บทที่ 24 ดับไฟ
หลี่เซี่ยวเฟยครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน แล้วกล่าวว่า "ไม่ได้"
เมื่อห้าร้อยปีก่อน ตอนที่เรียนวรยุทธ์โบราณต้าเซี่ย อาจารย์หลายท่านได้กล่าวถึงสี่องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ‘ทรัพย์ สหาย วิธี หลักแหล่ง’
สื่อเป็นัยว่า ผู้ฝึกยุทธ์ที่ปรารถนาจะประสบความสำเร็จ จำเป็ต้องมีเงิน มีกลุ่มที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มีวิธีการฝึกฝน และเลือกสถานที่ที่มีฮวงจุ้ยดีเหมาะแก่การฝึกฝน
องค์ประกอบหลักทั้งสี่นี้ หากขาดไปสักอย่าง ก็ไม่สามารถกลายเป็ยอดฝีมือได้
ตอนนี้เขามี ‘กล่องสมบัติแสงจันทร์’ ซึ่งสามารถดึงเทคนิคจากโลกบู๊ลิ้มได้
นี่แหละคือ วิธี
การรวบรวมกลุ่มในสลัมและรวมกองกำลังอันธพาลก็มีทรัพย์ในระดับหนึ่ง
สหาย?
ยอดฝีมือในสลัมทุกคนที่พอจะนับชื่อได้ เขาฆ่าไปหมดแล้ว ไม่มีใครเหลือให้เขาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยอีกต่อไป
หลักแหล่ง?
อือ เอาเข้าจริงในสลัมก็ไม่น่าจะใช่สถานที่ที่เหมาะแก่การฝึกฝนสักเท่าไร
"มาเถอะ มาที่โรงเรียนมัธยมปลายหงฉีของฉัน"
เฉินเฝ่ยกล่าวเชื้อเชิญอีกครั้ง "แม้ว่าอายุของนายจะเกินไปหน่อย แต่ฉันสามารถจัดการให้เป็กรณีพิเศษได้ ที่โรงเรียนมีเพื่อนร่วมชั้น มีครู มีวรยุทธ์ และมีสวัสดิการช่วยเหลือในการฝึกฝน ทั้งยังสามารถปกป้องนายได้ด้วย ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่านายจะมีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธได้อีก"
หลี่เซี่ยวเฟยเริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง
เฉินเฝ่ยกล่าวอีกครั้ง "นายไม่ใช่คนเดียวที่หมายปองสาวน้อยที่ชื่อจงหลิงไม่ใช่เหรอ? ถ้าอยากได้เธอมาก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น การไปโรงเรียนจะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของนายได้ ทำให้นายก้าวออกมาจากสลัมและกลายเป็คนดีที่เดินท่ามกลางแสงแดดได้"
หลี่เซี่ยวเฟยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เอาเถอะ เห็นแก่ที่ลุงชวนผมด้วยความจริงใจ ผมก็คงต้องฝืนใจตอบตกลงแล้วละ"
เฉินเฝ่ยปลื้มใจเป็อย่างมาก คิดในใจว่า ‘เด็กหนุ่มผู้นี้สมกับที่มีขนาดสิบแปดเิเจริง ๆ จุดอ่อนก็คือเื่ภาพลักษณ์นั่นเอง’
ทว่า หลี่เซี่ยวเฟยกลับกล่าวอีกว่า "แต่ว่า... ผมมีข้อแม้หนึ่งข้อ"
เฉินเฝ่ยตอบว่า "นาย้าให้ฉันช่วยให้นายได้ตัวสาวน้อยจงหลิงงั้นเหรอ? ตราบใดที่นายฝึกฝนตนเองให้เก่งกล้า..."
หลี่เซี่ยวเฟยขัดทันที "ผมอยากให้มีโรงเรียนประถมและมัธยมในเขตปกครองพิเศษที่รับเด็ก ๆ จากสลัม เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ไปโรงเรียนบ้าง"
เฉินเฝ่ยใครู่หนึ่ง แล้วก็เงียบไป
หลี่เซี่ยวเฟยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่มองเขาเงียบ ๆ
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เฉินเฝ่ยก็ถอนหายใจ
หลี่เซี่ยวเฟยถาม "ทำไม่ได้เหรอ?"
