บทที่ 3
ตอน ช่วยคน
ฝุ่นคลุ้งตลบทามกลางกองทัพใหญ่เด่นสง่าทหารม้าดุดันมาแต่ไกล ผู้คนส่วนมากหาที่หลบอยู่ข้างทางได้ทัน
ท่วงทีต่างก็มองกองทัพที่จะผ่านมาจนกระทั่งเห็นม้าศึกสีดำสนิทน่ากลัวจับจิตลมหายใจเข้าออกของม้าตัวนั้นพ่นออกมาแทบจะเป็ควัน ผู้คนพากันตื่นตระหนกใแต่กลับกันกับซื่อฝานหญิงชราที่กำลังก้าวเท้าวิ่งออกไปกลางถนนทางที่กองทัพจะต้องผ่าน
สิ่งที่นางเห็นผู้คนอาจจะไม่ได้สนใจหรืออาจจะเห็นแต่ไม่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยแต่ชีวิตคนคนหนึ่งจะเอามา
ทิ้งไว้กลางถนนให้ม้าเหยียบตายมันไม่ใช่เื่ ซื่อฝานแลเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งสภาพไม่สมประกอบกำลังยันกายลุกขึ้นดูก็รู้ว่าคนผู้นั้นเพิ่งล้มหน้าคะมำเพราะถูกผู้คนผลักวิ่งเอาตัวรอด
ซื่อฝานออกตัววิ่งไปกลางถนนแต่ที่นางมักหลงลืมไปอีกเื่ก็คือสังขารของร่างนี้กระดูกลั่นทีนางแทบจะหยุดวิ่งยังดีที่ฝ่ามือเหี่ยวกลับเอื้อมคว้าแขนขวาของคนผู้นั้นไว้ทัน...ซะที่ไหนละสิ่งที่นางคว้าได้นั้นหาใช่แขนแต่เป็แขนเสื้อข้างขวาที่ไร้แขนเสียมากกว่าซื่อฝานยังมิทันได้ออกจากถนนกลับต้องกอดร่างชายไม่สมประกอบผู้นั้นไว้แน่น
สองเท้าหน้าอาชาดำยกขึ้นสูงเหนือหัว เสียงร้องของมันดังลั่นเช่นเดียวกับเสียงสูดหายใจเฮือกใหญ่ของคนบนหลังอาชาผู้คนมากมายต่างพากันปิดตา ขนาดเจียงเหอยังก้าวเท้าไม่ออกเสียงฝีเท้าอาชาอันหนักแน่นกระทบลงพื้น
ดินดังสนั่น
หญิงชรารีบหันมองม้าศึกที่อยู่เื้ัแน่นอนว่าผู้คนต่างนิ่งกับเหตุการณ์ตรงหน้าถึงอย่างไรคนที่น่ามองกว่าหญิงชราก็คือบุรุษรูปงามบนหลังอาชาศึกถึงจะมีสีหน้าบึ้งตึงแต่ก็ยังหล่อเหลาราวกับเทพเซียนบน์ผู้ใดเห็นเป็ต้องยอมสยบไม่ว่าจะเป็บุรุษหรือสตรี
ผู้คนตั้งมากมายพากันยลโฉมบุรุษบนหลังอาชาเสียหนำใจเว้นเสียแต่ซื่อฝาน…
หัวเราะคิกคักอะไรกันฉันมองใครยังเห็นไม่ชัดเลย!
