ทรัพย์สินมูลค่า 3,000 ล้านเหรียญทองนั้นมีค่าเทียบได้กับบรรณาการเกือบครึ่งหนึ่งที่คัมเบียเก็บเกี่ยวในรอบหนึ่งปี ในอีกความหมายหนึ่งอาณาจักรคัมเบียจะมีรายรับจากภาษีส่วยไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านเหรียญทองนั่นเอง การที่มิเนอร์วาเรียกออกมาเป็นจำนวนเท่านี้นั้น ตัวมันผู้เป็นราชาก็พอจะรับได้อยู่บ้าง จะอย่างไรก็เป็นตัวมันที่รุกรานผู้อื่นก่อน แต่ทว่าจะให้ตัวมันตอบตกลงยอมรับเลยก็ดูจะเป็นการเสียหน้า มาบุกบ้านเขาจนถึงห้องนอน แต่ก็ไร้ความสามารถไม่อาจเข้าไปนอนบนเตียงได้ หากจะให้ตัดใจยอมแพ้ง่ายๆ แล้วผู้ใดจะกล้าเคารพนับถือในตัวมันได้อย่างสนิทใจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการต่อรองอยู่สักหน่อย แต่ในขณะที่กำลังอ้าปากเตรียมเปล่งคำ มิเนอร์วาก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อนจนการกระทำของมันต้องชะงักไป อ้าปากค้างอย่างลืมตัว
“3,000 เหรียญทองที่ข้าเรียกร้องนี้คือหนี้ที่ท่านมาขัดขวางการตื่นรู้พัฒนาพลังของข้า จ่ายมาแล้วก็ถือว่าพวกเรานั้นจบกัน เมื่อนำมารวมเข้ากับค่าเสียหายที่ท่านบุกทำลายล้างมาตลอดทาง ชีวิตมากมายนั้นไม่อาจประเมินค่าได้ แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์ที่ล่วงลับจึงต้องเรียกราคา 1,000 ล้านเหรียญทอง ทิวทัศน์ป่าไม้ที่ถูกระเบิดโค่นทำลาย ผิวถนนและผิวดินในป่าลึกเองก็ถูกขุดจนเป็นหลุมเป็นรู คิดค่าปรับภาพ 500 ล้านเหรียญทอง ค่าเช่าพื้นที่เพื่อเดินทัพส่งเสบียงอีก 500 ล้านเหรียญทอง…”
“และสุดท้ายอีก 1,000 ล้านเหรียญทองนั้น คือค่าเสียหายที่ซัลวาโตเรใช้จ่ายตลอดสงครามในครั้งนี้ รวมแล้วเบ็ดเสร็จก็6,000 ล้านเหรียญทอง หากยังกล้าคิดจะต่อรองอีกก็เชิญเอ่ยออกมา นี่ยังนับว่าข้านั้นใจดีให้เกียรติไว้หน้าท่าน ไม่เช่นนั้นคงตั้งข้อหาลักพาสัตว์เลี้ยงของข้าเพิ่มอีกตัวละ 1,000 ล้านเหรียญทอง หากไม่ยินยอมจะจ่ายก็ดาหน้าบุกกันเข้ามา ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน ว่ากองทัพแห่งคัมเบียที่เลื่องลือจะแน่สักแค่ไหน”
ชายหนุ่มเอ่ยแจกแจงร่ายยาว จนตัวมันฟังแทบจะไม่ทัน มาจับใจความได้อีกทีก็ถึงท่อนที่บอกว่ารวมแล้ว 6,000 ล้านเหรียญทอง คำพูดที่เตรียมจะเอ่ยต่อรองออกไปก่อนนี้จำเป็นต้องรีบกลืนกลับ อีกฝ่ายก็อยู่ห่างเพียงเท่านี้ครึ่งเทพเช่นมันมีหรือจะเกรงกลัว แถมอีกฝ่ายยังปรากฏตัวออกมาเพียงลำพัง ราชาวรมันที่ 2 ค่อนข้างมั่นใจว่าระยะเพียงเท่านี้ตัวมันสามารถสยบอีกฝ่ายได้ เมื่อตั้งสติได้มันก็รีบงับปากลืมตัวเอ่ยผรุสวาทด่าทอด้วยความโมโหออกมา แล้วพุ่งเข้าหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“6,000 ล้านแม่เจ้าสิ! เจ้าคิดว่าข้าถ่ายออกมาเป็นทองคำหรืออย่างไร!”