เฉินเฝ่ยส่ายหน้า "ไม่ ไม่ใช่"
"แล้วทำไมคุณถึงถอนหายใจล่ะ?"
หลี่เซี่ยวเฟยถาม
เฉินเฝ่ยพร่ำบ่นอย่างซาบซึ้งใจ "เดิมที ฉันคิดว่านายเป็พวกคลั่งไคล้การต่อสู้ ไร้ความปรานี แต่ไม่คิดเลยว่านายจะมีจิตใจโอบอ้อมอารีดั่งพระโพธิสัตว์ที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น"
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ "ถึงคุณจะชมผม แต่ผมก็ต้องบอกว่าระหว่างเราสองคนมันเป็ไปไม่ได้"
ั์ตาดอกท้อของเฉินเฝ่ยกะพริบปริบ ๆ บนศีรษะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
หลี่เซี่ยวเฟยลุกขึ้น เดินไปหาฉู่อวิ๋นเทียนหัวหน้าลำดับสามของกองกำลังเมฆา ที่กำลังยืนงงอยู่ด้านข้าง
"พี่ฉู่ ประกาศออกไปว่า ผมจะขึ้นเป็าาของสลัมแห่งนี้"
หลี่เซี่ยวเฟยพูด "ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เื่ภายในสลัม ผมจะสั่งการเอง กฎของสลัม ผมก็จะออกเอง ใครไม่ฟัง ผมจะฆ่าทิ้งซะ"
ฉู่อวิ๋นเทียนรีบพยักหน้าตอบ "ได้ครับ ท่านผู้นำ ผมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย"
หลี่เซี่ยวเฟยพยักหน้า
ฉู่อวิ๋นเทียนพาคนออกไปทำตามคำสั่งทันที
เฉินเฝ่ยเดินเข้ามาเตือน "การรวมสลัมเป็เื่ที่ดี แต่การเป็าามันไม่ง่ายนะ ถ้าเป็ใหญ่ จะต้องรับผิดชอบเื่กินอยู่ของลูกน้องด้วย..."
หลี่เซี่ยวเฟยมองอีกฝ่ายราวมองคนโง่ "เื่กินอยู่ของพวกเขา จะไปเกี่ยวกับผมได้ไงเล่า"
เฉินเฝ่ย "???"
"ผมแค่้าเป็ใหญ่ ไม่ได้อยากเป็พ่อคนสักหน่อย"
หลี่เซี่ยวเฟยกล่าวอย่างมั่นใจ "พวกเขาแค่ทำตามกฎของผม ส่วนจะไปหาเลี้ยงชีพยังไง นั่นก็เื่ของพวกเขา"
เฉินเฝ่ยมองหลี่เซี่ยวเฟยอย่างครุ่นคิดอยู่นาน จึงยกนิ้วโป้งขึ้น "เยี่ยมไปเลย น้องสิบแปด คำพูดของนายลึกซึ้งจริง ๆ"
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ "ชมเกินไปแล้ว"
เฉินเฝ่ยพูดอีก "แต่มีเื่หนึ่งที่ต้องเตือน"
หลี่เซี่ยวเฟย หันไปมอง
เฉินเฝ่ยกล่าวว่า "วิชาหมัดที่นายใช้ ทั้งทรงพลังและรุนแรง มันเป็มรดกโบราณของปรมาจารย์ระดับสูง หากคนธรรมดา มันก็ไม่ใช่ของมีค่าเมื่อยามมีภัย ระวังจะมีคนคิดแย่งวิชาหมัดชุดนี้นะ"
หลี่เซี่ยวเฟยตอบว่า "งั้นลุงก็ยิ่งต้องพยายามแล้วละ"
เฉินเฝ่ยถามด้วยความสงสัย "ทำไมฉันต้องพยายาม?"