ฝ่ามือเหี่ยวรีบสะบัดไล่ม้าตรงหน้าเหมือนไล่สุนัขไม่มีผิดม้าศึกมากประสบการณ์ทำเพียงเยื้องตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเท่านั้น ซื่อฝานเพ่งมองบุรุษบนหลังม้าอีกครานี้จำต้องเบิกตากว้าง
“ขวางทาง” เสียงทุ้มเข้มฟังดูดุดันยิ่ง
ร่างหญิงชรายังคงนิ่งอึ้งสายตาฝ้าฟางค่อยๆไล่มองกองทัพม้าศึกร้อยกว่าตัวพร้อมรถม้าและทหารเดินเท้าจัดทัพเช่นนี้เหมือนจะไปทำศึกที่ไหนสักที่ก็ไม่ปาน
ท่านแม่ทัพแลเห็นหญิงชราแตกตื่นดูได้จากดวงตาของนางทว่ากลับน่าแปลกที่นางดูไม่หวาดกลัวเลยสักนิด ทำเพียงมองค้างอยู่อย่างนั้นแต่นั้นก็ไม่ได้น่าดึงดูดสายตาท่านแม่ทัพเท่าชายหนุ่มที่หญิงชราผู้นั้นกอดไว้
แขนขวาขาดมีคราบเือยู่ตามเสื้อผ้าสภาพ
มอมแมมดั่งคนหนีตายมาหลายปี แม่ทัพหนุ่มยกมุมปากยิ้มอย่างถือดีพร้อมมองเหยียดก่อนเอ่ยว่า
“ฮึ!ครานั้นเ้าขวางข้าไม่ให้ถึงตัวนางใช้แขนขวากันม้าของข้าจนเสียแขน...คราวนี้ยังจะเอาตัวมาขวางทางทัพ
ข้าอีก เ้าคงอยากตัวขาดสินะหลิวเหว่ย”
“หานอิงหลิว!”
เสียงแหบของหญิงชราตะเบ็งร้องเรียกชื่อของท่านแม่ทัพทั้งที่ไม่มีผู้ใดเรียกชื่อเขามานานนับพันปีเพราะว่าเป็เหตุมาจากศึกครานั้นที่เขาพ่ายแพ้ยับเยินทว่าบัดนี้ดันมีหญิงชาาวบ้านผู้หนึ่งร้องเรียกเขาเหมือนมารดาห้ามบุตร
ชายไม่ให้รังแกผู้อื่นก็ไม่ปาน
ให้ตายเถอะ….นิสัยโหดเป็บ้าตามต้นฉบับไม่มีผิด แต่เดี๋ยวนะ…
ยายแก่ตบหน้าขาตนเองอย่างไวเหมือนเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก
"เ้าไปเกิดใหม่เดี๋ยวเ้าก็ได้เจอข้าเสี่ยวหาน"
ทำไมฉันไม่เอะใจนะว่าหานอิงหลิวเป็คนคนเดียว
กับลูกบุญธรรมของเทพชื่ออะไรสักอย่างแต่เขาดันมาเกิดในเผ่ามารแล้วได้เป็แม่ทัพและยังเป็หนึ่งในตัวร้ายในเื่ที่ฉันวาด…บทนำของเื่มีประโยชน์แบบนี้เอง…แต่ช่างเถิดคิดไล่อดีตของตัวละครไปก็ปวดหัวเปล่าๆยังไงเขาก็เป็ตัวเขาเองอยู่ดี
ดวงตาหญิงชราเบิกกว้างไล่มองั้แ่เท้าอาชาดำยันร่างบุรุษบนหลังม้าทั้งสองสบตากันไม่กระพริบ…
ใบหน้าเหี่ยวย่นของยายแก่แสดงออกว่าขุ่นเคืองกับการกระทำของตัวละครนี้เต็มแก่แม้แต่สีหน้าของท่านแม่ทัพก็ดูจะบูดเบี้ยวไม่แพ้กันหัวคิ้วงามได้รูปแทบจะชนกันอยู่รอมร่อรอยหน้าผากย่นเหมือนรอยเสื้อยับที่ยัดอยู่ในตะกร้าผ้าไม่มีผิด
หญิงชราผู้นี้รู้จักชื่อของข้า…รู้ได้อย่างไร?…ชื่อที่ไร้ผู้คนเรียกขานมานับพันกว่าปีั้แ่พ่ายแพ้าผู้คนต่างลืมเลือนชื่อข้าไปกันหมดเรียกข้าเพียงว่า ท่านแม่ทัพใหญ่…
ท่านแม่ทัพไล่สายตาสังเกตร่างชราตรงหน้าอย่างว่องไวทว่ากลับละเอียดยิ่งเขายกมุมปากยิ้มพร้อมขบคิด
ในใจต่อว่า
อืม…จะว่าไปหญิงชราผู้นี้คงไร้พิษสงเพราะทั้งที่มีโอกาสฝึกพลังปราณแต่กลับไม่ทำปล่อยให้แก่หงำเหงือกไปตามอายุไขแต่ใจกล้าไม่น้อยที่วิ่งมาช่วยคน…ฮึ! ช่างหน้านับถือยิ่งนัก
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้นหินอ่อนชวนมองทว่าแววตากลับฉายแววดูแคลนคนทั้งสองอย่างตั้งใจ
…จ้องเหยียดกันขนาดนี้ลงจากม้ามาควักลูกตากันเลยสิ…ฮึ!คิดว่าเป็แม่ทัพใหญ่แล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นสิ?!