เมื่อผู้นำออกศึก เหล่าทหารทุกนายต่างก็พุ่งร่างตามออกไป แต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะปรากฏกายอย่างไร้แผน ของถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ราชาผู้นี้เป็นคนฉลาดไม่ผิดแน่ แต่ดูออกง่ายไปหน่อย อีกฝ่ายเคยชินกับการถูกเอาอกเอาใจจากเหล่าขุนนางชั่วมากเกินไป แม้จะแข็งแกร่งจนตัวของมิเนอร์วาเองก็คิดว่าต้องแพ้อย่างแน่นอนหากสู้รบกันตรงๆ มีแข็งก็ย่อมมีอ่อน อีกฝ่ายที่ถูกตามใจมาโดยตลอด เมื่อถูกขัดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจำโมโห ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เช่นในตอนนี้
มีปราชญ์โบราณท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ จงอย่าได้เลือกต่อสู้กับผู้อ่อนแอที่มีสติ แต่ให้ท้าทายเอากับผู้แข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยความโมโห เมื่ออารมณ์เต็มไปด้วยความโมโหจึงทำให้ขาดสติ ไร้สติก็ไร้ปัญญาพาให้ความระวังที่เคยมีนั้นหายไป แล้วผู้ไร้ปัญญาเช่นนี้จะต่างอะไรกับกระทิงคลั่งตัวหนึ่ง มิเนอร์วายกยิ้มเย็นเอ่ยพูดเป็นเสียงโบราณกังวานก้องไปทั่วแดน
“ปิ ตา เต มะ โต”
เมื่อห้าเสียงนี้ดังออกมา คลื่นอากาศก็สั่นไหวกระจายเป็นพลังอันเท่าเทียมออกไป ศัตรูทุกคนที่ได้ยินเสียงนี้ก็ตัวสั่นสะท้านเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก แม้แต่ราชาคลั่งที่พุ่งมาทางเบื้องหน้านี้ ก็รู้สึกได้เมื่อเข้ามาใกล้จึงตกใจจนได้สติ พลังวิญญาณของเหล่าทหารเลวผู้ที่อ่อนแออยู่แล้ว ชายหนุ่มย่อมไม่สนใจ เลือกที่จะปกคลุมใช้วาจาสิทธิ์อันเท่าเทียมกับผู้ที่มีพลังวิญญาณเหนือกว่า ตรงชั่งทั้งสองข้างปรากฏเพื่อวัดตวงจนพลังวิญญาณของวรมันที่ 2 และผู้ที่อยู่ไกลออกไปถูกลดทอนลง ถูกสะกดให้พลังวิญญาณตกลงมากลายเป็นเหนือมนุษย์ขั้นสูงสุด
มิเนอร์วาหรี่ตามองไปที่วรมันที่ 2 อย่างผิดคาด ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งต้านทานได้อยู่บ้าง พลังวิญญาณที่ถูกกดลงไปมากแล้วก็ฟื้นดีดกลับมา แต่ก็ยังคงโดนสะกดไว้อยู่มาก กลายเป็นครึ่งเทพขั้นแรกไปเสียได้ สิ่งนี้เองก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความไม่เที่ยง มีสมหวัง มีผิดหวังบ้างเป็นธรรมดา วรมันที่ 2 โผล่เข้ามาในระยะใกล้เห็นหน้ามิเนอร์วาได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มน่าขนลุกที่จ้องมองมา ตัวมันผู้เป็นราชาก็ตกใจรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีแผนซ่อนเอาไว้อีก สัญชาตญาณเตือนภัยร้องดังจนสุดเสียง แต่ทว่าพวกมันก็รับรู้ช้าไปเพียงไปกี่วินาที
