มาห้าปีแล้ว ช่วงเวลาห้าปีที่เขาคุ้นเคยกับงานทั้งหมดของตำแหน่งแผนกการผลิตนี้ วันนี้เขาต้องจากไป ซึ่งมันยากที่จะทำใจได้หลังจากที่เช็ดทำความสะอาดห้องทำงานไปแล้วหนึ่งรอบนั้น ก็ค่อย ๆ ดึงลิ้นชักออกมา ภายในลิ้นชักยังมีบทละครหนึ่งชุดที่พึ่งเซ็นสัญญาไป เขาหยิบบทละครขึ้นมา พร้อมกับสีหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ถ้าไม่ไปแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานี ละครเรื่องนี้หากได้ถ่ายทำออกมา นอกจากผู้อำนวยการสถานีและรองผู้อำนวยการสถานีแล้ว เขาก็จะเป็นคนที่มีศักยภาพมากที่สุดในสถานี นี่คือบทละครที่ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เมื่อถึงเวลานี้ในรายชื่อผู้ผลิตจะไม่มีชื่อของเขาอยู่ในนั้น “ลาก่อนนะ แผนกการผลิตของฉัน” เขาเอาบทละครวางลงในลิ้นชักอีกครั้ง และเริ้นเสี่ยวก็เดินจากไปอย่างเศร้าสลดเมื่อเดินไปถึงหน้าประตู ก็หวนคิดถึงห้องทำงานของตัวเอง คุ้นเคยกับทุกซอกทุกมุมที่นั้น แต่หลังจากนี้จะกลายเป็นแค่ความทรงจำในสมองเท่านั้น   ดวงตาทั้งสองข้างของเขามีน้ำตาคลอเล็กน้อย ตัดใจไม่ได้ แต่กลับจำเป็นต้องจากไปเมื่อสายตาของเขามองบนโต๊ะทำงาน ก็มีเทปวิดีโอหนึ่งตลับปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา เดิมทีเขาเองก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นเทปวิดีโอนี้ ตอนนี้เขาเดินกลับไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วหยิบเทปวิดีโอขึ้นมา...