“ลากยายแก่ผู้นี้ออกไปเหลือแต่…เขา…ไว้กลางถนนก็พอ”บุรุษบนหลังม้าพูดสั่งเสียงเ็าพร้อมชักคมกระบี่คู่กายออกจากฝักแสงสะท้อนจากเหล็กกล้ากระทบตาซื่อฝานทันใด
เรียกว่า ยายแก่ยังไม่เจ็บเท่าที่คิดจะฆ่าแกงกันเลย!
ซื่อฝานนั่งเหม่อมองคิดเพลินทหารสองนายลงจากม้าศึกพร้อมเอื้อมมือคว้าร่างชราหมายจะลากตัวออกไปตามที่ได้รับมอบหมายในเมื่อแตะถูกตัวสติพลันกลับเข้าที่สายตาไม่สมประกอบนี้เหลือบเห็นท่านแม่ทัพขยับอาชาศึก
ถอยหลังเหมือนตั้งหลักกระบี่คู่กายถูกกำชับแน่นฝ่ามือ
ชายหนุ่มในอ้อมกอดตัวสั่นใบหน้าขาวซีดจิตตกยิ่งกว่าเห็นภูตผีแววตาที่เคยกลั้นน้ำตาพลันไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่ได้ นางดูก็รู้ว่าเขากลัวเพียงใดแต่เขากลับไม่รั้งตนไว้ข้างกายแม้เสียงร้องขอชีวิตหรือคำขอความช่วยเหลือก็ไม่มี
สองแขนเปราะบางถูกหิ้วปีกดั่งไก่บ้านตัวหนึ่งซื่อฝานจ้องมองชายหนุ่มที่เคยอยู่ในอ้อมกอดอย่างสงสารจับใจ
อาชาดำย่ำเท้ากระทบพื้นชวนขวัญผวาชายหนุ่มผู้นั้นใช้แขนซ้ายค้ำกายคลานตามหญิงชรามองดูกี่ทีก็เหมือนแม่กับลูกชายที่โดนแยกจากกันไม่มีผิด
สี่เท้าม้าเตรียมออกตัวกระบี่ดำง้างหมายปลิดชีวิตชายหนุ่มซื่อฝานตาโตใจหายไปเป็ครึ่ง ั้แ่นางอยู่ร่างนี้ได้ไม่ถึงวันหนำซ้ำยังตั้งหลักไม่ได้ในหลายๆเื่แล้วต้องมาเห็นเื่โเี้ต่อหน้าต่อตานางรับไม่ได้
จะทำยังไงดี? ยังไงดี? ไม่รู้แล้ว!!! มั่วๆไปละกันเผื่อรอด!