อามูร์คำรามกระโดดถอยหลังสร้างระยะ มิเนอร์วาที่อยู่บนหลังของอามูร์เองก็ถีบตัวพุ่งเข้าหาราชาวรมันที่ 2 อย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าชายหนุ่มเหนือมนุษย์ตรงหน้านี้จะบ้าดีเดือด กล้าพุ่งเข้าหาครึ่งเทพอย่างไม่กลัวตาย มันจึงรีดเค้นพลังสุดแรงเพื่อโจมตี ปรากฏเป็นเงาร่างของอสรพิษสี่เศียรขดเลื้อยไต่มาตามหัวไหล่ ก็ที่จะพุ่งลอยออกมาจากฝ่ามือของราชาแห่งคัมเบีย พลังวิญญาณที่ก่อรูปจนกลายเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์นั้น เป็นเรื่องธรรมดาของเหล่าเหนือมนุษย์ แต่กฎที่แฝงอยู่ในแก่นของผู้พิทักษ์นี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เหนือมนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจได้
ฝ่ามืออสรพิษสี่เศียรนี้พุ่งปะทะใส่ร่างกายของชายหนุ่มอย่างรุนแรงจนทรวงอกนั้นเป็นรู ถูกกัดคว้านเป็นทางยาวไปข้างหลัง แต่ด้วยความเร็วที่พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็วนี้ จึงทำให้ร่างของชายหนุ่มยังคงพุ่งเข้ามาใกล้ไม่หยุด วรมันที่ 2 กำลังจะแสยะยิ้มดีใจ ก็สังเกตได้อีกครั้งว่าเรื่องนี้มันง่ายเกินไป เมื่อจ้องมองสังเกตไปที่ซากร่างที่ลอยเข้าหา ตัวมันก็กำลังจะถีบขาหนีเผื่อสร้างระยะห่าง ซากร่างที่ทรวงอกถูกเจาะคว้านเป็นรูไปแล้วกำลังยกยิ้มขยับกาย ยังคงลืมตาจ้องมองมันอย่างน่าขนลุก ราวกับได้พบเจอปีศาจร้ายบนดินแดนทวีปใต้ที่กำลังจะฟื้นคืนชีพ
ปรากฏเป็นห่อผ้าขนาดใหญ่ห่อหนึ่งขึ้นบนมือของชายหนุ่ม มิเนอร์วาหัวเราะสะใจอย่างน่าขนลุก เตโชกสิณก็เริ่มอวดโอ่ในเปลวเพลิงผลาญ จุดปะทุขึ้นโดยไร้เสียงเตือน ห่อผ้าในมือของชายหนุ่มเองก็ระเบิดตูมตามใส่ร่างของวรมันที่ 2 ซึ่งกำลังหวีดร้องถอยหลังหนีอย่างตื่นตระหนก ด้วยระยะห่างที่เรียกได้ว่าอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างมาก แรงระเบิดนี้กระแทกใส่ร่างของมันอย่างเต็มแรง ช่วงเอวถูกหินก้อนหนึ่งเจาะทะลุไป ที่หัวไหล่ก็มีเศษไม้ปักคาไว้ ร่างปลิวกระเด็นไปหยุดลงที่ไม้ต้นหนึ่ง กระอักเลือดออกมาจนไออย่างรุนแรง สภาพดูไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง แต่ครึ่งเทพเช่นตัวมันนั้นไม่อาจตกตายได้เพราะการโจมตีเพียงแค่นี้
เหล่าทหารที่เห็นดังนี้ก็กรูล้อมเข้าไปปกป้องตัวราชาของพวกมันอย่างเร่งรีบ ด้วยกายแห่งครึ่งเทพวรมันที่ 2 ที่ยังคงมีสติอยู่อย่างครบถ้วนก็หยัดยืนขึ้น แล้วจ้องมองไปยังอามูร์ที่ยืนถัดออกไปไกล แต่แล้วมันก็ต้องประหลาดใจให้กับมิเนอร์วาที่ยังคงนั่งอยู่บนหลังเสือ สภาพของอีกฝ่ายแทบจะเรียกได้ว่าไร้รอยขีดข่วน ตัวมันจึงรีบหันศีรษะเพ่งมองไปยังซากร่างที่แขนขาดอยู่ที่หนึ่ง ลำตัวก็เหวอะหวะปลิวไปอีกที่หนึ่ง ความคิดที่จะเย้ยหยันว่าอีกฝ่ายโง่เขลาใช้ชีวิตเข้าแลกอย่างไร้ประโยชน์ได้สลายหายไป ซากร่างที่มันมองเห็นนี้เมื่อหมดหน้าที่ก็กลายเป็นเศษหินแล้วสลายกลายเป็นฝุ่นลอยหายไป