หลี่เซี่ยวเฟยตอบอย่างจริงจัง "ก็ผมกำลังจะเป็นักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายหงฉี ลุงต้องพยายามปกป้องความปลอดภัยของผมไม่ใช่เหรอ?"
เฉินเฝ่ย "..."
ประโยคที่ไร้ยางอายขนาดนี้ นายพูดออกมาได้ยังไง?
เฉินเฝ่ยพูดเสริม "แล้วก็ ยังมีเื่หนึ่งที่ต้องเตือนด้วย"
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ "คุณมีอะไรก็พูดมาให้หมดเถอะ"
เฉินเฝ่ยกล่าวว่า "ตระกูลเยี่ยปรากฏตัวที่นี่ คงไม่ใช่เื่บังเอิญ ถ้าฉันเดาไม่ผิด น่าจะมีคนหมายตาพื้นที่ในสลัมแห่งนี้ คง้ายึดที่นี่ ยิ่งนาย้าจะรวมสลัม นายก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับพายุที่กำลังจะมา"
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ "เื่นี้ คุณต้องช่วยผมนะ"
เฉินเฝ่ยเอ่ย "ช่วยไม่ได้นะ นายต้องจัดการเอง เื่นี้เป็เื่ภายในสลัมของพวกนายนี่"
พูดจบก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ก้น แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
"สามวันหลังจากนี้ ให้ไปรายงานตัวที่โรงเรียนด้วยล่ะ"
…
ชุมชนก่วงอาน
บรรยากาศแห่งความรื่นเริงแผ่กระจายทั่วชุมชน
เพราะเพิ่งได้รับเงินชดเชย
สองพันเหรียญดวงดาว สำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ในสลัม ถือเป็เงินก้อนโตทีเดียว
ในห้อง
หลี่เซี่ยวเฟยนอนคว่ำอยู่บนเตียง โดยสวมเพียงกางเกงในตัวเดียว
มือเรียวเล็กนุ่มนิ่มอ่อนโยนของน้าสาวนวดคลึงกล้ามเนื้ออันแข็งแรงของหลี่เซี่ยวเฟย สลับหนักเบา
มือเรียวงดงามราวงานศิลปะคู่นี้ มีพลังที่น่าอัศจรรย์
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ถูกนวดคลึงเหมือนถูกไฟแผดเผา สบายอย่างน่าประหลาด
“จะไปโรงเรียนแล้วเหรอ?”
น้าสาวถาม
“ครับ”
หลี่เซี่ยวเฟยพยักหน้า
ต่อหน้าน้าสาวที่รักที่สุด เขาเล่าแผนการในใจตัวเอง
“ผมอยากสร้างโอกาสให้เสี่ยวเจี๋ย และเด็ก ๆ ในชุมชนของเราได้ไปโรงเรียน”
“อย่างนั้น เมื่อพวกเขาเรียนจบ หากมีสักคนที่กลับมาได้ เราก็จะสร้างโรงเรียนในสลัม แล้วเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็จะได้มีโอกาสเรียนหนังสือ สามารถฝึกฝน เรียนรู้และกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ในเขตปกครองพิเศษ”
“จะได้ไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อนที่ต้องคลุกคลีอยู่กับโคลนตม แก่งแย่งชิงดี ก่อนจะลงเอยด้วยการเข้าแก๊ง ขายชีวิตอันต่ำต้อยเพื่อดำรงชีพ”
“น้าสาวคิดว่าไงครับ”
เมื่อฟังจบ น้าสาวก็เงียบไปนาน
ในที่สุดก็ค่อย ๆ พูดออกมาว่า “นายเป็คนดี”
หลี่เซี่ยวเฟยมีความสุขขึ้นมาทันที
บางทีอาจเป็เพราะความทรงจำของร่างเดิม เมื่อได้รับคำชมจากน้าสาว จึงรู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าการเอาชนะตู๋กูเชวียเสียอีก
“น้าสาว ถ้าผมออกไปและหาเงินก้อนโตได้ ผมจะหาหมอที่ดีที่สุด ซื้อยาราคาแพงที่สุด เพื่อรักษาแผลเป็บนใบหน้าของน้านะ”
เขาเริ่มนึกถึงอนาคต
น้าสาวยิ้ม “ได้ ฉันรอนะ”
หลี่เซี่ยวเฟยหัวเราะอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าทำไม เวลาอยู่กับน้าสาว เขาจะรู้สึกสงบอย่างประหลาด รู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เธอจุ่มมือลงในขวดยา แล้วนวดคลึงไปตามร่างกายของหลี่เซี่ยวเฟย
การกระทำเหล่านี้ใช้พลังงานอย่างมาก
เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นตามหน้าผากของเธอโดยไม่รู้ตัว
ราวกับไข่มุกเม็ดเล็กสะท้อนสีสันอันงดงามของแสงอาทิตย์ตกดิน
าแภายในของหลี่เซี่ยวเฟยที่เกิดจากการใช้ ‘หมัดวัชระ’ อย่างหักโหมก็ค่อย ๆ ทุเลาลง
ติ๋ง... ติ๋ง...