“หานอิงหลิว!เ้ามันช่างขี้ขลาดตาขาว!” นางลั่นคำพูดแรกที่คิดได้ออกมาอย่างไม่กลัวตาย...คนนอกมองอาจจะเป็เช่นนั้นแต่ความจริงแล้วซื่อฝานแทบอยากจะคุกเข่าขออภัยสักสามทีทว่าเมื่อนางเปิดศึกแข็งข้อเช่นนี้แล้วถ้าคุกเข่าตอนนี้ก็คงหน้าเสียอายฟ้าดินไปอีกนานทั้งที่ตอนก่อนจะมาอยู่ในร่างนี้ซื่อฝานเป็ถึงกัปตันทีมของสโมสรออกคำสั่งเด็ดขาดฟังความเห็นลูกทีมหมดทุกคนและยังวางแผนการเล่นทุกอย่างเสียรอบคอบมีหรือที่คนในทีมจะกล้าหือ
ซื่อฝานลั่นวาจาในหัวเพิ่มความกล้าพลางจ้องมองท่านแม่ทัพอย่างไม่สบอารมณ์นักแต่ในใจกลับกลัวจนผมงอกแทบร่วง สายตาเดือดพล่านของทหารในกองทัพพลันปะทุบังเกิดบรรยากาศขุ่นมัวน่าจิตตกเป็ที่สุด
บังเหียนม้ากระตุกหนึ่งทีอาชาศึกก้าวเดินมาตรงหน้าหญิงชราตามคนบังคับสายตาบุรุษบนหลังม้าเหลือบมองนางจากศีรษะจรดปลายเท้าเต็มตาก่อนกระตุกมุมปากยิ้มอย่างมีมารยาทยิ่ง “ขี้ขลาดตาขาว….ยายแก่ที่ท่านว่ามานั้นควรมีเหตุผลมาอธิบายได้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านถึงกล่าวว่าร้ายข้าเช่นนั้น” น้ำเสียงราบเรียบนิ่งสงบปานสายน้ำลึกแววตาที่มองมานั้นยิ่งกว่าคำว่า กลืนกิน
อธิบายเหตุผล...กล่าวว่าร้าย….
สองสามคำที่พูดมานั้นทำเอาซื่อฝานลมแทบจับการที่ตนยืนอยู่หน้ากองทัพใหญ่และชาวเมืองมากมายขนาดนี้ถ้านางกล่าวคำอธิบายที่มองไม่เห็นภาพล่ะก็คงโดนรุมจนอยู่ไม่ได้แน่
โจทย์ยากยิ่งกว่าสัมภาษณ์งานอีก ตายๆเป็คำถามที่เอาชีวิตมาทิ้งชัดๆ
“ท่านอธิบายให้ข้าฟังมิได้รึ?”ว่าแล้วหานอิงหลิวพลันกระตุกบังเหียนบังคับอาชาให้ออกวิ่งไปหาชายหนุ่มไม่สม
ประกอบผู้นั้น คมกระบี่ง้างขึ้นทันใดร่างชายหนุ่มไม่สม
ประกอบคดตัวกลมสั่นเห็นแล้วก็น่าอนาถเป็ที่สุด
ความเร็วของม้านั้นเหมือนดั่งสายลมพัดผ่านให้เวลานางเอ่ยปากตอบเพียงเสี้ยววิความกดดันนี้ทำให้ซื่อฝานพ่นคำพูดลืมกลั่นกรองออกมาจากใจจริงที่ตรงเหมือนขวานผ่าซากไม่มีผิด
“เพราะว่าเขาสู้ท่านไม่ได้ไง!”เสียงอันแหบพร่าะโจนเหนื่อยหอบฝ่ามือแกร่งดึงบังเหียนสุดแรงเพื่อหยุดกระทันหัน
“โอ้ว...” หานอิงหลิวหันหน้ามองหญิงชราข้างทางพลางรอฟัง “เื่นั้นมันแน่อยู่แล้วว่าแต่เหตุผลท่านมีเท่านี้รึ?”
ซื่อฝานสูดลมหายใจเต็มปอดพร้อมยืดอกหลังตรงเพื่อเพิ่มความมั่นใจ
กร๊อบ!
