หยางจิ่วเป็ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงดวงตายาวรีและคมดุจมูกโด่งเป็สันได้รูปริมฝีปากเรียวบางในยามนี้เม้มแน่นด้วยความไม่พอใจยิ่งตอนที่ได้เห็นสายตาของสวีอี้ถงแล้วดวงตาของเขาก็ยิ่งทวีความไม่พอใจปรากฏออกมามากยิ่งขึ้น
“มองอะไรไม่เคยเห็นคนหรือไง” คำถามของเขาทำให้สวีอี้ถงยิ้มออกมาในทันที
“คนน่ะเคยเห็นแต่ไม่เคยเห็นคนที่ชื่อหยางจิ่วต่างหากได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วนี่ถือว่าเป็ครั้งแรกที่ได้พบหน้าค่าตากันอย่างซึ่งหน้าเช่นนี้”คำพูดของสวีอี้ถงทำให้เขาพ่นลมหายใจออกมาในทันที
“ในเมื่อไม่เคยเห็นแล้วเธอตอบตกลงแต่งงานกับฉันทำไมได้ยินว่าทีแรกคนที่จะต้องแต่งงานกับฉันคือพี่สาวของเธอไม่ใช่หรือพี่สาวของเธอน่าจะไหวตัวทันแล้วก็เลยโยนการแต่งงานนี้ให้เธอแล้วเธอล่ะได้พบกับฉันแล้วเช่นนี้ไม่คิดจะเปลี่ยนใจแล้วยกเลิกการแต่งงานบ้างเลยหรือ”คำถามของเขาทำให้สวีอี้ถงพลันจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจแล้วสุดท้ายก็ถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด
“ไม่แต่งได้ด้วยหรือถ้าฉันไม่แต่งกับคุณแล้วคุณจะไม่โกรธฉันใช่ไหม”สวีอี้ถงลืมตัวเอ่ยถามออกไปตามตรงด้วยความยินดี
“อะไรคือไม่โกรธ”เมื่อหยางจิ่วถามเช่นนี้สวีอี้ถงก็รีบอธิบายในทันที
“ก็ถ้าฉันไม่แต่งกับคุณคุณจะไม่โกรธฉันแล้วก็ไม่พาลไปโกรธครอบครัวของฉันใช่ไหม”คำถามของเธอทำให้เขานิ่งงันไปครู่หนึ่งแล้วสุดท้ายจึงได้พูดกับเธอตามตรง
“ทีแรกก็คิดว่าจะไม่โกรธแต่พอได้เห็นท่าทีกระตือรือร้นของเธอแล้วฉันก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้”คำพูดของเขาทำให้สวีอี้ถงชะงักค้างไปในทันทีแล้วจึงคิดได้ว่าเธอคงจะแสดงท่าทีดีอกดีใจจนออกนอกหน้ามากเกินไปหน่อยเธอจึงรีบสงวนท่าทีของตนเองเอาไว้ในทันที
“คุณมาดักรอพบฉันเช่นนี้น่าจะเป็เพราะคุณไม่อยากจะแต่งงานกับฉันใช่ไหม”เมื่อสวีอี้ถงถามเช่นนี้หยางจิ่วก็พลันส่ายหน้า
“ไม่รู้สิฉันก็แค่รู้สึกอึดอัดที่ถูกคุณแม่บังคับแถมยังรู้สึกเสียหน้าที่พี่สาวของเธอขอถอนตัวจากการแต่งงานแล้วยกการแต่งงานนี้ให้เธอฉันก็เลยคิดว่าควรจะมาดูเธอเสียหน่อยผู้หญิงที่ถูกพี่สาวโยนการแต่งงานให้จะคิดเช่นไรกับการแต่งงานนี้และอยากจะยกเลิกการแต่งงานบ้างไหม”คำพูดของเขาทำให้สวีอี้ถงนิ่งอึ้งไปแล้วจึงคิดได้ว่าเขาน่าจะไม่รู้ว่าสาเหตุที่โจวเสี่ยวเหมยขอถอนตัวจากการแต่งงานแล้วให้น้องสาวแต่งงานแทนนั้นแท้จริงแล้วเป็เพราะโจวเสี่ยวถงแย่งชิงการแต่งงานนี้กับพี่สาวของเธอต่างหาก
“อันที่จริงแล้วสาเหตุที่พี่สาวของฉันขอเปลี่ยนตัวเ้าสาวเป็เพราะฉันขอให้เธอยกการแต่งงานนี้ให้ฉันต่างหากส่วนสาเหตุเพราะอะไรน่ะหรือ อืม...คงเป็เพราะฉันคิดว่าถ้าได้แต่งกับคุณแล้วชีวิตของฉันจะดีขึ้นล่ะมั้งแต่พอได้เจอกับคุณวันนี้แล้วฉันก็เริ่มจะสงสัยในการตัดสินใจของตนเองแล้วเพราะว่าคุณทำให้ฉันเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาบ้างแล้ว”หลังจากที่คิดทบทวนไปหลายตลบแล้วสวีอี้ถงจึงได้เอ่ยออกมาอย่างระมัดระวังและก็เป็อย่างที่เธอคิดเอาไว้หยางจิ่วนิ่งอึ้งไปนานแล้วสุดท้ายจึงได้พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงกังขา
“ฉันทำให้เธอกังวลตรงไหนก็แค่อยากจะมาเจอหน้าก่อนที่จะได้แต่งงานกันเท่านั้น”เมื่อเขาพูดเช่นนี้สวีอี้ถงพลันกลอกตาขึ้นไปมองบนฟ้าในทันที