หยาดเหงื่อเม็ดใสราวแก้วหยดลงใส่แผ่นหลังของหลี่เซี่ยวเฟย
การนวดกินเวลานานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม
เสี่ยวเจี๋ยเดินกะเผลกเข้ามา "คุณน้า พี่ชาย ค่อย ๆ ทานนะคะ"
อาหารเย็นเรียบง่าย
น้ำเปล่าหนึ่งแก้ว โจ๊กธัญพืชสังเคราะห์หนึ่งถ้วยต่อคน
พร้อมผักกวางตุ้งจานเล็ก และเนื้อแห้งหนึ่งจาน
นี่ถือว่าเป็อาหารของคน 'ร่ำรวย' ในสลัมแล้ว
ในยุคสมัยที่ข้าวและผักขาดแคลนอย่างมาก ชาวสลัมที่สามารถดื่มโจ๊กธัญพืชสังเคราะห์ได้ทุกวัน ถือว่าอยู่เหนือระดับมีอันจะกิน
ภายใต้การกดขี่ของกองกำลัง อาจมีผู้คนอดตาย เหนื่อยตาย หิวน้ำตาย ป่วยตายทุกวัน
มีเื่ราวการพลัดพรากและความตายเกิดขึ้นตลอดเวลา
การเอาชีวิตรอดนั้นช่างยากเย็นจริง ๆ
…
ในเวลาเดียวกัน
เขตจินไถ
ถนนในเขตปกครองพิเศษนั้นกว้างขวาง เป็ระเบียบ และสะอาด
ยามโพล้เพล้ ไฟนีออนสองข้างทางส่องแสงระยิบระยับ งดงามราวกับสรวง์เมื่อเทียบกับสลัม
โรงแรมหย่งซิง ในห้องทำงานของผู้จัดการทั่วไป
สีหน้าของเยี่ยเซียงมืดครึ้ม
ตู๋กูเชวียตายแล้ว แผนการล้มเหลว
จะรายงานเบื้องบนอย่างไรดี เขารู้สึกกังวลใจมาก
ติ๊ง... ต่อง...
เลขานุการสาวสวยเข็นรถอาหารเข้ามา
บนรถมีผลไม้ น้ำเปล่า เนื้อสัตว์ และผัดหมี่เส้นมันเยิ้ม...
อลังการมาก
“ผู้จัดการเยี่ย วันนี้คุณอารมณ์ไม่ดีเหรอคะ?”
เลขาสาวยิ้มเชิญชวน “ลองทานอะไรสักหน่อยไหมคะ?”
“มาใกล้ ๆ ที”
เยี่ยเซียงส่งเสียงเรียก ฉวยเส้นผมเงางามของเลขาแล้วก็ดึงลงมายังหว่างขาของตน
“ตอนนี้ผมอารมณ์ไม่ดีสุด ๆ เลย มาช่วยดับไฟให้หน่อยสิ”
เขากล่าวอย่างชั่วร้าย