เสียงกระดูกลั่นทำร้ายความเงียบฉับพลันทุกสายตาที่เคยเหลือบมองมาเดือดพล่านเคร่งเครียดแปรเปลี่ยนเป็เห็นใจเ็ปแทนและขบขัน จนกระทั่งพลทหารที่จับแขนทั้งสองข้างของหญิงชราต้องคลายแรงบีบ เพราะเกรงว่าถ้า
บีบไปมากกว่านี้กระดูกคงได้แหลกคามือแน่
“อะ...โอ้ย...”เสียงแหบค่อยๆเปล่งออกมาอย่างทุกข์ทรมานยิ่ง ร่างนี้ทำอะไรได้บ้างเนี่ย!ขยับปุ๊บลั่นปั๊บ
ซื่อฝานปรับร่างกายให้ยืนตามสังขารรับไหว “มาต่อ….เฮ่อ...ข้ามีเหตุผลอีกข้อ”
ฝ่ามือเหี่ยวกุมมัดแน่นพร้อมเอื้อมมือไพล่หลังทุบเอวของตนเบาๆพลางถอนหายใจเอ่ยว่า “ท่านน่ะเป็ถึงแม่ทัพใหญ่แต่ช่างขี้ขลาดตาขาวทำร้ายคนไม่มีทางสู้ข้าไม่รู้หรอกนะว่าท่านกับเขามีเื่ไม่ลงรอยอะไรกันแต่รู้ไว้ว่าหลังจากท่านลงกระบี่บนตัวเขา ความน่านับถือที่ผู้อื่นหรือแม้กระทั่งพวกทหารมีต่อท่านคงสลายหายสิ้นยิ่งกว่าแพ้าอีก”ซื่อฝานจับแขนพลทหารข้างๆอย่างจงใจเพื่อประคองตัวเอง
ไม่ให้ล้มลง
“เื่พวกนั้นคิดว่าข้าสนรึ?…ข้าไม่สนเลยสักนิด” หานอิงหลิวหาได้แลตามองคนรอบข้างไม่แสดงให้เห็นว่าตนนั้นหนักแน่นในหลักการของตัวเองเช่นไรแต่ในทางเดียวกันก็แอบรับฟังเหตุผลของผู้อื่นเงียบๆ
ซื่อฝานลองคิดตามถึงคำตอบของอีกฝ่ายอย่างจริงจังทำให้เห็นว่าอย่างไรท่านแม่ทัพผู้นี้ช่างหัวดื้อเหมือนในบทที่เคยอ่านไม่มีผิดเวลาเขาให้ใจผู้อื่นมักให้เต็มร้อย เกลียดใครก็เกลียดเต็มร้อย ยากที่จะเอียงหูฟังคนที่ตนเองไม่ถูกด้วย
"ข้าไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดแม่ทัพอีกคนถึงหนีทัพ...เพราะคงมีท่านแม่ทัพใหญ่เช่นนี้นี่เอง"หญิงชรายอกย้อนกระตุกหนวดพยัคฆ์เหยียบหางัท้าความตาย ชาวบ้านและเหล่าทหารในกองทัพได้แต่พากันเสียอาการอึ้งตลึงงัน!เป็คนพิการลิ้นจุกปากไปชั่วครู่ต่างจากท่านแม่ทัพใหญ่ที่ตอนนี้ควันแทบจะออกหูอยู่รอมร่อสีหน้าบึ้งตึงของท่านแม่ทัพใหญ่ชวนขวัญผวาจิตตกยิ่ง ทว่าซื่อฝานยังคงดึงหน้าสู้
อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้เช่นกัน
