เมื่อหยางจิ่วลุกออกไปจากโต๊ะอาหารแล้วคนอื่นๆก็ลุกตามโดยคุณนายหยางที่มีธุระให้ต้องไปสะสางดังนั้นพอทุกคนจากไปจึงเหลือแค่เพียงหยางเจินซุนเหม่ยหงและโจวเสี่ยวถงที่ยามนี้ไม่ใช่โจวเสี่ยวถงคนเดิมแต่เป็สวีอี้ถงที่ทะลุมิติเข้ามาแล้วมาในนิยายเื่นี้แล้วต้องมาติดอยู่ในร่างของโจวเสี่ยวถงตอนนี้สวีอี้ถงกำลังจ้องมองสองสาวที่อยู่ตรงหน้าคนหนึ่งคือน้องสาวสามีของโจวเสี่ยวถงส่วนอีกคนคืออดีตเพื่อร่วมชั้นที่กำลังหมายตาสามีของโจวเสี่ยวถงอยู่
ในนิยายที่เธอเขียนเธอไม่ได้เขียนเจาะลึกถึงความขัดแย้งระหว่างโจวเสี่ยวถงและน้องสาวของสามีแต่ด้วยความที่เธอเป็คนผูกเื่เก่งตอนนี้เธอพอจะคาดเดาได้แล้วว่าสาเหตุที่ทำให้หยางเจินและโจวเสี่ยวถงทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ใช่แค่เพียงเื่นิสัยที่เข้ากันไม่ได้เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีปัจจัยอื่นช่วยส่งเสริมอีกด้วยและตอนนี้หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งก็กำลังนั่งจ้องหน้าของเธออยู่สวีอี้ถงแค่นยิ้มออกมาแล้วก็ตัดสินใจว่าเธอจะลองเริ่มทำการแสดงเพื่อเปิดหูเปิดตาหยางเจินคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่หัวอ่อนเชื่อคนง่ายและไม่รู้จักโตเสียทีต่อให้เปิดหูเปิดตาไม่สำเร็จแต่หากสามารถบ่มเพราะความสงสัยเอาไว้แค่เพียงเล็กน้อยก็ยังถือว่าเป็เื่ดีดีกว่าไม่คิดจะทำอะไรเลย
“เหม่ยหงเธอตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ถึงอย่างไรตอนนี้ฉันก็แต่งงานกับคุณหยางแล้วเธอก็น่าจะปล่อยวางแล้วก็เลิกติดตามมาทำลายชื่อเสียงของฉันได้แล้วเธอคิดว่าคนในบ้านหยางหลอกลวงได้ง่ายหรือไงเธอถึงได้พยายามจะทำให้คนอื่นเชื่อว่าฉันเป็คนนิสัยไม่ดี” คำพูดของสวีอี้ถงทำให้ซุนเหม่ยหงชักค้างไปในทันทีซุนเหม่ยหงรีบหันไปมองหยางเจินก่อนด้วยความกังวลใจแล้วจึงได้ชี้หน้าของสวีอี้ถงด้วยความแค้นเคือง
“อย่ามาพูดพล่อยๆนะ ฉันไม่ได้หลอกลวงใคร และฉันก็ไม่ได้พยายามทำลายชื่อเสียงของเธอด้วย”เมื่อซุนเหม่ยหงพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็พลันยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันแล้วจ้องมองซุนเหม่ยหงด้วยสายตารู้ทัน
“ก่อนหน้านี้เธอพูดว่าอะไรนะอ้อ เธอพูดว่าฉันไม่ได้เปลี่ยนไปเลยทั้งโมโหร้ายและเกรี้ยวกราดถ้าใครได้ฟังก็จะต้องคิดว่าฉันคนนี้เคยเป็คนโมโหร้ายและเกรี้ยวกราดมาก่อน เหม่ยหงแค่มองสีหน้าของเธอก็พอจะรู้แล้วว่าเธอคิดอะไรอยู่ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าเธอพูดจาทำร้ายอะไรฉันบ้างแต่ฉันรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่ถูกอดีตเพื่อร่วมห้องพูดจาให้ร้ายกันเช่นนี้”สวีอี้ถงพูดพลางพยายามตีหน้าเศร้า แม้ว่าทักษะการแสดงของเธออาจจะไม่ค่อยดี แต่เธอก็เชื่อว่าเพียงแค่นี้คุณหนูผู้อ่อนต่อโลกอย่างหยางเจินก็น่าจะเริ่มจะฉุกคิดได้แล้วว่าที่เคยได้ยินเื่ไม่ดีเกี่ยวกับโจวเสี่ยวถงมานั้นมันใช่เื่จริงหรือไม่
