ณ หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์
ห้องประชุมใหญ่ของสำนักเทพอัสนีย์ หินอ่อนสีขาวสะอาดตาตลอดทั้งห้อง ส่องแสงระยิบระยับจากโคมไฟแชนเดอเลียร์ั์กลางห้อง บรรดาศิษย์และทหารองครักษ์ประจำการอยู่ทุกมุมอย่างเข้มแข็ง ทันใดนั้น ทหารยามองครักษ์คนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาในห้องประชุม พร้อมกับสีหน้ากังวล
ทหารยามองครักษ์ "รายงานๆ! ขณะนี้กองทัพอสูรเพลิงประมาณ 2 แสน นำโดยมารพยัคขาวได้เข้าโจมตีสำนักสุริยันแตกแล้ว! ผู้เฒ่าเพลิงประจิมและศิษย์ในสำนักพลีชีพหมดทุกคนแล้ว!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบด้วยความใ
เทพเหมันต์ เสียงเคร่งขรึม "อาจารย์... เราควรทำอย่างไรกันดี?"
เทพพิรุณที่นั่งอยู่ที่บัลลังก์หินในห้องประชุม ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจ
เทพพิรุณ "เ้าอยู่นี่แหละ ข้าจะไปสกัดพวกมันเอง ที่ “ช่องเขาตะวันดับ” ซึ่งเป็ช่องแคบเชิงหุบเขาคนโฉด ตรงนี้มีทางที่แคบมาก ข้าจะซุ่มโจมตีบริเวณนั้น ก่อนที่พวกนั้นจะหลุดออกมาโจมตีสำนักมนตรา"
เทพเหมันต์แสดงสีหน้าห่วงใย "ระวังตัวด้วยนะอาจารย์ ถ้าท่านสู้ไม่ได้ให้รีบถอยมา หากเราพ่ายแพ้จริงๆ ยังมีที่หลบภัยในพระราชวังอัสนีดารา"
เทพพิรุณยิ้มเบาๆ "เด็กน้อยไม่ต้องห่วงข้า วันนี้ข้าจะปกป้องเ้าเอง"
เทพพิรุณกล่าวจบ แล้ววาร์ปหายตัวไปในทันที บรรยากาศในห้องประชุมยังคงเคร่งเครียด
หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์ 2 ชั่วยามต่อมา
บรรยากาศในหอประชุมยังคงตึงเครียด ทันใดนั้น ทหารยามองครักษ์อีกคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน
ทหารยามองครักษ์ "รายงานๆ! ขณะนี้กองทัพอสูรเพลิงผ่านช่องเขาตะวันดับมาได้แล้ว จากจำนวน 2 แสน เหลือรอดมาประมาณ 50,000 เทพพิรุณาเ็หนัก สั่งมาว่าถ้าสำนักมนตราแตก ให้พระชายาหลบภัยในพระราชวังอัสนีดาราทันที!
เทพเหมันต์แสดงสีหน้ากังวล แต่ยังพยายามรักษาความสงบนิ่ง
ณ ปากทาง ช่องเขาตะวันดับ
บริเวณช่องเขาตะวันดับที่แคบและลึกลับ ท่ามกลางหมอกควันสีดำจางๆ ที่พัดผ่าน เทพพิรุณอยู่กลางพื้นที่โล่ง ขาหักทั้งสองข้าง จึงนั่งพิงอยู่กับก้อนหินขนาดใหญ่ ใบหน้าเปื้อนเืและเหงื่อ ในขณะเดียวกัน มารพยัคขาวปรากฏตัวขึ้น ทหารมารมากมายยืนล้อมรอบ
มารพยัคขาวยิ้มเยาะ "น้องสี่ เ้านี่ไม่รักดีเอาเสียเลยนะ เมื่อก่อนรักเทพจนถูกฆ่าตาย พอคืนชีพก็ได้ร่างเทพ เป็พวกเทพไปแล้ว เ้าทรยศกับเหล่าบรรพชนมารแบบนี้ ข้าคงจะปล่อยให้เ้ามีชีวิตต่อไปไม่ได้แล้ว"
เทพพิรุณพยายามควบคุมอารมณ์ "พี่สาม ท่านเคยก่อเื่จนแม้แต่ชีวิตตนเองก็เอาไม่รอดมาแล้ว ท่านยังคิดจะสร้างปัญหาอะไรอีก? ท่านจับสนมเทพอัสนีย์ไป ท่านรู้ไหมว่าท่านจะหัวขาด เพราะเทพอัสนีย์กำลังไปฝึกเป็มหาเทพอยู่ ขอเพียงแค่เขาได้มหาเทพระดับ 1 หรือขอแค่จอมเทพระดับ 10 ท่านก็มิอาจสู้เขาได้แล้ว ปล่อยองค์หญิงภูติมาเถอะนะ แล้วถอนทัพกลับไป ข้าจะขอให้เทพอัสนีย์อภัยให้ท่านสักครั้ง"
มารพยัคขาวหัวเราะเสียงดัง "ฮ่าๆๆๆ ฝึกเป็มหาเทพมันจะได้ง่ายๆ งั้นหรือ? ต้องฝึกกี่สิบปีถึงจะสำเร็จ ข้าไม่เชื่อว่าเทพอัสนีย์จะอัจฉริยะขนาดนั้น ไปหลอกเด็กเถอะไป! ฮ่าๆๆๆ!"