บรรยากาศหนาวเย็นะเืเกิดขึ้นฉับพลันทั้งที่เป็ฤดูคิมหันต์แท้ๆแต่ทั้งสองกลับทำให้ฤดูพลิกผันจู่ๆท้องฟ้าดันมืดครึมก้อนเมฆรวมตัวสายฟ้าฟาดสนั่นไปทั่วทุกทิศในเผ่ามารจนผู้คนต่างกรีดร้องเสียขวัญแม่ทัพใหญ่หานอิงหลิวพลันเงยหน้ามองท้องนภาปั่นป่วนสายฟ้าโลหิตที่ปรากฎไปอยู่ทั่วทิศนั้นสร้างความใให้เขาไม่น้อย
อาชาดำคู่กายพลันถอยเท้าไปสองก้าวหานอิงหลิวไล่มองผู้คนที่กำลังแตกตื่นจนสะดุดเข้ากับสายตาดุดันของชายชราผู้หนึ่งที่ยามนี้จ้องมาที่ตนไม่กลัวตายสักนิดหานอิงหลิวจ้องชายชราที่กำลังเดินมาหายายแก่ตรงหน้าแล้วเอื้อมฝ่ามือตบไหล่นาง
“ท่านแม่ทัพ”
เสียงหวานนุ่มหูชวนลุ่มหลงน่าฟังเปล่งดังมาจากข้างในรถม้าที่อยู่เื้ัทหารฝีมือดีแถวหนึ่ง
ฝ่ามือเรียวงามค่อยๆเลิกผ้าม่านสีขาวขึ้นเผยใบหน้างดงามปานเทพธิดาบน์แววตาสดใสสวยล้ำ ริมฝีปากดั่งกลีบดอกกุหลาบเป็กระจับช่างชวนให้ลุ่มหลง
ซื่อฝานเหลือบตามองไปยังต้นเสียงท้องนภาที่สาย
ฟ้าฟาดลงมาเมื่อครู่พลันเงียบสงบกลับมาเป็ปกติทันควันสร้างความแปลกใจให้ผู้คนไปทั่วรวมถึงเทพเซียนเผ่า์เช่นเดียวกันหญิงชรายังคงมองจ้องสตรีในรถม้าไม่ละสายตา
ร่างอรชรในชุดชมพูอ่อนค่อยๆขยับกายเข้าใกล้ม่านขาวมากขึ้นพร้อมเอ่ยว่า “มีเื่อะไรกันรึ?เมื่อครู่ข้าภรรยามัวแต่งีบหลับไปเพราะเหนื่อยแท้ๆ”
“ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก”ท่านแม่ทัพตอบน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง
ซื่อฝานเพ่งสายตามองหญิงสาวที่อยู่บนรถม้าอย่างตั้งใจสายตางามคู่นั้นเลื่อนสบตามองกลับมาเช่นกัน ทำเอาซื่อฝานถึงกับร้อง อ๋อ ในใจ
สตรีที่อยู่ในรถม้าซื่อฝานเคยอ่านเจอในบทประพันธ์นางมีนามว่า ฮวาจือเฟิง เป็อนุภรรยาที่หานอิงหลิวรักมากที่สุดาในเื่นั้นก็มีจือเฟิงที่ช่วยวางแผนรบให้มีทางหนีทีไล่มากกว่าเดิมถึงาครั้งนั้นฝ่ายมารจะพ่ายแพ้เพราะขาดแม่ทัพฝ่ายขวาทว่าเป็เพราะแผนของจือเฟิงจึงทำให้ช่วยกองทัพและบ้านเมืองแดนมารไว้อย่างทันท่วงทีนับว่าเป็บุญครั้งใหญ่หลวงเลยก็ว่าได้ทุกครั้งซื่อฝานอ่านบทของจือเฟิงทีไรกลับขนลุกยกนิ้วชมกับความกล้าและความฉลาดของนางจริงๆยิ่งมาประกบคู่กับหานอิงหลิวอีก...ใครหน้าไหนยากจะเข้าใกล้ จริงๆคู่นี้ถือว่าเทียบกับพระเอกนางเอกของเื่ได้ด้วยซ้ำแต่ทำอย่างไรได้ ก็ผู้