“เมื่อครู่นี้คุณทำราวกับว่าจะมาหาเื่ฉันแถมยังถามว่าฉันไม่คิดจะยกเลิกการแต่งงานบ้างหรือ”สวีอี้ถงเอ่ยออกมาพลางมองไปยังลูกน้องสองคนที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่ทางด้านหลังของหยางจิ่วซึ่งพวกเขาก็รีบก้มหน้าหลบสายตาของเธอไปในทันที
“ผมไม่ได้มาหาเื่คุณสักหน่อย”เมื่อเขาพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็พยักหน้า
“ถ้าไม่ได้มาหาเื่ก็แล้วไปถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันคงต้องขอตัวก่อนนะถ้าฉันไปส่งมื้อกลางวันให้คุณพ่อไม่ทันหูของฉันคงจะได้ถูกคุณแม่บิดจนขาดแน่”สวีอี้ถงพูดพลางโบกมืออำลาให้เขาแล้วก็รีบเดินจากไปในทันทีทิ้งให้หยางจิ่วพึมพำออกมาด้วยความไม่เข้าใจ
“...ถูกบิดจนหูขาดหรือ”เมื่อเขาพูดเช่นนี้หยางรุ่ยญาติผู้น้องของเขาก็รีบให้ข้อมูลหยางจิ่วผู้เป็ทั้งญาติผู้พี่และลูกพี่ของเขาในทันที
“ได้ยินว่าคุณน้าบ้านโจวเป็คนที่ดุมากคนหนึ่งทั้งหมู่บ้านหลี่แห่งนี้ไม่มีใครกล้าทะเลาะกับเธอคนที่ทำให้โจวเสี่ยวถงหวาดกลัวได้น่าจะเป็คุณน้าบ้านโจวนี่แหละ”เมื่อหยางรุ่ยพูดเช่นนี้หยางสือก็รีบพยักหน้าพลางพูดจาสนับสนุนในทันที
“ตอนที่พี่ใหญ่ให้ผมไปสืบเื่ของคนบ้านโจวผมได้ยินแต่เสียงดุด่าของคุณน้าบ้านโจวเกือบทั้งวันคนที่โดนดุด่ามากที่สุดก็คือโจวเสี่ยวถงนี่แหละ”เมื่อได้ยินดังนั้นหยางจิ่วก็ขมวดคิ้ว
“เธอบอกว่าอยากแต่งงานกับฉันเพราะคิดว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้สองพี่น้องจากบ้านสายรองของสกุลหยางก็พากันพยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที
“ถ้าจะให้เทียบกันคุณแม่ของพี่ใหญ่ดุมากก็จริงแต่ไม่เคยดุด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกทั้งไม่มีทางลงไม้ลงมือแน่ถ้าเธอแต่งกับพี่ก็น่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ นั่นแหละ”คำพูดของหยางรุ่ยทำให้หยางจิ่วขมวดคิ้วมุ่นในทันที
“พี่ใหญ่!บ้านของพี่มีเงินมากขนาดนั้นเธอต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่แล้ว”เมื่อหยางสือพูดเช่นนี้หยางจิ่วก็ยิ้มเย็นออกมาในทันที
“คุณแม่ของฉันเข้มงวดขนาดนั้นก็ไม่แน่ว่าเธอจะมีที่ชีวิตที่ดีได้”เมื่อเขาพูดเช่นนี้ญาติผู้น้องทั้งสองของเขาก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ช่างเถิด!พวกเราไปหาข้าวกินกันดีกว่า”หยางจิ่วพูดพลางเดินย้อนกลับไปในทิศทางที่รถมอเตอร์ไซค์ของเขาจอดอยู่
“แต่พี่ใหญ่! พวกเรามาดักรอที่นี่ตั้งหลายวันก็เพราะตั้งใจว่าจะมาข่มขู่โจวเสี่ยวถงทำให้เธอหวาดกลัวจนล้มเลิกการแต่งงานไม่ใช่หรือ” หยางสือเอ่ยแย้งออกมาพวกเขามาดักรอที่นี่ตั้งหลายวันแล้วแต่โจวเสี่ยวถงกลับไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นเลยจะไปดักรอแถวบ้านเธอก็กลัวว่าจะโจ่งแจ้งจนเกินไปอย่างน้อยการวนเวียนอยู่แถวนี้ก็ยังใช้เื่ไร่ชาเป็ข้ออ้างได้แต่ตอนนี้พอเห็นว่าอุตส่าห์ได้พบคนแล้วแต่หยางจิ่วกลับไม่ได้ทำอะไรหยางสือก็เลยรู้สึกว่าที่ทำมาหลายวันล้วนเป็การกระทำที่สูญเปล่าเขาจึงได้ใช้ความกล้าเอ่ยแย้งออกมา
“โจวเสี่ยวถงคิดว่าตัวเองมีชีวิตที่ลำบากและคิดว่าถ้าได้แต่งกับฉันแล้วจะมีชีวิตที่ดีขึ้นฉันก็เลยคิดว่าควรจะให้โอกาสเธอได้เข้ามาพิสูจน์ดูว่าถ้าเธอแต่งกับฉันแล้วชีวิตของเธอจะดีขึ้นอย่างที่เ้าตัวคิดเอาไว้หรือไม่”หยางจิ่วพูดพลางยิ้มออกมาอย่างเ็าแล้วจึงได้เดินตรงไปยังทิศที่เขาจอดรถมอเตอร์ไซค์คันโตเอาไว้