เทพพิรุณ "พี่สามท่านคงยังไม่รู้ ข้าเคยเป็อาจารย์ของเทพอัสนีย์มาก่อน เขาเป็อัจฉริยะที่ไม่เคยมีมาก่อนในพิภพใดเลยทีเดียว เขาสามารถเข้าใจวิถีธรรมที่คนอื่นไม่เข้าใจได้ง่ายๆ เหมือนกินขนมเลยทีเดียว"
มารพยัคขาวเริ่มสนใจ "ที่เ้ากล่าวเป็ความจริงอย่างนั้นหรือ?"
เทพพิรุณ "ข้าจะหลอกท่านไปทำไมล่ะพี่ชาย สมัยก่อนท่านใจดีกับข้า รักและเอ็นดูข้ามาตลอด ถึงวันนี้ท่านจะโหดร้ายกับข้า ตีข้าจนขาหักจนต้องนั่งอยู่กับพื้นไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ แต่ข้าก็รู้สึกถึงความปราณีที่ท่านมีต่อข้า ไม่เช่นนั้นข้าคงได้ตายอีกรอบไปตั้งนานแล้ว ข้าเองก็รักและเป็ห่วงท่าน ไม่อยากให้ท่านต้องมาตายอีกครั้ง อีกไม่นานเทพอัสนีย์ก็จะกลับมา เมื่อรู้ว่าท่านทำผิดต่อเขาก็คงยากที่จะให้อภัย คงมีแต่โทษตายสถานเดียว เชื่อข้าเถอะนะ ปล่อยองค์หญิงภูติและถอนทัพกลับไปเถอะนะ"
มารพยัคขาวลังเล "เอาละ ข้าขอตรวจสอบก่อน"
กล่าวจบ มารพยัคขาวก็ส่งจดหมายโดยใช้ปราณขับเคลื่อนไปยังจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ มีใจความว่า “คารวะท่านพ่อ ข้ามารพยัคขาวขอสอบถามความเคลื่อนไหวเทพอัสนีย์ว่าเป็เช่นไร”
รออยู่ประมาณ 3 นาที ก็มีจดหมายส่งกลับมาใจความว่า “เทพอัสนีย์บรรลุขั้นมหาเทพ ระดับ 5 แล้ว ขณะนี้กำลังขึ้นยอดเขาไปฝึกวิชาเพิ่มเติม เ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้เขาอีกต่อไป ควรหาวิธีปิดผนึกหุบเขานารีนิทราเพื่อรีบฝึกตน” มารพยัคขาวอ่านจดหมายจบก็หน้าซีดคิดหาวิธีกลับแบบเท่ๆ
ทันใดนั้น เทพเหมันต์ก็วาร์ปมายืนข้างๆ เทพพิรุณ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เทพเหมันต์ "อาจารย์ท่านเป็อย่างไรบ้าง ขาหักทั้งสองข้างเลยหรือ? นี่น่ะหรือพี่ชาย? เขาทำกับน้องสาวแบบนี้เหรอ?"