เขียนไม่อยากให้เป็พระเอกนางเอกก็คงต้องตามนั้นอีกอย่างผู้เขียนไม่เห็นลงประวัติของทั้งสองตัวละครนี้ลึกเท่าไร
ประหนึ่งถูกเขียนให้มาเป็ตัวขัดขวางพระเอกนางเอกเฉยๆมากกว่า
“ท่านยาย….” ซื่อฝานมองตามเสียงเรียกอันนุ่มหู “ไม่ว่าจะมีเื่อันใดท่านทั้งสองอย่าทะเลาะกันอีกเลยต่างคนต่างไปเถิด” วาจาหวานหอมชวนหลงใหลล่องลอยกระทบริมโสตผู้ได้ยินอย่างรวดเร็ว
“ได้ต่างคนต่างไปแต่...ข้ามีเื่อยากจะขอร้องท่านแม่ทัพ”ซื่อฝานลั่นวาจาตามนั้น ทหารสองคนที่ประกบซ้ายขวาปล่อยแขนนาง
“ได้ ว่ามา” ว่าแล้วหานอิงหลิวพลันจ้องหญิงชรากดดันอีกฝ่ายทันทีเหมือนกับว่าความอดทนนั้นแทบจะหมด
เต็มที
“ข้าอยากให้ท่านแม่ทัพมีความเมตตาแก่ทุกสรรพสิ่งให้มากกว่านี้หน่อยได้หรือไม่เริ่มจากเขาก่อนเลย” หญิงชราชี้ไปยังชายหนุ่มผู้ไม่สมประกอบอย่างนึกสงสาร
ยังไงก็อยู่ในร่างหญิงชราแบบนี้ไม่รู้ว่าจะนอนไม่ตื่นเมื่อไรทว่าวันนี้เริ่มทำความดีก็อุ่นใจแล้วเผื่อ์มีเมตตาเห็นใจให้ฉันกลับไปโลกเดิมก็ได้…
ซื่อฝานกำลังเหม่อลอยยิ้มกริ่มซึมซับความดีงามที่ตนเองได้ทำไปเมื่อครู่ทว่ากลับต้องเบิกตากว้างใเพราะกระบี่ในมือท่านแม่ทัพง้างเหนือพร้อมลงคมดาบตัดชีวิตให้สิ้น
“เ้า!!!” ซื่อฝานเรียกจนเหลืออดเสียงหญิงชราที่แหบพร่ากลับแจ่มชัดก้องกังวานดั่งะโออกศึก “ไว้ชีวิตเขา!!!”
คมกระบี่แหวกสายลมหยุดชะงักทันใดทุกลมหายใจต่างหยุดนิ่งอึ้งกับภาพตรงหน้าเพียงแค่หนึ่งชุนเท่านั้นก็สามารถพรากชีวิตชายหนุ่มผู้นั้นได้แล้วทุกสายตาหันจับจ้องเพียงยายแก่มากอายุผู้หนึ่งอย่างตะลึงงันแต่มีสายตาคู่หนึ่งที่มองหญิงชราแตกต่างออกไปซึ่งนั้นก็คือท่านแม่ทัพใหญ่
แววตาของทั้งสองจับจ้องกันไม่ลดละจวบจนหานอิงหลิวเอ่ยทำลายความเงียบ “ว่าอะไรนะ?”