ร่างปฐวีกสิณได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แม้จะสามารถทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้ แต่มิเนอร์วาก็ไม่กล้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอย่างไร้ประโยชน์ จึงนั่งยิ้มอยู่บนหลังของอามูร์อย่างสบายใจ ครุ่นคิดไปถึงค่าเสียหายที่เพิ่มเข้ามาทีหลังนี้อย่างสมปรารถนา วรมันที่ 2 รู้สึกราวกับตัวเองเป็นตัวตลก เป็นลิงโง่ที่หลงเต้นไปบนฝ่ามือของชายหนุ่ม มิเนอร์วามองมาที่มันราวกับผู้เหนือกว่า แล้วเอ่ยคิดบัญชีที่พึ่งถูกเพิ่มเข้ามาอย่างเลือดเย็น
“ตัวข้าก็พึ่งจะออกปากเตือนไปยังไม่ทันพ้นวัน จะต้องให้ข้าสั่งสอนอีกกี่ครั้งกัน เมื่อไหร่ท่านถึงจะหลาบจำเสียบ้าง ว่าคำเตือนของข้านั้นกล่าวเอาไว้เช่นไร ตอนแรกข้าแค่บอกว่าคิดแค่รวมแล้วแค่ 6,000 ล้านเหรียญทอง จะไม่นับเพิ่มให้ท่านต้องเสียหน้า แต่ในเมื่อท่านเลือกที่จะกระทำการรุนแรงเช่นนี้ ข้าสูญเสียร่างแยกไปหนึ่ง ก็เหมือนเสียชีวิตไปหนึ่งครา ความรู้สึกที่โดนระเบิดร้อนแผดเผานั้นช่างทรมาน ตัวท่านที่โดนด้วยกันก็น่าจะเข้าใจดี ชีวิตของข้านั้นยิ่งล้ำค่ากว่าสิ่งใด เช่นนั้นก็เพิ่มไปอีก 3,000 ล้านเหรียญทองก็แล้วกัน เผื่อท่านจะได้ตาสว่างขึ้นบ้าง…”
ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น จู่ๆ วรมันที่ 2 ก็กระอักเลือดอย่างรุนแรงอีกครั้งจนเซล้มลง ผู้อื่นอาจจะมองไม่ออกคิดว่าอาการบาดเจ็บนั้นกำเริบ แต่มิเนอร์วานั้นรู้ชัดดีว่าอีกฝ่ายโกรธมากจนเลือดลมนั้นตีกลับ อยากจะบุกเข้ามาตรงๆ ก็ทำไม่ได้ จะให้ตั้งค่ายคุมเชิงกดดันก็ไร้ประโยชน์ มิเนอร์วาเองก็ไม่เคยมีความคิดที่จะไปเอาชนะวรมันที่ 2 ในตอนนี้ หากอีกฝ่ายเป็นตัวโง่งมเหมือนเหล่าแทนลายัสก็ว่าไปอย่าง ชายหนุ่มคงสามารถเอาชนะลงได้ด้วยแผนการ แต่เห็นได้ชัดว่าราชาแห่งคัมเบียผู้นี้นั้นแข็งแกร่ง
แม้แต่วาจาสิทธิ์อันชอบทำที่ถูกร่ายสะกดออกไป ก็สามารถกดพลังอีกฝ่ายลงได้เพียงไม่เท่าไหร่ ไม่อาจทำให้เสมอภาคได้โดยแท้จริง นี่อาจจะเป็นเพียงจุดอ่อนเดียวที่ผู้พิทักษ์โชคชะตาทิศตุลย์นั้นต้องพบเจอ สรรพสิ่งใดๆ ล้วนไม่สมบูรณ์แบบ จึงเป็นเหตุให้ชายหนุ่มต้องอดทนรอคอยอย่างใจเย็น ซื้ออนาคตให้เป็นไปด้วยการเดิมพันในครั้งนี้ วรมันที่ 2 ฟึดฟัดไม่พอใจรีบลุกขึ้นยืนเมื่อใจเย็นลงแล้ว มันตั้งใจจะจดจำความอัปยศในครั้งนี้ไว้เป็นอย่างดี มิเนอร์วาที่เห็นอีกฝ่ายได้รับบทเรียนแล้วก็รีบลูบหลังปลอบมันด้วยน้ำเย็น