มารพยัคขาวพยายามหาคำตอบ "เ้าก็ดูสิ ข้านำทหารมา 2 แสน บัดนี้เหลือเพียง 50,000 เ้าจะให้ข้าใจดีกับนางอย่างไร เอาเป็ว่าถ้าเ้ายอมให้ข้าหอมแก้ม 1 ที ข้าจะถอนทัพกลับทันที และก็จะปล่อยองค์หญิงภูติสามหาวผู้นั้นด้วย"
เทพเหมันต์มองหน้ามารพยัคขาวนิ่ง แล้วตอบกลับอย่างเยือกเย็น "ท่านไม่กลัวทัณฑ์อัสนีหรือ?"
มารพยัคขาวหัวเราะเสียงดัง "เจ็บแปล๊บๆ ทัณฑ์สายฟ้าแค่สิบครั้ง สิวๆ!"
เทพเหมันต์ยิ้มอย่างมีเลศนัย "ได้, ท่านพูดเองนะ... งั้นจงเชื่อใจข้าว่าข้าจะให้ท่านหอมแก้มแน่นอน แต่มีข้อแม้ว่าท่านต้องปล่อยองค์หญิงภูติมาให้ข้าก่อน"
มารพยัคขาวยิ้มแสยะ "ได้, รอข้า 2 นาที"
มารพยัคขาวหายตัวไปในทันที เสียงก้องแห่งความเงียบสงัดแผ่ขยายไปทั่วพื้นที่สมรภูมิ ทหารทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองกันด้วยความระแวง
หลังจากสองนาทีผ่านไป มารพยัคขาวปรากฏกายขึ้นพร้อมกับองค์หญิงภูติที่ถูกมัดแน่น นางนอนลอยตัวเหนือพื้นด้วยพลังปราณของมารพยัคขาวที่ประคองไว้
มารพยัคขาวหัวเราะและกล่าวเยาะเย้ย "องค์หญิงภูติของเ้าอยู่ที่นี่แล้ว ดูสิว่านางยังแข็งแรงดี ข้ายังไม่ได้ลงมือทำร้ายนางเลย"
องค์หญิงภูติหายใจหอบและจ้องมองเทพเหมันต์ด้วยสายตาอ่อนแรง "พระชายา... ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านต้องลำบาก..."
เทพเหมันต์ไม่หันมามอง แต่ยังคงมองตรงไปที่มารพยัคขาว "วางนางลงแล้วแก้มัดด้วย"
มารพยัคขาวถอนหายใจแบบเหนื่อยหน่าย "ขอหลายอย่างเหลือเกินนะ เ้านี่...แต่ก็ได้ๆ"
มารพยัคขาววางองค์หญิงภูติลงบนพื้นและแก้มัดให้ ทันทีที่พันธนาการถูกปลด นางก็ทรุดตัวลงแต่ถูกเทพเหมันต์ประคองไว้อย่างรวดเร็ว
มารพยัคขาวยิ้มกว้าง "เอาละ ทีนี้ก็เอียงแก้มมาให้ข้าจูบซะดีๆ"
มารพยัคขาวยื่นหน้ามาใกล้แก้มของเทพเหมันต์ องค์หญิงภูติที่ยังอ่อนแรงกรีดร้องด้วยความใ แต่เทพเหมันต์ยังคงยืนนิ่ง พลางอมยิ้มเล็กน้อย
ทันทีที่จมูกของมารพยัคขาวห่างจากแก้มของเทพเหมันต์เพียงแค่ 8 เิเ สายฟ้าสีน้ำเงินก็ผ่าลงมารัวๆ ไม่ยอมหยุด เสียงฟ้าคำรามและสายฟ้าผ่าทำให้เหล่าอสูรแตกตื่น วิ่งหนีตายกลับเมืองเมฆอัคคีไปอย่างรวดเร็ว
มารพยัคขาวต้องรับทัณฑ์อัสนีอย่างรุนแรงจนร่างสั่นสะท้าน ก่อนที่จะล้มลงหมดสติไป
เทพเหมันต์หันไปหาทหารองครักษ์ "ทุกคนรีบกลับสำนักเทพอัสนีย์กันก่อน! ทหารรีบนำอาจารย์ข้ากลับสำนักเทพอัสนีย์ คงต้องรักษาตัวอีกนาน"
ทหารองครักษ์ "รับทราบ!"