“โจวเสี่ยวถง!”ซุนเหม่ยหงตวาดออกมาเมื่อได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจของหยางเจินแต่มีหรือที่สวีอี้ถงจะเปิดโอกาสให้ซุนเหม่ยหงได้แก้ตัวเธอขยับตัวลุกขึ้นแล้วหันไปพูดกับหยางเจินด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจนใจ
“หยางเจินฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอไปได้ยินอะไรมา แม้ว่าจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าฉันเป็คนดีแต่ฉันก็อยากให้เธอลองเปิดใจเรียนรู้นิสัยของฉันดูก่อนอย่าได้มีอคติกับฉันแค่เพียงเพราะคำพูดของคนอื่นเลย”เมื่อพูดจบเธอก็ตวัดสายตาไปมองซุนเหม่ยหงอีกครั้งแล้วจึงได้เดินออกจากห้องอาหารไปทิ้งให้หยางเจินและซุนเหม่ยหงอยู่ในห้องอาหารด้วยกันตามลำพัง
“เจินเจินฉันไม่ได้เป็อย่างที่โจวเสี่ยวถงพูดนะ”ซุนเหม่ยหงรีบหันไปอธิบายให้หยางเจินฟังในทันที
“พอเถอะเหม่ยหงแค่ลองทบทวนดูก็รู้แล้วว่าใครเป็อย่างไร ฉันมันโง่เองที่หูเบามองคนไม่ขาด”หยางเจินพูดพลางขยับตัวลุกขึ้นแล้วเธอจึงพูดกับซุนเหม่ยหงอีกประโยคด้วยน้ำเสียงเ็า
“แล้วต่อไปเธอก็ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องมาเสนอหน้าที่นี่อีกฉันไม่คิดว่าพวกเราจะสนิทกันจนเธอสามารถมาร่วมโต๊ะในฐานะหนึ่งในสมาชิกครอบครัวได้อีกทั้งตอนนี้พี่ชายของฉันก็แต่งงานแล้วคงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ที่จะปล่อยให้ลูกสาวของนายทหารชั้นผู้ใหญ่แบบเธอถูกคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเธอหวังจะแย่งชิงสามีของคนอื่น”คำพูดของหยางเจินทำให้ซุนเหม่ยหงพลันหน้าเสียในทันที
“เธอไม่คิดว่าคำพูดของเธอมันรุนแรงเกินไปหน่อยหรือ”เมื่อซุนเหม่ยหงถามเช่นนี้หยางเจินก็ส่ายหน้า
“ฉันคิดว่าไม่นะตัวเธอเองก็น่าจะรู้ดีว่าเธอมาที่นี่เพราะมีจุดประสงค์อะไรพี่ชายของฉันเขาแต่งงานแล้วและก็คงจะไม่เลิกรากับภรรยาในเร็ววันนี้ดังนั้นความคิดที่ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ใจของเธอเ่าั้ก็ล้มเลิกไปเสียเถอะเพราะว่ามันจะทำให้เธอเสียเวลาไปเปล่าๆ” เมื่อพูดจบหยางเจินก็เดินออกไปจากห้องอาหารในทันทีโดยไม่ได้สนใจอีกว่าซุนเหม่ยหงจะคิดเช่นไร