“ไว้ชีวิตเขา…ถือว่าข้าขอ”ซื่อฝานเน้นแต่ละคำหนักแน่นยิ่งนางพยายามเจือน้ำเสียงให้ไม่ดังอย่างเมื่อครู่อีก
“แล้วเ้ามีสิทธิ์อะไรมาขอ”วาจาของบุรุษบนหลังม้าไม่ได้ดุดันเขากล่าวออกมาอย่างนอบน้อมเสียด้วยซ้ำ ทว่าอย่างไรวาจาก็หนักแน่นไม่ต่างจากอีกฝ่ายเช่นกัน
…เอ่อก็จริง… ซื่อฝานไล่สายตามองหาสิทธิ์ทว่าสิ่งที่พบเจอตรงหน้ามันก็ใช้ได้อยู่หรอก…แต่นางไม่รู้ว่าจะใช้ได้กับที่นี้หรือเปล่า…
“มีสิ…ก็นี้มันหน้าบ้านของข้า”หญิงชราชี้นิ้วพลางมองเขตบ้านตนเอง
หานอิงหลิวไล่สายตามองพลางเลิกคิ้วสีหน้าของเขากลับนิ่งเฉยไร้ิญญาเป็ที่สุด
เอ่อ…จริงๆด้วยแล้วข้าจะจบเื่อย่างไรไม่ให้ตนเองหน้าแหกดีล่ะ…ยายแก่จอมสร้างเื่!
“…ในเมื่อยายแก่เอ่ยขอ…”หานอิงหลิวเชิดหน้าชูตาพลางเหลือบมองต่ำไปที่ชายหนุ่มนั้นอย่างไม่สบอารมณ์“ข้าก็จะไว้ชีวิตเขา…แต่…” สายตาดุดันแลมองซื่อฝานทัน
ใดพร้อมอ้าริมฝีปากที่กล่าววาจาชวนเครียดยิ่งกว่าติดหนี้ว่า “…ข้าไม่ได้ให้คำขอท่านเปล่าๆนะวันหน้าข้าจะมารบกวนท่านใหม่” ว่าแล้วร่างกำยำในชุดสีเขียวเข้มพลันกระตุกบัง
เหียนอาชาศึกสีดำหมายจะเดินทัพจากไป
“โอ้ว!…ข้าลืมบอกอะไรไปอย่าง…”
ท่านแม่ทัพหนุ่มหันมองซื่อฝานอีกคราพร้อมเอ่ยวาจาชวนให้นางหน้าเสียก่อนไป “ถึงข้าจะเป็แม่ทัพเช่นนี้แต่ข้าก็ไม่เคยทิ้งผู้อื่นไว้เื้ั”
ชายหนุ่มไม่สมประกอบรีบคลานเข้าริมทางสภาพเช่นนี้ผู้ใดมาเห็นย่อมต้องสงสาร ทว่าพอรู้ว่าเป็ใครกลับน่าสมเพชยากจะมอง
“ฮึ!” หานอิงหลิวเค้นเสียงเหยียดหยามก่อนจะกระตุกบังเหียนอย่างแรงนำทัพกลับเมืองหลวง
หญิงชรามองกองทัพมารตามหลังจนไม่เห็นฝุ่นก่อนจะหันมาสบตาเข้ากับชายหนุ่มไม่สมประกอบ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเสื้อผ้าขาดรุ่ยเขาแลมองสบตานางเหมือนลูกแมวตัวหนึ่ง้าที่พักพิง…
ซื่อฝานคิ้วขวากระตุกเป็ว่าเล่นทั้งสองสบตามองกันอย่างกับว่าทำเพียงจ้องตาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดว่าอะไร
“อย่า…” ซื่อฝานรีบใช้จังหวะที่มีเอ่ยขึ้น
“แต่ข้าอยาก…” ชายหนุ่มผู้นี้พยายามเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ไม่เอา ไม่พูด…”
“แต่ข้าไม่มี…”
“เื่ของเ้า”
นางช่างตัดบทสนทนาได้ทำร้ายคนฟังเป็ที่สุดก่อนจะหันกายเดินลากร่างตนเองเข้าบ้านพร้อมปิดประตูให้ผู้
คนซุบซิบถึงวีรกรรมที่นางเพิ่งทำไป ชายชรายิ้มกริ่มมองร่างชรานั้นเดินเข้าจวนไปก่อนเอ่ยพึมพำ “ข้าล่ะคิดถึงวันเก่าๆของเราเสียจริง”