ทหารองครักษ์รีบดำเนินการตามคำสั่งทันที
องค์หญิงภูติยังงุนงง "พระชายา ตกลงนี่มันยังไงกัน ข้างงไปหมดแล้ว"
เทพเหมันต์ยิ้มและอธิบายอย่างสงบ "ข้าถูกแต่งตั้งจากมหาเทพจอมราชัน เพราะฉะนั้นปราณอัสนีที่อยู่ในกายข้าจึงเป็ปราณระดับมหาเทพ ไม่ต้องัักายข้าแค่เข้ามาใกล้แล้วข้าไม่ปรารถนาก็จะโดนลงทัณฑ์แล้ว สายฟ้าที่ลงทัณฑ์เรียกว่า “ทัณฑ์อัสนี” ซึ่งมีความแรงกว่าทัณฑ์สายฟ้าของระดับจอมเทพหลายร้อยเท่า และจำนวนการผ่า 100 ครั้งก็มากกว่า ทัณฑ์สายฟ้าซึ่งผ่าแค่ 10 ครั้ง ว่ากันว่าทัณฑ์อัสนีสามารถเผาแก่นิญญาของระดับจอมเทพได้เลย คาดว่ามารพยัคขาวคงจะาเ็หนักไม่กล้ามาตอแยเราไปอีกนานเลยทีเดียว"
ทหารรีบพาองค์หญิงภูติและเทพพิรุณกลับสำนักเทพอัสนีย์ไปเพื่อรักษาตัว
ณ สำนักเทพอัสนีย์ บริเวณลานด้านหน้าสำนัก
เหล่าทหารเทพต่างยืนเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ โดยมีเทพเหมันต์ยืนอยู่กลางลาน ด้านหลังเทพเหมันต์คือองค์หญิงภูติและเทพพิรุณที่ดูอิดโรยจากการสู้รบ
เทพเหมันต์หันไปมองทหารและกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง "ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนข้าจะพาอาจารย์และองค์หญิงภูติไปรักษาที่ห้องเหมันต์อัสนี"
ทหารต่างโค้งคำนับและเริ่มทยอยกันแยกย้ายไปพักผ่อนตามคำสั่ง
องค์หญิงภูติยิ้มอ่อน แม้ยังดูเหนื่อยล้า "ไม่เป็ไร ข้าไม่ได้เป็อะไรมาก นอนพักสักสองสามวันก็น่าจะหาย พระชายารักษาอาจารย์เถอะ"
เทพเหมันต์มองหน้าองค์หญิงภูติด้วยความห่วงใย "เ้าไม่ต้องเกรงใจข้า สภาพเ้าก็ไม่เบาเลย ไปกับข้าเถอะ"
องค์หญิงภูติส่ายหน้าเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ "ท่านอย่าเปลืองแรงกับข้าเลย พิภพนี้มีเพียงท่านที่อยู่ในระดับสูงสุด หากมีใครบุกมา ถ้าท่านอ่อนแรง จะพากันลำบากนะ"
เทพเหมันต์ยิ้มอ่อนใจ "ได้ งั้นเ้ารับยานารีเย็นนี้ไว้รักษาตัวเ้าเถอะนะ" กล่าวจบนางก็ส่งยาให้องค์หญิงภูติ
องค์หญิงภูติรับยาและนั่งชันเข่ากล่าวด้วยความเคารพ "ขอบพระทัยพระชายา ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
เทพเหมันต์โบกมืออย่างเป็กันเอง "ไม่ต้องมากพิธี ข้าไปก่อนนะ" พูดจบก็ประคองร่างเทพพิรุณ แล้ววาร์ปหายไป
ณ ห้องเหมันต์อัสนี
ห้องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นะเืและพลังแห่งฟ้าดิน ข้างในมีเตียงน้ำแข็งสีฟ้าประกายแสงที่ดูทรงพลัง
เทพเหมันต์ประคองร่างเทพพิรุณ "อาจารย์ ข้าจะประคองท่านขึ้นไปนอนบนเตียงเหมันต์ ท่านทนเจ็บหน่อยนะ"
เทพพิรุณมองเตียงน้ำแข็งด้วยความสงสัย "เตียงน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยพลังแห่งฟ้าดินนี้ ข้าเคยเห็นมาก่อน... มันเป็ของเทพเหมันต์องค์เก่านี่นา ทำไมถึงมาอยู่กับเ้าได้ล่ะ?"