“องค์ราชาแห่งคัมเบียเรื่องนี้มีทางออกตั้งมากมาย จงไตร่ตรองดูให้ดี จงคิดอย่างผู้ที่เป็นราชาสมควรคิด เมื่อรวมทั้งหมดแล้วก็เป็น 9,000 ล้านเหรียญทองพอดิบพอดี ตัวข้านั้นเป็นผู้มีเมตตาธรรม ไม่ชอบที่จะเหยียบซ้ำคนล้มจนจมดิน เช่นนั้นก็ส่งมอบออกมาสัก 4,500 ล้านเหรียญทองเป็นอย่างไร ถึงจะเป็นจำนวนที่เยอะมากในสายตาของท่าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นท่านที่ก่อมันขึ้นมาเอง จงรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองนั้นได้กระทำลงไปเถิด…”
วรมันที่ 2 กำลังจะอ้าปากด่าทอออกไปอีกครั้งแต่ก็ต้องรีบกดข่มใจตัวเอง 4,500 ล้านเหรียญทองนั้นเรียกได้ว่าเป็นจำนวนที่เยอะพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับการได้ยกทัพขึ้นไปโจมตีอาณาจักรเลวานั้น ก็เรียกได้ว่าคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย อาณาจักรเลวานั้นมีความลับหนึ่งซ่อนเอาไว้ ตัวมันเองก็พึ่งจะรับรู้ได้เมื่อเทพีผู้ปกป้องคัมเบียนั้นเอ่ยปาก เรื่องราวทั้งหมดนี้จึงเป็นเพียงแผนการของวรมันที่ 2 เท่านั้น มิเนอร์วาเองก็ไม่เคยรับรู้ในความลับนี้ จึงได้แต่หลงคิดไปอีกทางหนึ่ง
เมื่อต่างคนต่างก็มองแผนการของอีกฝ่ายไม่ทะลุปรุโปร่งไปเสียทั้งหมด คัมเบียคาดเดาว่าผู้คนเหล่านี้นั้นอ่อนแอ จึงกล้าประกาศสงครามด้วยอย่างเต็มที่ แต่ราชาของพวกมันก็หาทางลงเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว ไม่อาจเอาประชาชนทั้งหมดในอาณาจักรไปเสี่ยงชีวิตกับสิ่งของที่ไร้ค่า เป้าหมายที่แท้จริงจึงเป็นการเดินทางไปยังอาณาจักรเลวาต่างหากที่พวกมันต้องการ ในเมื่อไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายลงได้อย่างง่ายดาย เช่นนั้นก็มีเพียงต้องเลือกประนีประนอมด้วยเท่านั้นแล้ว วรมันที่ 2 คิดอยู่หลายทางกว่าจะยอมตกลงด้วย เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้มิเนอร์วาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก และเอ่ยอธิบายหนทางแก้ปัญญาให้แก่อีกฝ่าย
“เมืองหลวงกรุงซัลวาโตเรจะปิดตายเข้าออกได้เพียงทหารรับส่งเสบียงเท่านั้น ส่วนกำลังคนทั้งหลายที่ติดตามท่านมาก็จงเดินผ่านไปยังทางที่จัดไว้ให้โดยเฉพาะเท่านั้น อย่าได้คิดในเรื่องไร้สาระใดให้เปลืองชีวิต 4,500 ล้านเหรียญทองนั้นก็ให้คิดเสียว่าเป็นค่าผ่านทาง ตัวท่านเองก็รู้ในข้อมูลนี้เป็นอย่างดี ว่าเดินไปทางนี้ย่อมไวกว่าอย่างแน่นอน”
“ถือว่าเจ้าเตรียมตัวมาดี ตกลงตามนี้! แต่ข้าขอผ่อนจ่ายเป็น 4 งวด 1,500 ล้านเหรียญทองนี้เป็นของเจ้า เมื่อข้าเดินทางไปจนถึงชายแดนอาณาจักรเลวาเมื่อไหร่ จะจ่ายให้เจ้าอีก 1,500 ล้านเหรียญทอง และจะจ่ายอีก 1,500 ล้านเหรียญทองสุดท้ายเมื่อข้าสามารถเดินทางกลับอาณาจักรได้อย่างปลอดภัย เจ้าคงจะไม่บอกให้ข้าไว้ใจเจ้าจนสุดหัวใจใช่หรือไม่ เจ้าฉลาดถึงปานนี้ก็น่าจะรู้ดี ว่าโลกใบนี้ไม่อาจไว้ใจใครได้อย่างแท้จริง ตกลงเอาตามนี้ ถ้าไม่ได้ตามนี้ก็แยกย้าย ข้าไม่ทำแล้วสงคราม!”
คำพูดคำจาของวรมันที่ 2 นี้ช่างเอาแต่ใจ แต่สิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมานั้นก็เป็นความจริงที่ชายหนุ่มก็รู้ดี จะฆ่ากันตายอยู่แล้วเมื่อสักครู่นี้ จะให้เชื่อใจเดินไปตามทางที่อดีตศัตรูเตรียมไว้ให้ก็คงจะหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย มิเนอร์วานั้นคำนวณเอาไว้หมดแล้วว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ชายหนุ่มเรียกร้องไว้สูงเสียเกินจริง เรียกมากถึง 9,000 ล้านเหรียญทองในตอนแรก ก็เพื่อช่วงเวลาแห่งการต่อรองนี้ หากตัวเลขที่เรียกได้ในตอนแรกนั้นไม่สูงมาก เช่นนั้นอัตราต่อรองที่จะเอ่ยได้ก็จะมีจำนวนลดลง การต่อรองนั้นเป็นเรื่องของวาทศิลป์การแสดง หากจับจุดสังเกตคู่ค้าไม่ได้ เช่นนั้นก็จะเอ่ยต่อรองกันลำบากเป็นอย่างมาก
มิเนอร์วาย่อมรู้ดีว่าตอนไหนควรเข้า จังหวะไหนควรออก จึงพยักหน้าตกลงเห็นด้วยกับข้อเสนอของอีกฝ่าย นับเหรียญทองคำจำนวนมากที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว วรมันที่ 2 แค่นเสียงหึอยู่ในใจ เมื่อเห็นท่าทางดีใจของชายหนุ่มที่แสดงให้เห็นจนเด่นชัดมากเกินไป ชายหนุ่มไม่พูดสิ่งใดอีกลูบไปที่ไหล่ของอามูร์แล้วทั้งคู่ก็ถอยหลังจากไป หายเข้าไปยังส่วนลึกของป่าที่ปิดทึบ ปล่อยให้วรมันที่ 2 ได้มีเวลากลับไปพักรักษาตัว เพียงไม่นานกองทหารแห่งคัมเบียก็ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงก้องไปทั่วนภา ได้ยินเป็นเสียงโห่ร้องดีใจของผู้คนที่ลอยมาจากที่ไกลไม่ผิดแน่ วรมันที่ 2 ได้แต่ต้องจำใจอดทน สั่งให้คนนำผู้พิการทั้งสามที่อยู่ตรงหน้านี้ไปคืนให้กับอีกฝ่าย
ความหวังในดวงตาที่เคยลุกโชนว่าจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งได้หายไป ถูกทุบทำลายลงเมื่อคำสั่งฟ้าได้สั่งให้มาคุมตัวพวกมันทั้งสาม เพื่อนำตัวไปส่งยังสถานที่ที่เคยจากมา ไม่รู้ว่าโมโหในสิ่งใดวรมันที่ 2 ก็ด่าทอโทษว่าพวกมันทั้งสามนั้นเป็นตัวกาลกิณี อยู่ที่ไหนที่นั่นก็วอดวายฉิบหายไปเสียสิ้น คำด่านี้ช่างกระทบกระเทือนจิตใจพวกมันอย่างรุนแรง จิตใจของวาดิมจึงรู้สึกหดหู่ราวกับถูกกรีดเฉือน มีบ้างที่คิดไปว่าอาจจะเป็นเช่นนี้จริงๆ ก็ได้ จึงหลงผิดคิดโทษเอากับดวงของตัวเอง ได้แต่ยิ้มรับทั้งน้ำตาเพราะความหวังที่มีได้ดับลงแล้ว
วรมันที่ 2 นั้นหงุดหงิดไม่อยากจะเห็นหน้าทั้งสามคนนานนัก จึงได้ไล่ตะเพิดพวกมันด้วยการขว้างปาผลไม้สุกที่อยู่ในอุ้งมือ ทั้งสามคนได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตาและถูกคุมตัวออกไป เมื่อเห็นว่าสถานที่รอบด้านนั้นปลอดคนแล้ว ราชาแห่งคัมเบียผู้นี้พลิกมือหนึ่งที ก็มีแผนที่โบราณฉบับหนึ่งปรากฏขึ้น บนแผนที่นี้อาณาจักรคัมเบียนั้นถูกเขียนไว้อยู่ทางทิศตะวันออก มีเขตแดนติดกับอดีตอาณาจักรแทนลายัสที่ขวางกั้นอยู่ และที่ชายแดนของอาณาจักรแห่งนี้ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนอาณาจักรเลวาทางทิศเหนือนั้น ก็มีสัญลักษณ์หนึ่งถูกเขียนไว้บนรูปของภูเขา กำกับเป็นอักษรบอกให้รู้ว่าตรงนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ แววตาของราชาผู้นี้พลันเปลี่ยนเป็นวาววับ ตื่นเต้นดีใจจนเผลอตัวพึมพำเสียงเบา
"เมืองลับแล…"