ส่วนทางด้านสวีอี้ถงหลังจากที่ตั้งใจพูดจาให้ซุนเหม่ยหงดูไม่น่าเชื่อถือในสายตาของหยางเจินได้แล้วเธอก็ไม่คิดจะรอดูผลลัพธ์เพราะไม่ว่าหยางเจินกับซุนเหม่ยหงจะเกิดความกินแหนงแคลงใจกันหรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อเธอเท่าใดนักถึงอย่างไรเธอก็ไม่ใช่โจวเสี่ยวถงตัวจริงที่จะมัวคิดเล็กคิดน้อยกับหยางเจินจนกลายเป็ความบาดหมางอันใหญ่โตดังเช่นที่เธอเขียนลงไปในนิยายเื่นี้
“พาฉันเดินสำรวจรอบๆ บ้านหน่อยสิ”เมื่อสวีอี้ถงพูดเช่นนี้หยางจิ่วก็เงยหน้าขึ้นมามองเธอราวกับมองตัวประหลาดในทันที
“พึ่งจะแต่งงานกันคุณควรจะดูแลเ้าสาวของคุณให้มากกว่านี้นะ”สวีอี้ถงทอดถอนใจออกมาพลางเดินไปทรุดตัวนั่งยังโซฟาอีกตัวที่อยู่ไม่ไกลจากเขา
“เ้าสาวของผมก็ยังละเลยหน้าที่ของตัวเองเลยดังนั้นผมก็ไม่จำเป็ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้สมบูรณ์แบบต่อเธอ”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็พลันหัวเราะ เหอะ เหอะออกมาอย่างไร้ซึ่งข้อแก้ตัว เมื่อคืนนี้เธอไม่ได้ตั้งใจจะดื่มจนเมาจนไม่ต้องทำหน้าที่เ้าสาวแต่เพราะเธอไม่รู้ว่าร่างนี้ไม่มีความสามารถทางด้านการดื่มมากขนาดนี้ก็เลยกลายเป็เมาจนหลับไปหลังจากก่อเื่เช่นนั้น
“ทั้งๆที่ใส่กระโปรงรุงรังขนาดนั้นคุณยังสามารถเตะได้สูงจนถึงขั้นนั้นถ้าไม่มีกระโปรงขวางทางคุณคงจะเตะสูงได้มากกว่านั้นกระมัง”เมื่อหยางจิ่วพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็หรี่ตาใส่เขาแล้วถามเขาออกไปด้วยน้ำเสียงท้าทาย
“อยากจะลองทดสอบดูไหมล่ะคะ ว่าฉันเตะสูงได้ถึงขั้นไหน”คำถามของเธอทำให้เขาหัวเราะ หึ หึออกมานทันที
“ยังไม่ทันไรก็เริ่มคิดจะใช้กำลังกับผมแล้วหรือ”คำถามของเขาทำให้สวีอี้ถงส่ายหน้า
“ฉันไม่ใช่คนไม่มีสมองเสียหน่อยจะได้คิดลงไม้ลงมือกับคุณก็แค่เมื่อครู่นี้คุณอยากรู้ว่าฉันเตะสูงได้ถึงขนาดไหนฉันก็เลยคิดว่าคุณคงอยากจะลองทดสอบดู”สวีอี้ถงพูดพลางทอดถอนใจออกมาแล้วก็ขยับตัวลุกขึ้นการลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันของเธอทำให้หยางจิ่วเองก็รีบลุกขึ้นเช่นเดียวกันเธอหันไปมองเขาด้วยความประหลาดใจแล้วก็คิดได้ว่าเขาจะต้องเข้าใจผิดคิดว่าเธอจะลงไม้ลงมือกับเขาแน่ๆเธอจึงได้หัวเราะออกมาในทันที
“ฉันจะไปเดินเที่ยวรอบบ้านวางใจเถอะฉันยังไม่คิดจะให้คุณได้ทดสอบลูกเตะของฉันเร็วๆ นี้หรอก”เมื่อพูดจบเธอก็หัวเราะแล้วเดินจากไปท่าทีในตอนนี้ของเธอช่างแตกต่างจากท่าทีที่ทำราวกับว่าเธอถูกซุนเหม่ยหงรังแกบนโต๊ะอาหารเป็อย่างมากทำให้หยางจิ่วได้แต่ทอดถอนใจออกมาแล้วก็คิดในใจว่าเขาคิดว่าหยางเจินน้องสาวของเขาเป็คนที่เสแสร้งได้เก่งแล้วแต่ดูเหมือนว่าภรรยาของเขาคนนี้จะเสแสร้งได้เก่งยิ่งกว่า