เทพเหมันต์กล่าวขณะจัดเตียง "เมื่อตอนที่เทพเหมันต์องค์เก่าผนวกปราณกับข้า คุณสมบัติและทรัพย์สมบัติในมิติแห่งจิตของเทพเหมันต์ก็บังเกิดกับข้า เตียงเหมันต์นี้ข้าก็พบในมิติแห่งจิตของข้า จึงนำออกมาไว้ในห้องนี้ สำหรับรักษาอาการาเ็ต่างๆ ในการฝึกตน หรือกรณีออกรบแล้วมีใคราเ็ก็จะได้ใช้เตียงนี้รักษา"
เทพพิรุณพยักหน้าอย่างเข้าใจ "พลังในเตียงเหมันต์นี้นอกจากเ้าแล้วคงไม่มีใครใช้ได้ใช่หรือไม่?"
เทพเหมันต์ยิ้มเล็กน้อย "ถูกต้อง อาจารย์ ข้าจะจัดกระดูกให้นะ เจ็บหน่อยนะ"
พูดจบเทพเหมันต์ก็ดัดขาจัดกระดูกเสียงดังก๊อก แต่เทพพิรุณก็มิได้ส่งเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย
เทพเหมันต์หัวเราะเบาๆ "อาจารย์ เจ็บก็ร้องออกมาเถอะนะ อยู่กับข้าไม่ต้องรักษาฟอร์มหรอก"
เทพพิรุณยิ้มแบบขมขื่นเล็กน้อย "เ้าเด็กบ้า... เ้าทำข้าเสียสมาธิ ดูสิ น้ำตาข้าไหลจนได้ รู้ไหม เผ่ามารและเผ่าภูติ มีข้อที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ พวกเราถูกฝึกให้อดทน แม้เ็ปแค่ไหนก็ไม่ควรแสดงออกมา ข้าว่าองค์หญิงภูติผู้นั้นก็น่าจะเจ็บหนักอยู่นะ น่านับถือน้ำใจนางจริงๆ ที่สละเ้ามาให้ข้า"
เทพเหมันต์คิดสักพัก "ยังไงก็น่าจะเจ็บน้อยกว่าท่านนะ"
เทพพิรุณส่ายหน้าเบาๆ "ไม่เลย นางน่ะเ็ปทรมานกว่าข้า ดูจากรอยแผลแล้วคงจะโดนแซ่กรีดเมฆา อาวุธมารที่ใช้ลงทัณฑ์สถานหนัก แซ่นี้ตีตรงไหน ดูภายนอกจะมีสีแดงๆ ธรรมดา แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นขอบสีดำ ซึ่งเป็พิษที่เกิดจากปราณมาร พิษนี้จะแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก ทำให้เ็ปทุรนทุราย กว่าจะหายใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน"
เทพเหมันต์ใบหน้าแสดงความกังวล "งั้นข้าจะไปพานางมารักษา"
เทพพิรุณยกมือห้าม "อย่าเลย เสียแรงเปล่า พลังปราณเ้าเทียบไม่ได้กับพลังปราณของมารพยัคขาว เ้าช่วยนางไม่ได้หรอก ยานารีเย็นที่เ้าให้ไปช่วยระงับปวดได้ทุกๆ 3 ชั่วยาม มีเพียงยานี้ที่พอจะบรรเทาอาการของนางได้เท่านั้น"
เทพเหมันต์พยักหน้าเข้าใจ "งั้นอาจารย์พักอยู่กับข้าที่ห้องนี้ก่อน ท่านหายดีเมื่อไหร่ค่อยกลับนะ"
เทพพิรุณยิ้มเอ็นดู "ได้สิ เ้าเป็เหมือนลูกข้าจริงๆ"
เทพเหมันต์ยิ้มพร้อมน้ำตา "อาจารย์ ท่านไม่ต้องกล่าวอะไรแล้วนะ ข้าซึ้งจนน้ำตาจะไหลแล้ว"
เทพพิรุณหัวเราะเบาๆ "เ้าเด็กบ้า มาล้อเลียนข้า ข้าแค่ฝุ่นเข้าตาซะหน่อย ไม่ได้ร้องไห้เลยนะ"
ทั้งสองคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน บรรยากาศที่ตึงเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง